ตอนที่ 7 : ตำราลับปริศนา
“พบแล้ว! พบร่างของคุณชายป๋ายอี้หลินที่ก้นเหวแล้ว!!”
“รีบให้คนไปรายงานท่านอ๋องเร็วเข้า!”
“คุณชายป๋ายยังสลบอยู่ เอายังไงดีขอรับ!”
“จะเอายังได้ละเว้ย ก็ต้องรีบลงไปช่วยขึ้นมานะสิวะ!”
‘ป๋ายอี้หลิน? แถวนี้มีใครชื่อป๋ายอี้หลินด้วยเหรอเนี่ย?’
เสียงดังอึกทึกรอบกายของลู่หลินแม้จะชวนให้สงสัย แต่ก็ไม่อาจกระตุ้นให้เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้
แม้จะอยากรู้อยากเห็นสักแค่ไหนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ความเจ็บร้าวทั้งร่างกายราวกับถูกกระแทกด้วยรถบรรทุกจนร่างกายแหลกเหลวก็ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนไม่สามารถขยับสิ่งใดได้แม้แต่เปลือกตา
‘อาจารย์ลีนะอาจารย์ลี ถ้าลู่หลินคนนี้รอดไปได้จะรีบแจ้งตำรวจให้มาจับทันทีเลย! นี่มันคือการพยายามฆ่าชัดๆ’
ลู่หลินคิดในใจอย่างโกรธแค้นก่อนที่จะยอมให้ความเ็ปของร่างกายสยบข่มความสงสัยงุนงงไปในที่สุด ไม่ได้เอะใจสักนิดว่าเสียงที่ดังวุ่นวายอยู่ในตอนนี้กำลังเอ่ยเรียกขานตนด้วยสรรพนามใด...
“เ้าหมายความว่าอย่างไร ที่บอกว่าร่างกายภายนอกของคุณชายป๋ายอี้หลินไม่มีร่องรอยาแ?”
ซุนอวี้เซวียน ชายหนุ่มในชุดขุนนางฝ่ายบุ๋นยศสูงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ได้ยินท่านหมอยาอันดับหนึ่งประจำเมืองโจวกล่าวรายงานอาการของ อนุชายารองป๋างอิ้งซื่อ หรือที่ท่านอ๋องโปรดให้ผู้คนเรียกขานเฉพาะนามไม่พ่วงตำแหน่งว่าเป็ชายาของตนนามว่า คุณชายป๋ายอี้หลิน มากกว่า
ทำให้จากที่ท่านหมอกำลังนั่งคุกเข่ารายงานอาการไปทางชายร่างสูงใหญ่ที่นั่งบนตั่งอยู่ ก็ต้องรีบโค้งคำนับเป็เชิงขออนุญาตผู้มีอำนาจสูงสุดในตำหนักแห่งนี้อย่างโจวหยางอ๋องก่อนที่หันกายไปตอบคำถามแก่คนที่มีชื่อเสียงเรียงนามเป็กุนซือแห่งกองทัพัทมิฬแทน
โชคดีเหลือเกินที่ท่าน โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยาง หรือองค์ชายรองแห่งราชวงศ์ฉินผู้นี้เป็ผู้ไม่นิยมพิธีรีตองแบบชาววัง ทั้งยังชื่นชอบความเรียบง่ายเป็กันเองมากกว่า เลยอนุญาตให้ราษฎรหรือบ่าวไพร่ในจวนไม่ต้องพูดจาภาษาทางการใช้ศัพท์หรูหรามากนัก ทำให้หมอยาบ้านนอกอย่างเขายังพอพูดคุยด้วยได้แบบไม่ติดขัด จะมีก็แต่พวกขุนนามขุนนางราชการอย่างท่านกุนซือซุนอวี้เซียนและพวกแม่ทัพนายกองทั้งหลายนั่นแหละที่ยังเลือกจะเคร่งครัดธรรมเนียมในยามที่สนทนากับท่านอยู่ แต่เห็นว่ากับคุณชายป๋ายอี้หลินนั้นก็มิได้ยกย่องเช่นเ้าคนนายคนเช่นกัน กลับเลือกสนทนาพาทีเช่นคุณชายมั่งมีธรรมดา
“เป็จริงตามนั้นขอรับท่านกุนซือซุน… ข้าน้อยให้หมอหญิงลูกศิษย์ของข้าตรวจอาการของคุณชายป๋ายอย่างละเอียดทุกส่วนแล้ว ไม่พบว่ามีรอยแผลหรือรอยฟกช้ำแม้แต่รอยเดียวบนร่างกายเลย ราวกับคุณชายป๋ายแค่นอนหลับสนิทไปเฉยๆ ไม่ได้ตกลงมาจากหน้าผาอันสูงชัน เพียงแต่….”
หมอยารีบยืนยันตามสิ่งที่ตรวจสอบพบ แม้จะแปลกใจในอาการของคุณชายคนงามที่เป็ที่ร่ำลือว่าเป็อนุชายาคนรักของโจวหยางอ๋องอยู่บ้างจนอยากจะขอเวลาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อตรวจสอบอาการให้ได้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่านี้ แต่ท่าทีรอฟังข่าวอย่างจดจ่อของโจวหยางอ๋องที่นั่งอยู่กลางห้องก็ไม่อาจทำให้เขาริอาจรีรอได้จึงต้องรีบมารายงานผลในเบื้องต้นทันที
“แต่อะไร?” เมื่อซุนอวี้เซวียนได้ฟังข้อความที่กล่าวไม่จบ และมีท่าทีลังเลที่จะเอ่ยต่อไป จึงได้ออกปากถามทันที
“แม้ร่างกายภายนอกจะปกติดี แต่ชีพจรของภายในของคุณชายป๋ายนั้นปั่นป่วนมากคล้ายกับคนที่ผ่านการถูกทำร้ายจนภายในบอบช้ำก่อนที่จะตกลงมาจากหน้าผา กระหม่อมเกรงว่า… การที่คุณชายตกลงมาอาจจะไม่ใช่อุบัติเหตุ…"
คำกล่าวรายงานอาการพร้อมกับวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากหมอยาทำให้สีหน้าของซุนอวี้เซวียนมืดครึ้มขึ้น แม้แต่โจวหยางอ๋องที่นั่งฟังทุกอย่างอยู่เงียบๆ ก็ถึงกับแผ่รังสีกดดันออกมาคุกคามจนร่างหมอชราธรรมดาอย่างเขาถึงกับต้องทรุดกายหมอบติดพื้น หวาดเกรงในอำนาจบารมีของชายสูงศักดิ์ตรงหน้า
“ท่านหมอมีหน้าที่รักษาคนป่วยก็จงทำหน้าที่ให้ดีเถิด… เื่เหตุการณ์ในจวนอ๋องคงไม่ต้องให้ท่านช่วยวิเคราะห์สืบหาความหรอก…”
สิ้นคำกล่าวของซุนอวี้เซวียน ท่านหมอยาก็ต้องรีบละล่ำละลักก้มหัวตอบรับทันที เดาว่าตนคงไปเผลอแตะต้องในประเด็นที่ไม่ถูกไม่ควรเอาซะแล้ว…
“หามิได้! ข้าน้อยโง่เขลาไม่รู้ความขอท่านกุนซือได้โปรดอย่าถือสา ขอความกรุณาท่านอ๋องได้โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยขอรับ!”
“…ออกไป…”
เสียงทุ้มใหญ่แฝงพลังแบบนักรบอันแข็งแกร่งดังขึ้น ทำให้ท่านหมอยาต้องรีบก้มหัวแล้วคลานถอยออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงชายสองคนที่ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมต่อบทสนทนาต่อไปทันที
“ตำราที่ติดตัวมากับป๋ายอี้หลินเป็ตำราอะไร?”
“มิทราบได้พ่ะย่ะค่ะ… ข้าลองเอาไปให้สมาคมบัณฑิตต่างถิ่นที่ไว้ใจได้หลายคนช่วยดูแล้ว ไม่มีใครกล่าวอ้างว่าตำรานั้นเป็ตำราในท้องถิ่นตน ทั้งรูปแบบของม้วนตำราและการฉลุอักษรบันทึกก็ยังแตกต่าง แม้แต่ข้าที่เป็มหาบัณฑิตแห่งราชวงศ์ฉินก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
ซุนอวี้เซวียนกล่าววิเคราะห์ขณะก้าวนำตำราปริศนาที่พบบ่นร่างของป๋ายอี้หลินที่ก้นเหวมายื่นส่งให้นายเหนือหัวตน โจวหยางอ๋องรับของไปถือไว้ ลองพลิกตำราเปิดอ่านดูแล้วก็ได้แต่นึกชื่นชมม้วนตำราแปลกตานี้ในใจ วัตถุดิบที่ใช้เบาบางอีกทั้งหน้าหนึ่งยังมีหลายตัวอักษร อ่านจบม้วนหนึ่งคงทราบเื่ราวได้ราวกับอ่านตำรามาทั้งหอประวัติศาสตร์
“มีใครอ่านได้หรือไม่… เนื้อความในตำรากล่าวถึงสิ่งใด?”
“ตัวอักษรมีความคล้ายคลึงกับอักษร ‘เจี่ยกู่เหวิน’ อยู่หลายส่วนก็จริง แต่ก็มีความแตกต่างที่ทำให้ยากจะเข้าใจข้อความได้… บางทีอาจเป็ตำราจากบ้านเกิดของป๋ายอี้หลิน คงต้องรอให้เ้าตัวฟื้นก่อนจึงจะซักไซ้รีดข่าวให้รู้ความได้พ่ะย่ะค่ะ…”
ซุนอวี้เซวียนค่อนข้างกระดากอายที่จะต้องยอมรับออกไปตามตรง ในฐานะบัณฑิตที่ถูกกล่าวข่านว่าทรงภูมิที่สุดแห่งยุค การได้พบว่ายังมีตำราอีกเล่มที่ตนไม่เคยพานพบมาก่อนซ้ำยังไม่สามารถอ่านถอดใจความได้นับเป็เื่ที่ชวนให้เสื่อมเสียเป็อย่างมาก ต่อไปเขาคงไม่กล้าออกนามตัวเองพร้อมสมญามหาบัณฑิตอันดับหนึ่งอีกแล้ว
“ตำรานี้ไม่ใช่ของป๋ายอี้หลิน… ตอนที่ตกลงไปเขาไม่มีสิ่งนี้ติดตัว…"
คำกล่าวสั้นๆ ของโจวหยางอ๋องทำให้ซุนอวี้เซวียนได้แต่ขมวดคิ้วยุ่ง พยายามคิดวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งหมด
เขาไม่ได้อยู่ด้วยในเหตุการณ์ที่ป๋ายอี้หลินหล่นลงไปที่ก้นเหว แต่สายตาของท่านอ๋องไม่มีทางพลาด หากบอกว่าไม่มีย่อมหมายถึงไม่มีจริงๆ
แต่ถ้าตำราไม่ได้ตกลงไปพร้อมกับป๋ายอี้หลินแล้วตำรานี้จะมาจากไหน?
ยังไม่รวมเื่ที่คนทั้งคนตกหน้าผาลงไปแล้วยังไร้ร่องรอยาแภายนอกอีก
“หรือจะมีใครเข้ามาช่วยเหลือคุณชายป๋ายไว้ได้ทันก่อนที่จะถึงก้นเหว?”
“เื่นั้นก็เป็ไปไม่ได้… ผาจวนอ๋องไม่ได้สูงชันถึงเพียงนั้น ทั้งหุบเหวก็ยังรกร้างเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายยากที่ใครจะเข้าออกได้โดยง่าย…”
“แล้วจะอธิบายเื่ที่คุณชายป๋ายร่างกายไร้รอยตำหนิได้อย่างไร?”
“…ในอดีตมีวิชามนต์ดำแขนงหนึ่งชื่อกายทิพย์มายา ผู้ใช้จะมีรูปกายภายนอกคงกระพันทั้งพลังยุทธ์ยังบางเบาคล้ายคนไม่เคยฝึกวิชา… บางทีป๋ายอี้หลินอาจใช้วิชานี้ พวกเราถึงได้ไม่เคยรู้ว่าเขามีวรยุทธ์…”
คำกล่าวตั้งข้อสังเกตของ หวงเทียนหยาง หรือ โจวหยางอ๋องผู้ชำนาญด้านวรยุทธ์และการศึกทุกรูปแบบทำให้ซุนอวี้เซวียนถึงกับพยักหน้ารับเบาๆ
เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับวิชานี้มาบ้าง ว่ากันว่ามันเป็วรยุทธ์สายมารผสมผสานกับวิชามนต์ดำที่สตรีนิยมใช้เพราะมันจะทำให้เ้าของวิชามีรูปโฉมที่งดงาม ผิวกายเนียนละเอียดดุจไข่มุก และไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายอันใดร่างกายภายนอกก็จะไร้ร่องรอยตำหนิจนทำให้ดูงดงามราวกับอยู่ยงคงกระพันแต่ภายในจะาเ็ได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป…
ถ้าเป็วิชานี้จริง คนงามล่มเมืองอย่างป๋ายอี้หลินก็นับว่าเข้าเค้าอยู่
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริง ภายในของคุณชายป๋ายก็คงบอบช้ำมิใช่น้อย… บางที่อาจจะไม่รอด…”
“ไม่รอดก็ดี… จะได้หมดเื่ยุ่งยากใจไปหนึ่ง…”
โจวหยางอ๋องกล่าวขึ้นมาเบาๆ ไม่ได้มีท่าทางยินดียินร้ายกับเื่นี้เท่าไหร่นัก… เป็อันรู้กันว่ามิได้มีเยื่อใยใดๆ กับคุณชายป๋ายอี้หลินคนงามล่มเมืองจริงๆ อย่างที่ชาวบ้านทั้งอาณาจักรฉินและเมืองโจวร่ำลือ
“งั้นกระหม่อมขอตัวไปดูอาการคุณชายป๋ายสักครู่แล้วจะให้หมอยากลับออกจากจวนไปนะพ่ะย่ะค่ะ”
ซุนอวี้เซวียนเป็คนรอบคอบ ได้รู้เื่แล้วก็มิลืมไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาตัวเองเพื่อยืนยันข้อมูลทั้งหมด จึงได้รีบเอ่ยขอตัวออกจากห้องไป ตั้งใจว่าก่อนไปจะเอ่ยทูลขอตำราประหลาดไปศึกษาอีกสักหน่อย แต่เมื่อเห็นท่านอ๋องยังให้ความสนใจอยู่กับตำรานั้น จึงได้แต่ก้าวถอยไป
ไว้รอโอกาสหน้าค่อยมาทูลขอไปศึกษาก็แล้วกัน…
________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 มี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค1<<
E-Book ที่ Meb ภาค 2 มี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค2<<
สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<