“อากาศที่นี่ดีมาก มีเพียงไม่กี่ที่ในโลกก่อน ที่จะมีอากาศดีได้ขนาดนี้”
นิโคลัสััได้ถึงความบริสุทธิ์และสะอาดสุด ๆ ของอากาศที่นี
เขาเดินผ่านแมกไม้นานาพันธุ์ มีทั้งสูงใหญ่และพุ่มเล็ก ๆ ตามพื้นดิน ดอกไม้หลากสีสันที่ต่างถูกแมลงตัวน้อยคอยกวนใจ มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ
เขาไม่เคยได้ััความสงบแบบนี้อีกเลย... นับจากวันนั้น
ตามทางที่เดินมา เขาคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว ั้แ่ ต้นไม้ กิ่งไม้ รอยเท้าสัตว์หรือรอยลากเลื้อยไปตามพื้น แม้กระทั่งขบวนพาเหรดของมดตัวน้อย ๆ ที่เดินเป็แนวยาวอยู่ตามพื้นดินและต้นไม้ ล้วนไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาเขา
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อผ่านสายตาของเขา มันไม่เพียงแค่ความสวยงาม แต่มันคือข้อมูลสำคัญเพื่อการเอาชีวิตรอด
ชีวิตก่อนแม้ยากลำบาก แต่มันก็ทำให้เขาแข็งแกร่งอย่างวันนี้
แม้ดูเหมือนเขาจะเดินไปเรื่อย ๆ แต่เขามั่นใจว่าเขาไม่หลงป่าแน่นอน
เขานึกขอบคุณ พ่อบ้านรอย ที่มีความรอบคอบทำสัญลักษณ์ไว้ให้ตลอดทาง
“ถ้าในระหว่างเดิน จะสามารถฝึกฝนไปด้วยได้ไหมนะ”
นิโคลัสฉุกคิดขึ้นมา
“แล้วจะฝึกอะไรดี”
“ตำราหัวใจสรรพสัตว์ หรือ รวบรวมพลังมานา”
สุดท้าย เขาสรุปได้ว่าควรฝึกตำราก่อน เพราะเขาอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรถ้ามีการพัฒนาขึ้น
ระหว่างเดิน เขาเริ่มชักนำพลังธรรมชาติรอบกายเข้าสู่ร่าง ชักนำพลังผ่านเส้นเืและกล้ามเนื้อ คล้ายดังน้ำที่ซึมผ่านผืนทราย สู่ตำรา ตำราจะดึงพลังส่วนที่เหมาะสมเอาไว้ภายในเพื่อกลั่นกลองและสะสม
ส่วนพลังธรรมชาติอื่นๆ จะถูกถ่ายทอดคืนสู่ธรรมชาติ ในขณะเดียวกันจะมีตะกอนพลังงานที่เหลือตกค้างจากที่ตำราได้ดูดซับและขัดเกลาแล้ว คืนสู่ธรรมชาติเช่นกัน
“ใช้ได้ ไม่ยากเท่าไหร่ แบบนี้่ไหนที่ต้องเดินทางด้วยเท้า ข้าสามารถฝึกได้ หวังว่าการฝึกรวมพลังมานาทำได้เหมือนกัน ข้าจะได้สลับกันฝึกไปเลย”
“ข้าต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นให้ไวที่สุด”
นิโคลัสคิดจริงจังกับการฝึกเพราะเขาเชื่อมาตลอดว่า ความแข็งแกร่งของตัวเองคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด เขาไม่หวังแค่เพียงพึ่งพาคนอื่น
ระหว่างเดินไปฝึกไป ร่างกายของนิโคลัสค่อย ๆ เริ่มกระจายกลิ่นหอมจางๆ ออกมา
กลิ่นที่เหมือนกลิ่นลาเวนเดอร์อ่อนๆ ผสมกลิ่นของผืนทุ่งหญ้าเขียวขจีในฤดูฝน มันให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งร่างกายและจิตใจ ชวนเคลิบเคลิ้ม
โดยที่นิโคลัสไม่ทันสังเกต เริ่มมีสัตว์ตัวเล็กๆ นานาชนิด เริ่มเดินตามเขา
และมากขึ้นๆ จากเดินตาม ผ่านไปชั่วครู่เริ่มเดินเคียงข้าง และในที่สุดก็ล้อมรอบตัวนิโคลัสเอาไว้
เขาไม่ได้ใหรือตื่นกลัว เพราะมีเพียงสัตว์เล็ก ๆ ไม่มีพิษภัยอะไร ในระยะแรกกลิ่นหอมนี้ มีผลกับสัตว์เล็กเท่านั้น
“พวกเ้ามาทำอะไรกันเนี่ย”
นิโคลัสพูดเปรย ๆ ไม่ได้หวังคำตอบอะไร
เขากลับรู้สึกชอบด้วยซ้ำ เพราะสัตว์เล็ก ๆ เหล่านี้ หลายตัวที่น่ารักมาก กระต่ายขาวขนฟูดูนุ่มนิ่มน่ากอดเป็ที่สุด กระรอก กระแต แม้แต่หนูป่า ยังอวบอ้วน น่ารัก แล้วยังมี นกตัวเล็ก ๆ หลากสีสันที่พากันบินไปมาอยู่รอบ ๆ บางตัวก็เกาะกิ่งไม้ใกล้ตัวเขา
‘ฟึ้ดๆ’ ‘จี๊ดๆ’ ‘แกว้กๆ’ ...
เสียงเล็กเสียงน้อยดังระงมรอบตัวเขา สัตว์ตัวน้อยต่างพากันะโโลดเต้นไปพร้อมกัน
“นี่พวกเ้ามาดมกลิ่นตัวข้าเหรอ...เอ๊ะ ข้าเข้าใจที่เ้าพูด ได้ไง!”
ครั้งนี้นิโคลัสแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
‘สานจิตด้วยใจ ผูกสายใยแห่งมิตร’
อยู่ดีๆ ประโยคแรกในตำราก็ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเขา
“นี่ซินะ ความหมายที่แท้จริง ระหว่างที่ข้าฝึก ตัวข้าคงกระจายกลิ่นบางอย่างออกไป ดึงดูดพวกเ้า และทำให้พวกเ้ามีความสุข ข้าเข้าใจที่พวกเ้าพูด และข้าก็พูดกับพวกเ้าได้”
เขาค่อย ๆ สรุปและสังเกตสัตว์รอบตัวเขา
"แต่หากข้ามีจิตมุ่งร้าย กลิ่นนี้คงไม่น่าดึงดูดซินะ"
เขาเห็นกระต่ายบางตัวยืนด้วยสองขาหลัง แล้วเอาสองขาหน้าตบเข้าหากัน ทำราวกับว่า กำลังปรบมือ
สัตว์บางตัวผงกหัว บางตัวตบเท้าเบา ๆ ที่พื้น พร้อมโยกตัวไปมา ราวกับกำลังให้รู้ว่า
“ใช่ ใช่”
“แล้วกลิ่นนี้ มีประโยชน์อย่างอื่นกับพวกเ้าด้วยไหม”
ชายหนุ่มถามสัตว์ทั้งหลายเพราะตำราไม่ค่อยบอกข้อมูลอะไร เหมือนเขาต้องค่อย ๆ เรียนรู้มันด้วยตัวเอง ผ่านการฝึกฝน
เสียงดังระงมไปทั่วบริเวณ เขาแทบแยกแยะไม่ออกว่าตัวไหนพูดอะไร โชคดีที่เขาพอจับใจความได้
กลิ่นหอมนี้ นอกจากทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
ดูเหมือนมันจะช่วยทำให้สัตว์เหล่านี้รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย
คล้ายกับการฝึกฝนของเขาที่ดึงพลังธรรมชาติเข้าไปสะสมพลัง
พวกมันคง ดูดซับกลิ่นเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยสัญชาตญาณ เพื่อเอาไปพัฒนาตัวเอง
ตำราคงแพร่กลิ่นนี้ออกมา เพื่อมอบให้กับสัตว์รอบๆ ได้ดูดซับเข้าสู่ร่างกายเพื่อพัฒนาตนเอง
“ข้าเข้าใจแล้ว เหมือนข้าเป็ยาเพิ่มพลังของพวกเ้านี่เอง”
เขากล่าวเบา ๆ
“คล้องกับประโยคแรกเลย”
ด้วยสมองที่เร็วกว่าคนทั่วไป เข้าคิดแผนไหว้วานสหายเหล่านี้ได้ทันที
“ข้ามีเื่รบกวนพวกเ้า ช่วยงานข้าหน่อย ไม่ใช่งานยากหรือเสี่ยงอันตรายอะไร พวกเ้าฟังข้าดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ...”
นิโคลัสรีบกล่าวรายละเอียดให้พวกเขาฟังทันที
“ไม่ว่าพวกเ้าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำมากทำน้อยแค่ไหน ข้าไม่ว่าพวกเ้า วันนี้หลังเที่ยงไปรอข้าที่ชายป่าด้านหน้านั่น แล้วข้าจะมอบกลิ่นนี้ให้พวกเ้าอย่างเต็มที่เลย ตอนนี้พวกเ้าไปทำตามที่ข้าขอก่อน แล้วบ่ายนี้เจอกัน”
เขากล่าวพร้อมชี้นิ้วไปทางที่เหล่าองครักษ์อยู่
เมื่อเขากล่าวจบ สัตว์ทุกตัวรีบแยกย้ายกันไปอย่างกระตือรือร้น เหมือนกลัวว่าผลงานของตัวเองจะถูกคนอื่นแย่งไป
ป่ารอบตัวเขาเหมือนเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง อาการคล้าย ๆ ป่าแตก แต่ไม่ใช่ด้วยอาการกลัว แต่เป็อาการลิงโลดดีใจ
“ข้าทำเกินไปไหมนี่ เล่นใหญ่กันเลย”
เขาพึมพำ
“ต้องรีบไปแล้ว ไม่งั้นพวกเขา เข้ามาตามแน่”
เขารีบเร่งวิ่งไปตามสัญลักษณ์ที่พ่อบ้านทิ้งเอาไว้
ตลอดทาง เขาทั้งะโหลบกิ่งไม้หักที่ขวางทาง ก้มหลบกิ่งไม้ระดับสายตา ปีนป่ายขึ้นเนิน สลับลงเนิน ไปตลอดทาง
“แฮก!...แฮก!...”
เขาวิ่งมาจนเหงื่อท่วม อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง ปากอ้าค้างพยายามสูดอากาศเข้าปอดเต็มที่
“แค่...สิบ...กว่า...นา...ที”
นิโคลัสพยายามบ่น แต่ทำไม่ได้เพราะเหนื่อยมาก
วิ่งมาเพียงสิบกว่านาที ร่างนี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว แม้จะรู้อยู่แล้ว แต่ตนเองก็รับไม่ได้กับร่างกายนี้
“ก่อน.อื่น.ข้า.ต้อง.เร่ง.ฝึกร่างกาย”
แผนฉุกเฉินได้ถูกกำหนดขึ้นทันที
“ไม่ว่าโลกนี้ หรือ โลกก่อน การฝึกร่างกาย ทำเหมือน ๆ กันซินะ”
เขาค้นหาข้อมูลจากความทรงจำ
“ข้าต้องกลับไปทนทุกข์ทรมานอีกครั้งใช่ไหม”
“ทำลายเพื่อสร้างใหม่ นิยามสั้น ๆ ที่แม้แต่ระดับเทพ ก็ต้องฝึกร่างกายด้วยนิยามนี้”
เขาพึมพำกับตนเอง
“แต่ข้าคงไม่เป็พวกหลงใหลในกล้ามเนื้อแบบนั้นแน่ ต้องเ็ปแค่ไหนถึงจะใหญ่ขนาดนั้นได้ ข้าไม่ใช่พวกชอบความเ็ปซะหน่อย”
นิโคลัสกล่าวลอย ๆ พลางนึกถึงใครบางคน
เปรี๊ยะ!
ทันใดนั้นเกิดเสียงดังลั่นเหนือศีรษะของเขา
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น เขาต้องรีบพุ่งตัวะโหลบไปข้างหน้า ล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น ทุลักทุเลไม่เบาทีเดียว
“อะไรเนี่ย! ทำไมถึงซวยแบบนี้”
เขาบ่นอุบกับความโชคร้ายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“นายน้อย นายน้อยนิโคลัสขอรับ”
เสียงะโเรียกดังมาจากยอดไม้เบื้องหน้า
‘บ้าจริง เจอใครไม่เจอ ดันมาเจอ เ้าแจ็คนักส่งข่าว ซะได้ ซวยจริง ๆ’
ฃเขาบ่นกับตัวเอง ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ
แจ็คนักส่งข่าว เป็หนึ่งในองครักษ์ทั้งสิบหกคนที่เหลือของเขา
หนุ่มที่สุดในกลุ่ม เป็ นักล่าไพร ชำนาญเื่ลาดตระเวน สะกดรอย
มีความเร็วที่สุดในกลุ่ม ถนัดใช้ธนูและมีดสั้น เลยทำหน้าที่หน่วยลาดตระเวนและสืบข่าวเป็หลัก
นั่นคือที่มาของสมญานาม แจ็คนักส่งข่าว
แต่ที่ทำให้เขาหงุดหงิด คือ สมญานามต่อท้าย ของแจ็คนักส่งข่าว
“แจ็คนักส่งข่าว แจ็ครู้โลกรู้”
ไม่ต้องคิดเลยว่า ฉากที่เขาล้มกลิ้ง ไม่น่าถึงเย็นนี้ ได้รู้ทั้งกลุ่มแน่นอน
แต่ยังดีที่ แจ็ค เป็คนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรเป็ความสำคัญจะไม่มีทางหลุดจากปากเขาแน่นอน
“แล้วคนอื่นล่ะ”
นิโคลัสเอ่ยถามทันที ที่แจ็คลงจากต้นไม้แล้ววิ่งมาถึงเขา
“กำลังตามมาขอรับ...อืม...นายน้อยเปลี่ยนไปจริง ๆ ด้วย”
แจ็คตอบเขา แล้วสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที
“ยังไง”
เขาเองก็อยากรู้ว่า เขาเปลี่ยนแปลงไปจากเ้าเด็กนั่นอย่างไรบ้าง
“อืม...หน้าตาและรูปร่างเหมือนเดิม แต่ บรรยากาศเปลี่ยนไป”
แจ็คค่อยๆ คิด แล้วอธิบายความรู้สึก
“นายน้อยคนก่อน สุภาพ อ่อนโยน แต่ท่าน...น่ากลัว”
แจ็คบอกออกไปตรงๆ
“อืม ข้ารู้แล้ว”
เขารับคำง่ายๆ
“ไปหาพวกเขากันเถอะ”
นิโคลัสบอกให้แจ็คนำทางไปหากลุ่มทันที
เมื่อเดินต่อได้ซักพัก ทั้งสองก็พบกับเหล่าคนที่ตามมา
“นายน้อย”
ทั้งสิบห้าคนกล่าวทักทายเขาพร้อม ๆ กัน
นิโคลัส พยักหน้ารับ มองผ่านๆ ไปที่ทุกคน ในขณะลอบสังเกตอากัปกิริยาของทุกคน
“เป็อย่างไรบ้าง มีสถานการณ์อะไรเป็พิเศษหรือเปล่า”
เขามองไปที่พ่อบ้านรอย แล้วเอ่ยถามเรียบ ๆ
“ไม่มีขอรับนายน้อย ก่อนหน้านี้ แจ็คออกไปสืบตามทางที่เราผ่านมา ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวขอรับ"
"คาดว่าทางนั้นไม่กล้าข้ามแม่น้ำมาในทันที เพราะถ้ายกมาเป็กลุ่มใหญ่ อาจทำให้จักรวรรดินี้ตื่นตัว มันจะเป็เื่ใหญ่ขึ้นมา พวกเขาไม่น่ารับมือไหว”
พ่อบ้านตอบกลับด้วยความนอบน้อม
“ท่านพูดกับข้าแบบปกติเถอะ ท่านเป็ผู้าุโของข้า ข้าไม่ค่อยชินกับผู้าุโสุภาพๆ เท่าไหร่”
เขากล่าวกับพ่อบ้านตรงๆ
จากความทรงจำเ้าของร่าง พ่อบ้านรอย เข้ามาอยู่กับตระกูลั้แ่รุ่นคุณปู่ของเขา
เป็พี่เลี้ยงและองครักษ์ประจำตัวของบิดาั้แ่ก่อนเขาปลุกพลัง เป็เหมือนพี่ชายและเพื่อนของบิดาของเ้าเด็กนั่น
จะให้ชายชราเช่นนี้มาคอยทำความเคารพเด็กหนุ่มเช่นเขา ช่างรับไม่ค่อยได้จริงๆ
“ตกลงนายน้อย”
พ่อบ้านโค้งรับคำ แววตาปรากฏแววชื่นชม
“พวกท่าน สบายดีกันทุกคนใช่ไหม”
เขาหันไปสอบถามเหล่าองครักษ์
“สบายดีนายน้อย”
ทุกคนรับคำ แม้จะมีอาการเหนื่อยล้า แต่าแใหญ่ ๆ ก็หายเกือบหมดแล้ว
“แล้วท่านโทมัส อาการท่านเป็อย่างไรบ้าง”
เขาหันไปถามโทมัส แสดงให้เห็นว่าเขาห่วงใย เพราะอาการโทมัสสาหัสมาตลอดทาง
“ได้พักอีกซักหน่อย น่าจะดีขึ้นขอรับ”
โทมัสตอบรับด้วยสีหน้าซีดเซียว แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน
เขาคอยสังเกตโทมัสตลอดเวลาั้แ่เริ่มทักทายกัน เพราะโทมัสเป็หนึ่งในสองคนที่เด็กหนุ่มบอกเขาไว้
“ท่านอังเดร ท่านฟื้นฟูพลังได้ถึงไหนแล้ว”
เขาหันไปทางนักเวทย์ขาวอังเดรแล้วแสดงสีหน้าเป็กังวล
“ได้เกินครึ่งแล้ว”
เขาตอบห้วนๆ เหมือนไม่อยากตอบคำถาม
นิโคลัสทำสีหน้าเครียดขึ้นให้เห็น คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน จองมองไปที่อังเดร แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด
อังเดรทำท่าทางไม่สนใจอะไร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทุกคนรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในทันที
“ก่อนอื่น ข้าต้องบอกพวกท่านก่อนว่า คืนนี้ เราจะพักกันที่ชายป่าก่อน เพื่อฟื้นพลัง”
“โดยเฉพาะตัวข้าเอง ข้าขอบอกพวกท่านตรง ๆ ตอนนี้ ตัวข้ากลับมาเป็เพียง ผู้ฝึกหัด เท่านั้น"
"ข้าต้องกลับมาเริ่มฝึกฝนใหม่ทั้งหมด ดังนั้นคืนนี้ข้าต้องฟื้นฟูสภาพตัวข้าเองก่อน”
เขากล่าวออกไปโดยตรง ระหว่างที่กล่าว เขาคอยสังเกตสีหน้าขององครักษ์ทุกคนโดยละเอียด สุดท้ายเขาหยุดอยู่ที่อังเดร
“ท่านอังเดร เกี่ยวกับอาการของโทมัส ท่านมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมไหม”
เขาแกล้งถามอังเดร
“ไม่มี”
สั้นๆ แค่นั้น ไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติม
“ยังไงก็ช่วยรักษาโทมัสเท่าที่ท่านทำได้ไปก่อน จนกว่าจะถึงตัวเมืองข้างหน้า เราค่อยหาวิธีรักษากันอีกครั้ง”
เขากล่าวแสดงถึงความเป็ห่วงอาการของโทมัสจริงๆ
“ตกลง”
เขารับคำง่ายๆ โดยไม่สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปของนิโคลัสแม้แต่น้อย
จากนั้น นิโคลัส เริ่มสังเกตกลุ่มองครักษ์ คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ มีทั้ง นักเวท อัศวิน นักรบ และนักล่าไพร รวมกันอยู่ถือได้ว่ามีความสมดุลดี เพียงแต่ว่ามีนักเวทรักษาเพียงคนเดียวคือ อังเดร นับว่าเป็จุดวิกฤตจุดหนึ่งเลยก็ว่าได้
ในกลุ่มนี้ มีผู้หญิงเพียงสองคน คือ อีรินและอาริน สองสาวฝาแฝด แต่ต่างวิถี อีรินเป็นักเวท ส่วนอารินเป็นักล่าไพรเหมือนเ้าแจ็ค แต่อารินเชี่ยวชาญธนูเป็พิเศษ ไม่ถนัดเื่ความเร็ว จึงทำหน้าที่โจมตีระยะไกลเป็หลัก
ส่วนองครักษ์คนอื่นๆ ไม่มีอะไรเป็พิเศษ
“พ่อบ้าน ข้ารบกวนท่านช่วยดูแลเื่จัดเตรียมที่พักคืนนี้ ให้ด้วยนะ”
เขาหันไปทางพ่อบ้านและขอให้พ่อบ้านช่วยรับเื่ไปด้วยท่าทางสุภาพ
“ตกลงนายน้อย”
พ่อบ้านรับคำแล้วเตรียมตัวสั่งงานทีม
“แจ็ครีบออกไปทางที่เรามา แล้วสำรวจดูทำเลตั้งที่ค้างแรม ถ้าพบแล้วก็สั่งเ้าฮอว์คให้ส่งสัญญาณให้พวกข้ารู้”
พ่อบ้านออกคำสังให้แจ็คในทันที
“รับคำสั่ง”
แจ็คทำความเคารพตามรูปแบบองครักษ์ และเป่าปากส่งสัญญาณเสียงออกไป
ทันใด ปรากฏนกตัวหนึ่งโฉบลงมาจากยอดไม้ เข้าหาแจ็ค และเกาะอยู่บนหัวไหล่เขา
ลักษณะเป็นกเหยี่ยวขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายเหยี่ยวเพเรกริน แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวยาวเพียง สามสิบ ซม.
เมื่อกางปีกออกจะกว้างไม่เกิน หกสิบ ซม. เท่านั้น และสิ่งที่แตกต่างจากเหยี่ยวเพเรกริน คือ จะงอยปากกับกรงเล็บที่ดูแข็งแรงและคมมาก โดยกรงเล็บนี้จะเหมือนแมวที่สามารถหดเข้าหรือยืดออกได้ตาม้า
“นายน้อยข้าไปก่อนนะขอรับ”
แจ็คหันมากล่าวกับนิโคลัส
“แล้วข้าน้อยจะพยายามหาแหล่งน้ำไว้ให้ท่านได้ทำความสะอาดตัว ที่ท่านล้มกลิ้งมาเมื่อซักครู่ด้วยนะขอรับ ข้าไปแล้ว”
พูดจบ แจ็คนักส่งข่าว ก็จากไปทันที
‘ยังไม่ทันได้ไปไหนเลย โลกก็รู้แล้ว’ เขาส่ายหน้า
คนอื่นก็พยายามกลั้นยิ้ม บ้างก้มหน้า บ้างหันไปทางอื่น ไม่มีใครกล้าสบตานิโคลัสแม้แต่คนเดียว
“เอาหล่ะ วิคเตอร์ ข้าต้องขอรบกวนท่าน พาคนอื่น เดินนำหน้าไปก่อน ข้ากับพ่อบ้านมีเื่จะคุยกัน เดี๋ยวพวกเราจะเดินตามหลังพวกท่านไป”
นิโคลัสกล่าวขอร้องวิคเตอร์ด้วยความสุภาพ
“ได้ขอรับนายน้อย”
เขารับคำ แล้วหันไปออกคำสั่งกับคนอื่น
“ไปกันได้แล้ว”
แล้ววิคเตอร์ก็เดินนำทุกคนจากไป
เมื่อเห็นทุกคนเดินห่างออกไปแล้วและคิดว่าไม่มีใครอื่นได้ยินที่เขาจะพูด เขาจึงหันไปทางพ่อบ้านและกล่าวว่า
“ในกลุ่มเรา มีคนทรยศ”