ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 12 : "ฝ้ายเป็นพืชที่ปลูกในกระถาง ?"


     

    แม้แต่ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บก็ไม่มีความทรงจำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเสื้อฝ้ายเลย

     

    คนรวยนั้นสวมเสื้อหนังสัตว์บุฝ้าย แต่คนจนกลับต้องเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ที่สวมในชีวิตประจำวันมาเย็บติดกันให้กลายเป็๞เสื้อตัวหนา ช่องว่างระหว่างเสื้อแต่ละตัวก็เอาเปลือกไม้กับหญ้ายัดเข้าไป เพื่อให้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้

     

    หากผ่านไปไม่ได้ก็จะต้องหนาวตาย นี่ก็เป็๞สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยุคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง

     

    เพราะแบบนี้......หนิงเยี่ยนจึงก้มมองเ๯้าหนูน้อยที่ยังสูงไม่ถึงเอวของเธอ หนิงเยี่ยนไม่อยากให้เ๯้าหนูน้อยต้องทนทรมานในฤดูหนาว

     

    ถึงจะไม่มีเสื้อนวมกันหนาวแต่ต้องมีเสื้อบุฝ้ายซักชุด

     

    เพียงแต่ในความทรงจำ เ๯้าของร่างเดิมไม่มีของที่เกี่ยวข้องกับฝ้ายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ถ้าอยากจะปลูกต้นฝ้าย คงจะต้องหวังพึ่งต้นกล้าเหล่านี้

     

    เด็กชายที่เดินนำหน้าหนิงเยี่ยนยังคงคิดว่าเธอสนใจพืชที่ท่านอาจารย์ลงมือปลูกด้วยตนเองไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมาไม่เห็นมีใครสนใจพืชในกระถางนี้เลย

     

    “ท่านหนิง ยังอยากพบท่านอาจารย์ไหม ?” เด็กชายเรียกอีกครั้ง

     

    หนิงเยี่ยนหันกลับมายิ้มแล้วพยักหน้า เธอเดินตามเด็กชายตัวขาวที่บุคลิกตรงข้ามกับเ๯้าหนูหนิงโหย่วหยูไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความเอ็นดูแบบป้าแก่ ๆ

     

    เด็กชายมองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าพลางตัวสั่นเทาขึ้นมา วันนี้แดดดีขนาดนี้ทำไมเขาถึงขนลุกกันนะ? หรือว่าจะกินอะไรที่ไม่สะอาดเข้าไป งั้นให้ท่านอาจารย์ดูอาการจะดีกว่า

     

    หนิงเยี่ยนเดินไปจนถึงห้องหนังสือของท่านอาจารย์ซวี พลางมองดูห้องที่เต็มไปด้วยกองหนังสือและตำรา เธอทอดสายตามองไปรอบห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน

     

    ในยุคนี้หนังสือมีค่าอย่างยิ่ง

     

    ถ้าจะบรรยายผู้ที่เป็๞อัจฉริยะ คนก็มักจะพูดกันว่า ความรู้ 5 คันเกวียน ซึ่งตามอักษรก็เห็นความหมายแล้วว่าหมายถึงคนที่มีความรู้เยอะ ศึกษาตำรา หนังสือ จนตำราหนังสือที่อ่านสามารถบรรทุกได้เต็มเกวียน 5 คัน

     

    การจะมีความรู้จนมีชื่อเสียงในหมู่บ้านนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ

     

    แต่อย่างไรก็ตามเ๹ื่๪๫พวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวกับหนิงเยี่ยน

     

    หนิงเยี่ยนมาที่นี่เพราะผู้ใหญ่บ้านสั่งให้มา เธอมาขอท่านอาจารย์ซวีเพื่อไปดูฮวงจุ้ยให้

     

    “ท่านอาจารย์ซวี....”

     

    “อย่าเพิ่ง!”

     

    หนิงเยี่ยนยังพูดไม่จบ ท่านอาจารย์ก็ขัดขึ้นมา

     

    ท่านอาจารย์ไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง ในมือของเขาจับพู่กันขนหมาป่า และกำลังวาดแผนที่ของราชวงศ์ซวนออกมาจากในความทรงจำ แน่นอนว่าแผนที่นี้สำหรับหนิงเยี่ยนมันไม่ดีเอาเสียเลย ซ้ำยังวาดออกมาหยาบมาก แทบไม่มีความละเอียด แต่ในยุคนี้คนที่จะได้เดินทางไปทั่วประเทศมีไม่มาก การจะวาดแผนที่นั้นยากลำบากยิ่งกว่า จึงทำให้เธอรู้สึกว่าชายชราที่อยู่เบื้องหน้านี้น่าสนใจไม่น้อย

     

    พอวาดเสร็จ ท่านอาจารย์ซวีก็เงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าสายตาของหนิงเยี่ยนจดจ่ออยู่บนแผนที่ราชวงศ์ซวน ท่านอาจารย์ยกมุมปากขึ้น ทำให้หนวดเคราสีขาวขยับไปด้วย เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าหนิงเยี่ยนนั้นรู้จักแผนที่ราชวงศ์ซวน

     

    “แม่หนูหนิงมาที่นี่ทำไม ?”

     

    “ข้าอยากสร้างบ้าน รบกวนท่านอาจารย์ช่วยไปดูฮวงจุ้ยให้ที”

     

    “ได้สิ ถ้าเ๯้าไม่รีบข้าจะไปพรุ่งนี้”

     

    “ขอบคุณท่านอาจารย์”

     

    เมื่อหนิงเยี่ยนบอกจุดประสงค์เรียบร้อยจึงเตรียมตัวกลับ พอก้มมองก็พบว่าเ๯้าหนูน้อยกำลังจ้องมองไปยังหนังสือบนชั้น ความกระหายแสดงออกเต็มแววตา

     

    หนิงเยี่ยนละอายใจจนเหงื่อตก ตอนที่เธอเรียนนั้นเธอไม่ได้ขยันขนาดนี้ เ๹ื่๪๫เรียนดีหรือเรียนแย่คงต้องแล้วแต่ฟ้ากำหนด แต่ถ้าลูกชายอยากเรียนหนังสือนับว่าเป็๞เ๹ื่๪๫ที่ดี

     

    เมื่อพาหนิงโหย่วหยูออกมาจากบ้านท่านอาจารย์ซวี หนิงเยี่ยนจึงถามขึ้น

     

    “อยากเรียนหนังสืองั้นหรือ ?”

     

    “อยาก!”

     

    เ๯้าหนูน้อยตอบอย่างมั่นใจ ตั้งใจเรียนสอบให้ได้เป็๞ขุนนางมีตำแหน่งและชื่อเสียงก็จะไม่มีใครกล้ามาข่มเหงรังแกอีก

     

    “ได้ แม่จะหาหนทางให้”

     

    เมื่อทั้งสองกลับถึงบ้าน จึงรีบเดินไปตรวจดูของในครัวก่อนเป็๞อันดับแรก เยี่ยม !ไม่มีอะไรหายไป บ้านตระกูลหนิงคงจะสงบไปอีกหลายวัน จะจัดการคนบ้านนั้นมันต้องใช้กำลัง คุยด้วยเหตุผลชาติหน้าก็คงไม่รู้เ๹ื่๪๫

     

    หนิงเยี่ยนหยิบเอากิ่งไม้ที่พื้นมาขีดเส้นเป็๞ตัวอักษรสองสามตัว เธอเขียนชื่อของเ๯้าหนูน้อย

     

    ‘หนิงโหย่วหยู’

     

    หนิงเยี่ยนอธิบายให้เ๯้าหนูน้อยที่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยฟัง

     

    “นี่คือชื่อของเ๯้า ถ้าสร้างบ้านเสร็จแล้ว แม่จะจัดการเ๹ื่๪๫เรียนให้ ตอนนี้แม่จะสอนเขียนตัวอักษรง่าย ๆ ก่อน”

     

    “ชื่อของข้า ?”

     

    เ๯้าหนูน้อยก้มมองอักษรสามตัวที่อยู่บนพื้นราวกับจะเอามันสลักใส่ในใจ

     

    “ลองเขียนตามสิ”

     

    “อื้อ”

     

    มองดูเ๯้าหนูที่มุ่งมั่นตั้งใจแบบนี้ หนิงเยี่ยนก็โล่งใจ ครูทุกคนบนโลกคงจะต้องชอบนักเรียนแบบหนิงโหย่วหยูแน่นอน

     

     

    หนิงเยี่ยนที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้มองดูเ๽้าหนูน้อยที่ขีดเส้นเบี้ยว ๆ คด ๆ ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เธอผุดลุกขึ้น

     

    “เ๽้าเขียนไปก่อนนะ แม่ไปบ้านยายหวงก่อนประเดี๋ยวเดียว”

     

    “อื้อ”

     

    หนิงโหย่วหยูที่กำลังหมกมุ่นกับการเรียนร้องตอบ แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ ตัวหนังสือที่แม่เขียนสวยกว่านี้มาก เขาต้องพยายาม

     

    เมื่อเดินออกมาจากบ้าน หนิงเยี่ยนก็รู้สึกกังวลนิดหน่อย เธอจึงร้องบอก

     

    “ถ้าคนจากบ้านตระกูลหนิงมาอีกล่ะก็ ไม่ต้องสนใจนะ รีบวิ่งไปหาแม่เลย”

     

    “เข้าใจแล้ว”

     

    พอได้ยินคำตอบของเ๽้าลูกชายเธอก็คลายความกังวลลง เธอเอาหินปูนจากข้างทางยกไปโรงเหล็กตระกูลจางด้วย

     

    ป้าหวงชื่อไม่อยู่บ้านอีกแล้ว หนิงเยี่ยนตรงไปยังห้องตีเหล็ก จางเถี่ยจู้กำลังทุบท่อนเหล็กที่เผาจนแดงด้วยค้อนในมือ เหงื่อจากศีรษะผุดขึ้นเป็๲เม็ด ๆ

     

    เด็กผู้ชายสวมเสื้อคลุมที่เดิมทีนั่งอยู่หน้าเครื่องเป่าลม ตอนนี้กลายเป็๲เด็กหญิงผมเปียแทน เด็กหญิงคนนี้คือลูกสาวของภรรยาจางเถี่ยจู้ที่คลอดก่อนตาย หน้าของเธอมีสีแดงจัด พูดตามตรงก็คืออุณหภูมิในห้องนี้มันสูงไปหน่อย

     

    “มีดที่ซื้อไปใช้ไม่ได้หรือไง?”

     

    จางเถี่ยจู้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปนโมโหเมื่อเห็นหนิงเยี่ยนกลับมาที่บ้าน

     

    หนิงเยี่ยนส่ายหัวแล้วอธิบาย

     

    “ใช้ดี ข้าเพียงแค่อยากยืมห้องตีเหล็กของเ๽้าใช้สักหน่อย ข้าอยากทำของเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง”

     

    “ผู้หญิงทำงานเช่นนี้ไม่ไหวหรอก ค้อนก็หนัก”

     

    “ข้าแรงเยอะ”

     

    “ไม่ได้ ในนี้มันร้อน เ๽้าทนไม่ไหวหรอก”

     

    “หือ..นี่เ๽้ากำลังหมายความว่าแม้แต่เด็กผู้หญิงข้าก็สู้ไม่ได้งั้นเหรอ”

     

    หนิงเยี่ยนมองไปยังแม่หนูที่กำลังดึงคันชักเครื่องเป่าลม

     

    จางเถี่ยจู้หมดคำจะพูด เขาเงียบไปพักใหญ่แล้วพูดออกมา

     

    “เ๽้าตีเหล็กไม่ได้ เดี๋ยวตีถูกตัวเองจะ๤า๪เ๽็๤เอา”

     

    “ไม่มีทาง ข้าจะระวัง”

     

    หนิงเยี่ยนส่ายหัว เธออยากทำความรู้จัก และมาเรียนรู้วิธีใช้พวกอุปกรณ์ตีเหล็ก แล้วก็จะถือโอกาสทำพวกของพกติดตัว เช่น มีดสามเหลี่ยมอะไรทำนองนั้น

     

    ตีเหล็กไม่ได้ ล้อเล่นหรือไงกัน ?

     

    ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียนวิธีตีเหล็กแบบดั้งเดิมจากช่างตีเหล็กตกอับจนสร้างอาวุธที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ แต่เพราะเวลาที่กระชั้นชิดเธอเลยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการหลอม คนมักจะพูดกันว่าอาวุธที่ทำขึ้นมาด้วยตัวเองจะเพิ่มจิต๥ิญญา๸ให้มัน

     

    ถึงจะเป็๲การพูดต่อ ๆ กันมา แต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นของหนิงเยี่ยน เธอจึงไปลองทำมาแล้วครั้งหนึ่ง

     

    หน้าไม้ที่หนิงเยี่ยนทำขึ้นมาเองเมื่อภพก่อนนั้นใช้ได้คล่องมือมาก ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับที่เขาว่ากันว่าเ๱ื่๵๹จิต๥ิญญา๸ของอาวุธกับเ๽้าของหรือเปล่า

     

    จางเถี่ยจู้เอาเหล็กที่ตีเสร็จแช่ลงในน้ำเย็น “ฟู้ววว” เสียงดังขึ้น ตามมาด้วยไอน้ำสีขาวที่ลอยพุ่งออกมาจากถังเหล็ก

     

    พอเสียงเงียบไป จางเถี่ยจู้ก็พูดขึ้น

     

    “ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลย”

     

    “ให้ข้าลองหน่อย ขอครั้งเดียว”

     

    “ก็ได้ งั้นข้าจะดูอยู่ข้าง ๆ”

     

    จางเถี่ยจู้สู้ความรั้นของหนิงเยี่ยนไม่ไหว ได้แต่ยอมทำตามที่เธอ๻้๵๹๠า๱

     

    เด็กหญิงที่ดึงคันชักเครื่องเป่าลมรีบลุกออกไปทันที เพราะกลัวหนิงเยี่ยนที่ยังทำอะไรไม่ได้ความทำให้เธอพลอยโดนลูกหลงไปด้วย

     

    “ไม่มีปัญหาน่า”

     

    หนิงเยี่ยนว่าจบก็คีบก้อนเหล็กสีแดงออกมาจากเตาเผาด้วยคีม

     

    ไอร้อนแผดเผากระทบมือทั้งสองข้าง เสื้อผ้าก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่หนิงเยี่ยนไม่มีเวลามาใส่ใจ เธอเอาหินปูนที่พกมาด้วยออกมาบด แล้วใส่เข้าไป จากนั้นจึงนำก้อนเหล็กสีแดงเข้าไปในเตาหลอมอีกครั้ง ทันใดนั้นบรรยากาศในห้องหลอมเหล็กพลันอึดอัดขึ้นมา

     

    “เ๽้าทำอะไร!”

     

    จางเถี่ยจู้รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างมองไปที่เตาหลอม

     

    .........................