แม้แต่ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บก็ไม่มีความทรงจำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเสื้อฝ้ายเลย
คนรวยนั้นสวมเสื้อหนังสัตว์บุฝ้าย แต่คนจนกลับต้องเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ที่สวมในชีวิตประจำวันมาเย็บติดกันให้กลายเป็เสื้อตัวหนา ช่องว่างระหว่างเสื้อแต่ละตัวก็เอาเปลือกไม้กับหญ้ายัดเข้าไป เพื่อให้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้
หากผ่านไปไม่ได้ก็จะต้องหนาวตาย นี่ก็เป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยุคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง
เพราะแบบนี้......หนิงเยี่ยนจึงก้มมองเ้าหนูน้อยที่ยังสูงไม่ถึงเอวของเธอ หนิงเยี่ยนไม่อยากให้เ้าหนูน้อยต้องทนทรมานในฤดูหนาว
ถึงจะไม่มีเสื้อนวมกันหนาวแต่ต้องมีเสื้อบุฝ้ายซักชุด
เพียงแต่ในความทรงจำ เ้าของร่างเดิมไม่มีของที่เกี่ยวข้องกับฝ้ายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถ้าอยากจะปลูกต้นฝ้าย คงจะต้องหวังพึ่งต้นกล้าเหล่านี้
เด็กชายที่เดินนำหน้าหนิงเยี่ยนยังคงคิดว่าเธอสนใจพืชที่ท่านอาจารย์ลงมือปลูกด้วยตนเองไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมาไม่เห็นมีใครสนใจพืชในกระถางนี้เลย
“ท่านหนิง ยังอยากพบท่านอาจารย์ไหม ?” เด็กชายเรียกอีกครั้ง
หนิงเยี่ยนหันกลับมายิ้มแล้วพยักหน้า เธอเดินตามเด็กชายตัวขาวที่บุคลิกตรงข้ามกับเ้าหนูหนิงโหย่วหยูไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความเอ็นดูแบบป้าแก่ ๆ
เด็กชายมองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าพลางตัวสั่นเทาขึ้นมา วันนี้แดดดีขนาดนี้ทำไมเขาถึงขนลุกกันนะ? หรือว่าจะกินอะไรที่ไม่สะอาดเข้าไป งั้นให้ท่านอาจารย์ดูอาการจะดีกว่า
หนิงเยี่ยนเดินไปจนถึงห้องหนังสือของท่านอาจารย์ซวี พลางมองดูห้องที่เต็มไปด้วยกองหนังสือและตำรา เธอทอดสายตามองไปรอบห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในยุคนี้หนังสือมีค่าอย่างยิ่ง
ถ้าจะบรรยายผู้ที่เป็อัจฉริยะ คนก็มักจะพูดกันว่า ความรู้ 5 คันเกวียน ซึ่งตามอักษรก็เห็นความหมายแล้วว่าหมายถึงคนที่มีความรู้เยอะ ศึกษาตำรา หนังสือ จนตำราหนังสือที่อ่านสามารถบรรทุกได้เต็มเกวียน 5 คัน
การจะมีความรู้จนมีชื่อเสียงในหมู่บ้านนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
แต่อย่างไรก็ตามเื่พวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวกับหนิงเยี่ยน
หนิงเยี่ยนมาที่นี่เพราะผู้ใหญ่บ้านสั่งให้มา เธอมาขอท่านอาจารย์ซวีเพื่อไปดูฮวงจุ้ยให้
“ท่านอาจารย์ซวี....”
“อย่าเพิ่ง!”
หนิงเยี่ยนยังพูดไม่จบ ท่านอาจารย์ก็ขัดขึ้นมา
ท่านอาจารย์ไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง ในมือของเขาจับพู่กันขนหมาป่า และกำลังวาดแผนที่ของราชวงศ์ซวนออกมาจากในความทรงจำ แน่นอนว่าแผนที่นี้สำหรับหนิงเยี่ยนมันไม่ดีเอาเสียเลย ซ้ำยังวาดออกมาหยาบมาก แทบไม่มีความละเอียด แต่ในยุคนี้คนที่จะได้เดินทางไปทั่วประเทศมีไม่มาก การจะวาดแผนที่นั้นยากลำบากยิ่งกว่า จึงทำให้เธอรู้สึกว่าชายชราที่อยู่เบื้องหน้านี้น่าสนใจไม่น้อย
พอวาดเสร็จ ท่านอาจารย์ซวีก็เงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าสายตาของหนิงเยี่ยนจดจ่ออยู่บนแผนที่ราชวงศ์ซวน ท่านอาจารย์ยกมุมปากขึ้น ทำให้หนวดเคราสีขาวขยับไปด้วย เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าหนิงเยี่ยนนั้นรู้จักแผนที่ราชวงศ์ซวน
“แม่หนูหนิงมาที่นี่ทำไม ?”
“ข้าอยากสร้างบ้าน รบกวนท่านอาจารย์ช่วยไปดูฮวงจุ้ยให้ที”
“ได้สิ ถ้าเ้าไม่รีบข้าจะไปพรุ่งนี้”
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
เมื่อหนิงเยี่ยนบอกจุดประสงค์เรียบร้อยจึงเตรียมตัวกลับ พอก้มมองก็พบว่าเ้าหนูน้อยกำลังจ้องมองไปยังหนังสือบนชั้น ความกระหายแสดงออกเต็มแววตา
หนิงเยี่ยนละอายใจจนเหงื่อตก ตอนที่เธอเรียนนั้นเธอไม่ได้ขยันขนาดนี้ เื่เรียนดีหรือเรียนแย่คงต้องแล้วแต่ฟ้ากำหนด แต่ถ้าลูกชายอยากเรียนหนังสือนับว่าเป็เื่ที่ดี
เมื่อพาหนิงโหย่วหยูออกมาจากบ้านท่านอาจารย์ซวี หนิงเยี่ยนจึงถามขึ้น
“อยากเรียนหนังสืองั้นหรือ ?”
“อยาก!”
เ้าหนูน้อยตอบอย่างมั่นใจ ตั้งใจเรียนสอบให้ได้เป็ขุนนางมีตำแหน่งและชื่อเสียงก็จะไม่มีใครกล้ามาข่มเหงรังแกอีก
“ได้ แม่จะหาหนทางให้”
เมื่อทั้งสองกลับถึงบ้าน จึงรีบเดินไปตรวจดูของในครัวก่อนเป็อันดับแรก เยี่ยม !ไม่มีอะไรหายไป บ้านตระกูลหนิงคงจะสงบไปอีกหลายวัน จะจัดการคนบ้านนั้นมันต้องใช้กำลัง คุยด้วยเหตุผลชาติหน้าก็คงไม่รู้เื่
หนิงเยี่ยนหยิบเอากิ่งไม้ที่พื้นมาขีดเส้นเป็ตัวอักษรสองสามตัว เธอเขียนชื่อของเ้าหนูน้อย
‘หนิงโหย่วหยู’
หนิงเยี่ยนอธิบายให้เ้าหนูน้อยที่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยฟัง
“นี่คือชื่อของเ้า ถ้าสร้างบ้านเสร็จแล้ว แม่จะจัดการเื่เรียนให้ ตอนนี้แม่จะสอนเขียนตัวอักษรง่าย ๆ ก่อน”
“ชื่อของข้า ?”
เ้าหนูน้อยก้มมองอักษรสามตัวที่อยู่บนพื้นราวกับจะเอามันสลักใส่ในใจ
“ลองเขียนตามสิ”
“อื้อ”
มองดูเ้าหนูที่มุ่งมั่นตั้งใจแบบนี้ หนิงเยี่ยนก็โล่งใจ ครูทุกคนบนโลกคงจะต้องชอบนักเรียนแบบหนิงโหย่วหยูแน่นอน
หนิงเยี่ยนที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้มองดูเ้าหนูน้อยที่ขีดเส้นเบี้ยว ๆ คด ๆ ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เธอผุดลุกขึ้น
“เ้าเขียนไปก่อนนะ แม่ไปบ้านยายหวงก่อนประเดี๋ยวเดียว”
“อื้อ”
หนิงโหย่วหยูที่กำลังหมกมุ่นกับการเรียนร้องตอบ แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ ตัวหนังสือที่แม่เขียนสวยกว่านี้มาก เขาต้องพยายาม
เมื่อเดินออกมาจากบ้าน หนิงเยี่ยนก็รู้สึกกังวลนิดหน่อย เธอจึงร้องบอก
“ถ้าคนจากบ้านตระกูลหนิงมาอีกล่ะก็ ไม่ต้องสนใจนะ รีบวิ่งไปหาแม่เลย”
“เข้าใจแล้ว”
พอได้ยินคำตอบของเ้าลูกชายเธอก็คลายความกังวลลง เธอเอาหินปูนจากข้างทางยกไปโรงเหล็กตระกูลจางด้วย
ป้าหวงชื่อไม่อยู่บ้านอีกแล้ว หนิงเยี่ยนตรงไปยังห้องตีเหล็ก จางเถี่ยจู้กำลังทุบท่อนเหล็กที่เผาจนแดงด้วยค้อนในมือ เหงื่อจากศีรษะผุดขึ้นเป็เม็ด ๆ
เด็กผู้ชายสวมเสื้อคลุมที่เดิมทีนั่งอยู่หน้าเครื่องเป่าลม ตอนนี้กลายเป็เด็กหญิงผมเปียแทน เด็กหญิงคนนี้คือลูกสาวของภรรยาจางเถี่ยจู้ที่คลอดก่อนตาย หน้าของเธอมีสีแดงจัด พูดตามตรงก็คืออุณหภูมิในห้องนี้มันสูงไปหน่อย
“มีดที่ซื้อไปใช้ไม่ได้หรือไง?”
จางเถี่ยจู้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปนโมโหเมื่อเห็นหนิงเยี่ยนกลับมาที่บ้าน
หนิงเยี่ยนส่ายหัวแล้วอธิบาย
“ใช้ดี ข้าเพียงแค่อยากยืมห้องตีเหล็กของเ้าใช้สักหน่อย ข้าอยากทำของเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง”
“ผู้หญิงทำงานเช่นนี้ไม่ไหวหรอก ค้อนก็หนัก”
“ข้าแรงเยอะ”
“ไม่ได้ ในนี้มันร้อน เ้าทนไม่ไหวหรอก”
“หือ..นี่เ้ากำลังหมายความว่าแม้แต่เด็กผู้หญิงข้าก็สู้ไม่ได้งั้นเหรอ”
หนิงเยี่ยนมองไปยังแม่หนูที่กำลังดึงคันชักเครื่องเป่าลม
จางเถี่ยจู้หมดคำจะพูด เขาเงียบไปพักใหญ่แล้วพูดออกมา
“เ้าตีเหล็กไม่ได้ เดี๋ยวตีถูกตัวเองจะาเ็เอา”
“ไม่มีทาง ข้าจะระวัง”
หนิงเยี่ยนส่ายหัว เธออยากทำความรู้จัก และมาเรียนรู้วิธีใช้พวกอุปกรณ์ตีเหล็ก แล้วก็จะถือโอกาสทำพวกของพกติดตัว เช่น มีดสามเหลี่ยมอะไรทำนองนั้น
ตีเหล็กไม่ได้ ล้อเล่นหรือไงกัน ?
ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียนวิธีตีเหล็กแบบดั้งเดิมจากช่างตีเหล็กตกอับจนสร้างอาวุธที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ แต่เพราะเวลาที่กระชั้นชิดเธอเลยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการหลอม คนมักจะพูดกันว่าอาวุธที่ทำขึ้นมาด้วยตัวเองจะเพิ่มจิติญญาให้มัน
ถึงจะเป็การพูดต่อ ๆ กันมา แต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นของหนิงเยี่ยน เธอจึงไปลองทำมาแล้วครั้งหนึ่ง
หน้าไม้ที่หนิงเยี่ยนทำขึ้นมาเองเมื่อภพก่อนนั้นใช้ได้คล่องมือมาก ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับที่เขาว่ากันว่าเื่จิติญญาของอาวุธกับเ้าของหรือเปล่า
จางเถี่ยจู้เอาเหล็กที่ตีเสร็จแช่ลงในน้ำเย็น “ฟู้ววว” เสียงดังขึ้น ตามมาด้วยไอน้ำสีขาวที่ลอยพุ่งออกมาจากถังเหล็ก
พอเสียงเงียบไป จางเถี่ยจู้ก็พูดขึ้น
“ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย”
“ให้ข้าลองหน่อย ขอครั้งเดียว”
“ก็ได้ งั้นข้าจะดูอยู่ข้าง ๆ”
จางเถี่ยจู้สู้ความรั้นของหนิงเยี่ยนไม่ไหว ได้แต่ยอมทำตามที่เธอ้า
เด็กหญิงที่ดึงคันชักเครื่องเป่าลมรีบลุกออกไปทันที เพราะกลัวหนิงเยี่ยนที่ยังทำอะไรไม่ได้ความทำให้เธอพลอยโดนลูกหลงไปด้วย
“ไม่มีปัญหาน่า”
หนิงเยี่ยนว่าจบก็คีบก้อนเหล็กสีแดงออกมาจากเตาเผาด้วยคีม
ไอร้อนแผดเผากระทบมือทั้งสองข้าง เสื้อผ้าก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่หนิงเยี่ยนไม่มีเวลามาใส่ใจ เธอเอาหินปูนที่พกมาด้วยออกมาบด แล้วใส่เข้าไป จากนั้นจึงนำก้อนเหล็กสีแดงเข้าไปในเตาหลอมอีกครั้ง ทันใดนั้นบรรยากาศในห้องหลอมเหล็กพลันอึดอัดขึ้นมา
“เ้าทำอะไร!”
จางเถี่ยจู้รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างมองไปที่เตาหลอม
.........................