บทที่20 หัวขโมยถูกจับ
ชายคนดังกล่าวเมื่อรู้ว่าหนีไม่ทันแล้ว เขาจึงคิดทำร้ายลู่ชิงเพื่อระบายความโกรธเคืองที่ต้องเสียท่าให้แก่เด็กผู้หญิงอย่างนาง
จังหวะที่ชายผู้นั้นกำลังง้างฝ่ามือขึ้นมา หมายจะฟาดลงไปยังใบหน้าของลู่ชิง กลับมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามายืนขวางทางใช้ร่างกายบดบังลู่ชิงมิให้ถูกชายผู้นั้นทำร้ายเอาได้ พร้อมทั้งจับข้อมือขวาชายหัวขโมยบีบจนแน่นแล้วกระชากแขนเขาเหวี่ยงลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง จนเขานอนดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย
“โอ๊ย!…มะ…มือ…..มือของข้าหักแล้ว” ชายหัวขโมยร้องโอยครวญ
บุรุษหนุ่มเพียงเอ่ยออกมาว่า
"ข้าก็แค่ตั้งใจช่วยทำให้แขนขวาของเ้าหักจริง ตามที่เ้ากล่าวอ้างไว้ก่อนหน้าอย่างไรล่ะ"
ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงจากสตรีที่เดินนำเหล่ามือปราบตรงเข้ามาเอ่ยว่า
“จับมันเลยเ้าค่ะท่านมือปราบ ชายผู้นี้คือคนที่ขโมยถุงเงินของฮูหยินท่านเ้าเมืองเ้าค่ะ”
บ่าวคนสนิทของสตรีก่อนหน้าที่อุดหนุนซาลาเปาจากลู่ชิงเพราะหลงคารมน้องเล็กลู่จิวกำลังชี้หน้าชายหัวขโมยที่กำลังนอนร้องโหยหวนอยู่กับพื้น จากนั้นชายหัวขโมยก็ถูกลากออกไปด้วยบรรดาเหล่ามือปราบของอำเภอทันที
ด้านของลู่ชิงนางปักใจแต่แรกแล้วว่าชายคนกล่าวเป็หัวขโมย เพราะด้วยท่าทางที่เหมือนจะหนีอะไรมาสักอย่าง ลู่ชิงมาเชื่ออย่างสนิทใจในตอนที่ชายผู้นั้นเอ่ยว่าอักษรที่ปักบนถุงเงินเป็ชื่อของเขาที่ภรรยาเป็ผู้ปักให้ ซึ่งมันจะเป็ไปได้อย่างไรเพราะบนถุงเงินมันปักคำว่า มีมี และยังปักรูปแมวสีขาวเอาไว้ด้านมุมขวา ยิ่งนางได้พิจารณาถุงเงินอย่างเต็มตายิ่งจำได้ทันทีว่า ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้ที่หลงคารมพ่อค้าน้อยอย่างลู่จิวจนทำการเหมาซื้อซาลาเปาไปเกินครึ่งนั้น นางถือถุงเงินสีแดงปักลายแมวสีขาวดูสะดุดตา ลู่ชิงในฐานะทาสแมวเมื่อเห็นจึงเอ่ยชมออกไปว่า ถุงเงินที่ปักลายแมวเอาไว้ช่างปักได้ดูน่ารักสมจริงงดงามดูสะดุดตาเป็อย่างมาก ฮูหยินท่านนั้นยิ้มแย้มชอบใจเอ่ยเล่าที่มาของถุงเงินว่านางและสามี เคยเลี้ยงแมวน้อยสีขาวขนฟูไว้ตัวหนึ่งมันชื่อ มีมี เป็แมวที่ฉลาดแสนรู้และขี้อ้อนเป็อย่างมากพวกเขาทั้งสองรักมันมาก แต่มันเพิ่งตายไปเมื่อ1ปีก่อนนางคิดอยากมีสิ่งของอะไรบางอย่างมาเป็ตัวแทนความคิดถึงที่นางมีต่อแมวน้อยตัวนั้น จึงได้คิดปักถุงเงินเป็รูปแมวและปักคำว่า มีมี ซึ่งเป็ชื่อของมันลงไปด้วยนั่นเอง ตอนที่คุยเื่ถุงเงินลู่ชิงเอ่ยชมเนื้อผ้าบนถุงเงินที่สีสดแปลกตาและมีดิ้นทองแทรกอยู่บนเนื้อผ้า นางจึงเอ่ยว่าเป็ผ้าที่ได้รับพระราชทานมาตอนที่สามีนางมารับตำแหน่งเ้าเมือง ลู่ชิงจึงรู้ว่าลูกค้ารายใหญ่ของนางคือฮูหยินท่านเ้าเมืองนี่เอง
เมื่อเื่ราววุ่นวายจบลงลู่ชิงจึงหันไปกล่าวขอบคุณแก่บุรุษหนุ่มตรงหน้า เมื่อได้เห็นเขาชัดเจนนางถึงกับตกอยู่ในมนต์สะกด
‘ว้าว..สูง ยาว ใหญ่ อุ๊ย!ไม่ใช่สิมันดูแปลก ต้องเปลี่ยนเป็สูงโปร่ง หุ่นดียังกับนายแบบแถมขาวตี๋ดูมีสุขภาพดี เสียดายหน้าออกจะเรียบนิ่งไปหน่อยแต่ก็มีเสน่ห์น่าค้นหา บอกได้สั้นๆ คือ งานดีชะมัด’
ลู่ชิงแอบเผลอคิดพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าแบบสาวยุค2000อยู่ในใจ
“ข้าขอบคุณท่านมากเ้าคะ ที่ได้ช่วยเหลือข้าเอาไว้ หากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนบุุญคุณในครั้งนี้หรือมีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือได้โปรดบอกข้าได้ ข้าเป็แม่ค้าขายซาลาเปาอยู่ที่แผงร้านทางด้านโน้น”ลู่ชิงชี้นิ้วไปทางที่ตั้งร้านตน
ลู่ชิงก้มศีรษะทำการคารวะตามแบบฉบับที่ผู้น้อยพึงกระทำต่อผู้าุโกว่าเพราะดูแล้วเขาน่าจะแก่กว่าร่างนางตอนนี้เกือบ10ปี
บุรุษหนุ่มตรงหน้าพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า
“เ้าเองยังเด็กนัก สมควรคิดอ่านอย่างรอบคอบ ก่อนกระทำอันใดลงไป หากชายผู้นั้นทำร้ายเ้าได้ เพราะไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเ จ้าลองคิดดูจะเป็เช่นไรต่อ”
ลู่ชิงพยักหน้าและตอบกลับไปว่า
“เ้าค่ะ ข้าจะจดจำคำท่านเอาไว้ในครั้งหน้าข้าจะตั้งสติให้มากขึ้น ข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะขอบคุณท่านอีกครั้งเ้าค่ะ”
นางทำการคารวะและเดินหันหลังกลับไปยังแผงซาลาเปาทันที
ด้านลู่เหวินและลู่ฉีพวกเขาทั้งคู่ทำการคารวะขอบคุณบุรุษหนุ่มที่เข้ามาช่วยลู่ชิงด้วยเช่นกัน ตอนที่เห็นชายหัวขโมยกำลังจะลงมือทำร้ายน้องน้อยของเขา พวกเขาทั้งสองรีบก้าวเท้าเข้าไปคว้าแขนนางเอาไว้เพื่อจะดึงหลบ แม้ว่าพวกเขาใจตรงกันในเื่คิดจะดึงมือน้องน้อยให้หลบฝ่ามือ ลู่เหวินดึงหลบมาทางขวา แต่ลู่ฉีกลับดึงหลบไปทางซ้าย ตอนนั้นลู่ชิงจึงเหมือนกับถูกตรึงเอาไว้ตรงกลางเพื่อให้เ้าหัวขโมยลงมือทำร้ายนางได้สะดวกไปเสียอย่างนั้น เป็เหตุให้เขาทั้งสองรู้สึกผิดและโทษตนเองอยู่ภายในใจ
ลู่ชิงขณะที่เดินกลับมายังแผงซาลาเปานางได้นึกคิดเื่ราวที่ผ่านมาไปตามคำกล่าวเตือนของบุรุษหนุ่มหน้าหยก มันก็จริงดังเช่นเขากล่าวเสียด้วย นางลืมตัวไปว่าร่างนี้แค่10หนาว หาใช่ร่างหญิงสาวที่เคยเรียนเตะต่อยมวยไทยในโลกก่อน ในร่างนี้นางจะเอาอะไรไปสู้ผู้ชายตัวโตๆได้ ยิ่งคิดนางยิ่งรู้สึกกลัวขึ้นทันที
เมื่อถึงแผงนางพบว่าพี่ใหญ่และพี่รองที่เดินตามประกบมาจากด้านหลังทำหน้าบึ้งตึงเสมือนโกรธเคืองใครอยู่ แต่ก็คิดได้ว่าคงโกรธนางที่ทำอะไรไม่ระวังจนเกือบเจ็บตัวจึงเอ่ยออกไปว่า
“พี่ใหญ่ พี่รอง โกรธข้าหรือเ้าคะ ข้าขออภัย ข้าลืมตัวไปหน่อยเพราะความรีบร้อนอยากช่วยเด็กทั้งสองคนนั้น ต่อไปข้าจะรอบคอบคิดอ่านอย่างมีสติ ข้าสัญญา ว่าแต่พวกเขา2พี่น้องละเ้าคะอยู่ที่ไหนกัน?”
เมื่อลู่ชิงใช้ทุกวิถีทางออดอ้อนเหล่าพี่ชายให้ยกโทษกับความวู่วามของนาง จนพวกเขาใจอ่อน นางจึงหันไปหาสองพี่น้องที่กำลังยืนรออยู่ด้านหลังนาง
“ข้าขอบคุณเ้ามากที่ช่วยข้า”
“ไม่เป็ไรข้ายินดี ที่ทำไปเพราะสัญชาตญาณข้าล้วนๆ เ้าเองดูท่าทางาเ็นะหัวเข่าแขนข้อศอกมีรอยเืซึมออกมา เ้านั่งลงที่ม้านั่งก่อนสิ ข้าจะทำแผลให้”
ลู่ชิงทำท่าจะก้มลงไปดูแผลให้เด็กชายแต่ลู่ฉีเอ่ยปากจะทำให้แทนเพราะเขามียาห้ามเืสมานแผลอยู่ในอกเสื้อพร้อมแล้ว
น้องเล็กอย่างลู่จิวตลอดเหตุการณ์เข้ายืนหลบหลังร้านเพราะความกลัวแต่เมื่อเห็นเด็กหญิงคนก่อนหน้าที่เขาให้ซาลาเปาไปจึงดึงมือลู่ชิงให้โน้นตัวลงมาพร้อมเอ่ยกระซิบให้นางฟังว่า
“พี่สาว ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้บอกข้าว่าหิว พี่ชายของนางก็ยังไม่ได้กินข้าวั้แ่เมื่อวาน ข้าอยากขอแบ่งซาลาเปาไปให้พวกเขาได้หรือไม่”
หลังจากฟังคำบอกเล่าของน้องเล็กนางได้หยิบซาลาเปาที่เหลืออยู่เพียง ส่งให้พวกเขา พร้อมทั้งปรึกษาพวกพี่ใหญ่พี่รองว่าควรไปส่งเด็กทั้งสองคนนี้ที่บ้าน จากนั้นเหล่าบรรดาพี่น้องจึงช่วยกันจัดแจงเก็บข้าวของกลับบ้าน
อีกมุมหนึ่งบนชั้นสองของร้านฟู่เทียนภายในห้องทำงาน เว่ยหยางิยืนมองดรุณีน้อยที่เขาได้เข้าไปช่วยไว้จากหัวขโมยที่กำลังจะทำร้ายนาง หลายวันมานี้เขาไปติดต่อค้าขายในต่างเมืองเพิ่งกลับมาถึงเมื่อรุ่งเช้า จึงคิดแวะมาตรวจบัญชีร้านฟู่เทียนก่อนจะกลับเข้าจวน และด้วยบ่าวคนสนิทรายงานว่าเ้าของร้านซาลาเปาที่เขาอยากจะซื้อสูตรนั้น ตั้งแผงร้านไม่ห่างจากร้านฟู่เทียนมากนัก เขาจึงคิดจะเข้าไปคุยเพื่อติดต่อซื้อขายสูตรอาหารทันที แต่เมื่อเขาไปถึงพบว่านางกำลังเดินเข้าไปกลางวงล้อมของชาวบ้านที่กำลังยืนมุงกันอยู่ เขาอยากรู้จึงเดินตามนางเข้าไปยืนอยู่ปะปนกับชาวบ้านเ่าั้ด้วย และทันเห็นการณ์ทุกอย่างมาโดยตลอด ครั้นเมื่อช่วยนางไม่ให้ถูกทำร้ายจนเื่ราวทุกอย่างจบลง เขาก็ดันหลงลืมเรื่่องสูตรซาลาเปาที่จะไปเจรจาขอซื้อสูตรกับนางเสียได้ เห็นทีคงต้องเลื่อนไปเป็เช้าพรุ่งนี้แทนเสียแล้ว