ตอนที่ 21 นายท่านฟู่กุ้ยฝึกสัตว์ให้เชื่อง
“เอ๊ะ! ทำไมถึงมีแอปเปิลอยู่ในห้องเก็บของล่ะ! แล้วยังมีส้มอีกกล่องหนึ่งด้วย!” แม่เซียวะโขึ้น
เซียวิเยวี่ยยกยิ้ม ในที่สุดแม่เซียวก็สังเกตเห็น
เธอแอบนำผลไม้จำนวนมากมาเก็บไว้ที่ห้องเก็บของชั้นใต้ดินของบ้านเป็เวลานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็แอปเปิล ส้ม แก้วั สับปะรด และผลไม้อื่น ๆ โดยจงใจให้แม่เซียวเห็นตอนที่ลงมายังห้องเก็บของ
แม่เซียวขอให้พ่อเซียวมาช่วยขนขึ้นไป จากนั้นเซียวิเยวี่ยแสร้งทำเป็เพิ่งนึกขึ้นได้
“หนูลืมไปเลย! หนูซื้อผลไม้บางส่วนมาตุนไว้ก่อนหน้านี้ ผลไม้ยังไม่เน่าใช่ไหมคะ?”
แม่เซียวตรวจสอบดูอย่างละเอียดก่อนพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เน่าจ้ะ ไม่มีผลไม้อันไหนเน่าเลย! ทุกวันนี้ผลไม้ต่างพ่นยาฆ่าแมลงเลยทนทานเป็พิเศษ แม่เคยซื้อดอกกุหลาบซันไชน์มาช่อหนึ่งแล้วปล่อยมันไว้ในแจกัน ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ยังไม่แห้งเหี่ยวเลย”
แม่เซียวรู้สึกเหมือนเพิ่งค้นพบสมบัติ และเธอยังชอบกินส้มมากที่สุดอีกด้วย
คุณยายหยิบสับปะรดลูกใหญ่ 2 ลูกขึ้นมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “คืนนี้มากินผัดเปรี้ยวหวานกันเถอะ”
เซียวิเยวี่ยจิบน้ำมะพร้าวพร้อมยิ้มกับตัวเอง เธอแอบปลูกต้นส้มไว้ที่มุมสนามหญ้าและใช้น้ำค้างแจ่มชัดรดทุกวัน ในไม่ช้ามันจะเจริญเติบโต จากนั้นครอบครัวจะไม่ขาดแคลนส้มให้กินอีก
สำหรับผลไม้อื่น ๆ เช่นเชอร์รีและสตรอว์เบอร์รี เซียวิเยวี่ยไม่สามารถคิดหาข้ออ้างที่จะเอากลับมาที่บ้านได้จริง ๆ จึงทำได้แค่เพลิดเพลินกับมันเพียงลำพัง
แน่นอนว่าเธอยังคิดถึงวิธีอื่นอย่างปั่นมันลงในน้ำผลไม้รวมเพื่อให้ครอบครัวดื่ม สรุปคือเธอไม่สามารถนำมันมาไว้ที่บ้านโดยตรง มิฉะนั้นเธอจะต้องถูกสงสัยอย่างแน่นอน
เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีในมิติเติบโตเร็วและมีผลผลิตมากเกินไปจนไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เธอจึงต้องนำมันไปให้ปศุสัตว์เท่านั้น
หมูและวัวอ้วนขึ้นมากจนร่างกายพวกมันกลมเป็ลูกบอล ทั้งยังตัวใหญ่และแข็งแรงมาก
ท้องของแพะตัวเมียทั้งสองใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวคิดว่าพวกมันอาจกำลังทุกข์ทรมานจากอาการอาหารไม่ย่อย จึงได้ป้อนยาถ่ายให้พวกมัน
ฟู่กุ้ยยังคงทำตัวเหมือนเ้าแห่งทุ่งหญ้า สัตว์ต่าง ๆ ในมิติล้วนหวาดกลัว เ้าเสือขนฟูอวดเบ่งพลังตลอดทั้งวัน จากนั้นก็กินขาหมูทั้งขาภายในวันเดียว
ถ้าไม่ใช่เพราะได้ตุนเนื้อสำรองไว้แล้ว เซียวิเยวี่ยกังวลจริง ๆ ว่าจะไม่มีอาหารให้ฟู่กุ้ยกิน
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น คุณยายลงมือทำอาหารจานใหญ่เช่นเคย
ผัดเปรี้ยวหวาน ไข่ตุ๋นส้ม เนื้อแพะย่าง ผัดผักเซี่ยงไฮ้ และอื่น ๆ อีกมากมาย…
“ไข่ไก่พวกนี้กลิ่นเหมือนสตรอว์เบอร์รีหรือเปล่า? แถมยังมีรสหวานอมเปรี้ยวด้วย” พ่อเซียวพูดด้วยความสับสน
แม่เซียวพูดแซว “คุณอยากกินสตรอว์เบอร์รีหรือเปล่า? ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้วนะ”
เซียวิเยวี่ยก้มศีรษะลงอย่างรู้สึกผิด ไก่ในพื้นที่มิติกินสตรอว์เบอร์รีทุกวัน และแม้แต่ไข่จากพวกมันก็ยังมีกลิ่นสตรอว์เบอร์รีอีกด้วย
พ่อเซียวกินเข้าไปอีก 2-3 คำ พลางคิดว่าเขาอาจจะคิดไปเองหรือเปล่า?
“ผักในสวนเราโตเร็วมากเลยนะ! ปลูกกี่ต้นก็ขึ้นทุกต้น แถมยังงามมากด้วย ราคาผักตอนนี้สูงมาก ถ้าเราแบ่งไปขายได้คงจะทำเงินได้ไม่น้อยเลย” คุณยายพูด
พ่อเซียวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ผมคิดว่าเราไม่ควรขายมัน ราคาผักเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ หากมีคนรู้ว่าเราปลูกผักมากมายในสวน พวกเขาจะบังคับเรามอบให้กับพวกเขาแบบฟรี ๆ เหมือนกับเมื่อวานแน่นอน”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ แม่เซียวกับคุณยายก็เริ่มตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
“ยังดีที่หลังคาเรือนกระจกติดฟิล์มเงินกันรังสียูวี เรามองเห็นข้างนอก แต่ข้างนอกมองไม่เห็นเรา และคนอื่นมองเห็นแค่แผงโซลาร์เซลล์ที่อยู่ชั้นบนสุดเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแปลงผักของเราคงตกเป็เป้าของคนในชุมชนนี้แน่!”
“จริงด้วย เราจะให้คนนอกรู้เื่นี้ไม่ได้!” คุณยายพยักหน้าเห็นด้วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จู่ ๆ คุณตาก็พูดขึ้นว่า “วิ่งหนี ตี…”
พ่อเซียวพูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อพูดถูกครับ ถ้าใครกล้ามาปล้นของของเรา เราจะทุบตีคนพวกเขาให้หมด”
หลังทานอาหารเย็นเสร็จ คุณตากับคุณยายเข้าไปพักผ่อนในห้อง ส่วนพ่อและแม่เซียวกลับห้องของตัวเองหลังจากดูข่าวทางทีวี กระทั่งเหลือเพียงเซียวิเยวี่ย ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เธอจะพักผ่อน
เธอยังมีงานให้ทำอีกมากมายในมิติ
จากนั้นเซียวิเยวี่ยยุ่งอยู่กับการดึงแคร์รอตในแปลงผัก ฟู่กุ้ย้าช่วย แต่กรงเล็บของมันแหลมคมเกินไปและเผลอตัดแคร์รอตออกเป็สองส่วน
เซียวิเยวี่ยตีหัวเ้าเสือและไล่มันออกไป แต่มันกลับเดินตรงไปที่ลานบ้าน เตะประตูรั้วด้วยอุ้งเท้าข้างหนึ่ง แล้วเดินไปเตะเปิดประตูคอกวัวอย่างชำนาญเพื่อต้อนฝูงวัวออกมา
วัวทุกตัววิ่งกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง จากนั้นฟู่กุ้ยก็วิ่งไล่ตามพวกมันด้วยความสนุกสนาน
เซียวิเยวี่ยมองดูฉากนี้ด้วยดวงตาเบิกกว้าง นี่คือวิธีฆ่าเวลาของฟู่กุ้ยตอนที่เธอไม่อยู่สินะ!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอเคยเหยียบกองมูลวัวข้างลานบ้าน
วัวตัวหนึ่งตื่นตระหนกและกำลังจะวิ่งเข้ามาในแปลงผัก ทันใดนั้นฟู่กุ้ยก็เร่งฝีเท้าไปขนาบข้างวัวและบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางการวิ่ง
เซียวิเยวี่ยใมากจนกรามของเธอแทบหลุด นะ นี่มัน?
ระดับไอคิวของฟู่กุ้ยอาจสูงพอที่จะสอบเข้าโรงเรียนได้เลย มันถึงขนาดฝึกวัวไม่ให้เหยียบเข้ามาในแปลงผักและสวนผลไม้ได้เลยเหรอ?
เธอเคยสอนมันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเอง
เซียวิเยวี่ยดึงแคร์รอตพร้อมกับสังเกตการณ์กระทำของฟู่กุ้ย หลังจากที่วัวทุกตัวเริ่มเหนื่อยและหยุดเล็มหญ้าในสนาม ฟู่กุ้ยก็เริ่มรู้สึกเบื่อและต้อนฝูงวัวให้กลับเข้าคอกอีกครั้ง ทั้งยังปิดประตูโรงวัวด้วยตัวเอง
เซียวิเยวี่ยตาค้าง !!!
เขาเปิดประตูได้ก็ว่าน่าใแล้ว แต่กลับสามารถปิดประตูเองด้วย!
นายท่านฟู่กุ้ย… ยังมีเื่น่าประหลาดใจอีกกี่อย่างที่ฉันยังไม่รู้เนี่ย?
เซียวิเยวี่ยนำแคร์รอตไปล้างน้ำให้สะอาด ตัดใบเขียวออก แล้วแอบนำแคร์รอต 3 หัวไปใส่ไว้ในตู้กับข้าว เธอนำแคร์รอตกลับไปครั้งละไม่กี่หัว เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดสังเกตมากเกินไป
ตอนนี้เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว เซียวิเยวี่ยออกไปที่ลานบ้านและย้ายผักที่ปลูกจากพื้นที่มิติมาไว้ในสวนผักของวิลล่า จากนั้นเธอก็อัดดินและรดน้ำ ขณะที่กำลังหันหลังเพื่อกลับไปนอน จู่ ๆ เธอได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย
“ให้ตายเถอะ! กำแพงบ้านนี้จะสูงเกินไปแล้ว! มันจะต้องแอบซ่อนอะไรไว้แน่!” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ชู่ ลดเสียงลงหน่อย! พาดบันไดกับกำแพงเร็วเข้า แล้วปีนขึ้นไประวัง ๆ นะ”
คนที่พูดประโยคดังกล่าวไม่ใช่ใครอื่น นอกจากพี่หยางที่เพิ่งทะเลาะกับเซียวิเยวี่ยเมื่อวานนี้ หล่อนจับตาดูวิลล่าหลังที่ 5 มาตลอดทั้งวัน และคืนนี้หล่อนตัดสินใจพาสามีของตัวเองเพื่อตรวจสอบด้วยกัน
“ข้างบนนี้มีโครงข่ายไฟฟ้า ผมปีนข้ามมันไม่ได้” สามีของพี่หยางไม่อยากเสี่ยง
“คุณนี่โง่จริง ๆ บันไดของเราสูงเกือบเท่ายอดตึก คุณก็ปีนขึ้นไปให้สูงกว่าขอบกำแพงสิ” พี่หยางเร่งเร้า
สามีพี่หยางตอบ “คุณก็รีบไปสิ ผมจะคอยดูต้นทางให้”
พี่หยางก้าวออกไปเร่งเร้า “คุณนี่เป็ผู้ชายหรือเปล่า? ก็แค่เข้าไปหยิบของแค่นี้ มันยากเย็นนักหรือไง?”
ดวงตาของชายคนนั้นเบิกกว้าง “คุณว่ายังไงนะ!”
พี่หยางถอยกลับ “ทำไมต้องตะคอกใส่แบบนั้นด้วย ฉันทำเพื่อครอบครัวเรานะ ่นี้ค่าไฟสูงมาก ถ้าได้แผงโซลาร์เซลล์มา เราจะเปิดแอร์ได้ทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายค่าไฟอีก”
ชายคนนั้นถ่มน้ำลาย “ต่อให้ขโมยมาได้แล้ว แต่คุณรู้วิธีใช้หรือยังไง?”
ดวงตาของพี่หยางเต็มไปด้วยความอิจฉา “ถ้าฉันไม่ได้ใช้ พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์ได้ใช้เหมือนกัน ฉันจะทุบมันทิ้งให้หมด!”
คนพวกนี้สามารถเปิดแอร์เย็นสบายอยู่ในวิลล่าแสนสุข แต่กลับเรียกร้องเงินถึง 160,000 หยวน บ้าเกินไปแล้ว!
ไม่สมควรมีใครได้ใช้มันอีก!
ชายคนนั้นตอบกลับไป “ก็ได้ ก็ได้ คุณรีบขึ้นไปสิ ผมเหนื่อยมากแล้ว เสร็จตรงนี้จะได้กลับบ้านกัน”
หลังจากเห็นสิ่งนี้ในกล้องวงจรปิด แสงเย็นเยือกวาดผ่านดวงตาของเซียวิเยวี่ย พ่อของเธอฝึกชกมวยมาเป็เวลานานแล้ว และถึงเวลาที่จะลองใช้ทักษะนั้นเสียที
หญิงสาวเข้าไปปลุกพ่อและแม่เซียว เธอไม่้าปลุกคุณตากับคุณยาย เพราะไม่อยากรบกวนพวกเขา
หลังจากรับฟังเื่ราวทั้งหมด พ่อเซียวรีบเดินไปทางหลังบ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เวลานี้พี่หยางได้ปีนขึ้นไปได้ครึ่งทางแล้ว
พี่หยางหอบหายใจขณะที่กำลังปีนขึ้นไป แต่ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่าเท้าข้างหนึ่งถูกดึงไว้
“นี่คุณมาจับเท้าฉันทำไม?”
แต่เมื่อมองลงไป พี่หยางใกลัวจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง เธอนึกว่าเป็มือของสามีตัวเอง ทว่ามันกลับกลายเป็ของชายแปลกหน้า!
“กำลังคิดจะขโมยของจากบ้านเรางั้นเหรอ คุณคือพี่หยางใช่ไหม? ก่อนหน้าได้เตือนไปแล้วนี่ว่าอย่าให้ผมเจอคุณอีก!”
“คะ… คุณคือแชมป์มวยไทสันเหรอ?!!”