บทที่ 6 เมิ่งว่านถังอยากจะเตะเขาจริง ๆ (รีไรต์)
เมิ่งว่านถังปรายตมองอย่างเ็า ท่าทางต่างจากเมื่อครู่ที่ดูไร้เหตุผลราวกับเป็คนละคน
เฟิงอวี้เหม่ยตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวกับสายตาคมกริบของเมิ่งว่านถัง ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สะใภ้รองถึงดูน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่กำลังด่ากราดทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ด่าอะไรเลย
เธอไม่กล้าสบตากับพี่สะใภ้รองด้วยซ้ำ
เฟิงอวี้เหม่ยจึงรีบดึงผ้าห่มที่เพิ่งห่มให้ลูกออกอย่างร้อนรน แล้วยิ้มเหยเกให้แก่เมิ่งว่านถัง
“ให้ตายสิ! ยังจะอุ้มลูกไว้อีกทำไม? อยากให้ลูกตัวเองไข้สูงอีกรึไง? เอาเวลาที่เธอมาอุ้มลูกเนี่ย ไปหาน้ำอุ่นมาเช็ดตัวจะดีกว่านะ”
เมิ่งว่านถังมองด้วยสายตาเ็า
เฟิงอวี้เหม่ยจึงไม่กล้าปริปากพูด เธอค่อย ๆ วางลูกลงบนเตียงคนไข้ ดวงตายังคงมองไปทางเมิ่งว่านถังอย่างหวาด ๆ
“มองฉันทำไม? ไม่เข้าใจที่ฉันพูดหรือไง?”
“เข้าใจ เข้าใจค่ะ”
“แล้วจะยืนนิ่งอยู่ทำไม?”
เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าตัวเองอยากจะอาเจียนเป็เื เพราะความโง่ของเฟิงอวี้เหม่ย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพูดเธอก็พูดไปหมดแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็ปล่อยให้โง่ตายไปเลยดีกว่า
เมิ่งว่านถังสีหน้าเย็นเยียบ อุ้มเด็กน้อยเดินออกไป เฉียวสิ่วจือใจนต้องรีบหลบไปด้านข้าง เมิ่งว่านถังขมวดคิ้ว มองมือที่สั่นไม่หยุดพลางสงสัยว่าการรักษาโรคพาร์กินสันต้องใช้ยาอะไร?
เธอต้องกลับไปหาข้อมูลเพิ่มซะแล้ว
หลังเดินออกมาจากห้องผู้ป่วยเธอก็ทอดสายตาไปไกลออกไป ก็เห็นผู้ชายร่างสูงโปร่งยืนอยู่ที่หน้าประตู
ั์ตาของทั้งคู่ประสานกัน ชั่วขณะ ลมหายใจก็ติดขัด
ไม่รู้ว่าเขาได้ยินมากแค่ไหน
เมิ่งว่านถังคิดอย่างใจเย็นว่า อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ถึงเขาจะได้ยินทั้งหมด เธอก็ยังเป็ฝ่ายถูกอยู่ดี
ต่อให้ลู่ชิงเหยี่ยจะมองเธอในแง่ร้ายขนาดไหน ก็คงแย่ไปกว่าการกระทำแย่ ๆ ของเ้าของร่างเดิมแล้ว
เมิ่งว่านถังอุ้มเด็กน้อยเดินผ่านเขาไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
ทันใดนั้น ข้อมือของเธอก็ถูกเขาคว้าไว้
เมิ่งว่านถังหยุดชะงัก เงยหน้ามองเขา ถามด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ว่า “มีอะไร?”
นิสัยยังคงเป็แบบฉบับของหญิงสาวขี้วีนเช่นเดิม
แต่ไม่รู้ทำไม คราวนี้ผู้หญิงตรงหน้าเขากลับดูน่ารักขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ลู่ชิงเหยี่ยจ้องมองดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ชั่วขณะเขากลับรู้สึกเขินอายจนไม่กล้าเอ่ยปาก
“มีอะไรก็พูดมา จะมารั้งแขนฉันแบบนี้ไปเพื่ออะไร” เมิ่งว่านถังชักมือกลับ แล้วถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง
ลู่ชิงเหยี่ยยกมือขึ้นมาปิดปาก แกล้งกระแอมเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย “เอ่อ... คุณมีเงินติดตัวบ้างไหม?”
“จะเอาเงินไปทำอะไร?” เมิ่งว่านถังถามอย่างระแวดระวัง
เ้าของร่างเดิมมีเงินติดตัวอยู่แค่ยี่สิบกว่าหยวน ใช้ไปเท่าไหร่ก็เหลือน้อยลงเท่านั้น
ลู่ชิงเหยี่ยเพิ่งจะปลดประจำการ ยังมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่แท้ ๆ แต่กลับมาขอเงินเธอเนี่ยนะ?
“แม่ต้องนอนโรงพยาบาลแล้วก็ต้องซื้อยาด้วย” ลู่ชิงเหยี่ยอธิบาย
เมิ่งว่านถังหรี่ตาลง ถอยหลังไปอีกสองก้าว
เธอรู้สึกว่าพฤติกรรมของตัวเองดูไม่ค่อยดีนัก จึงพูดเพื่อกลบเกลื่อนว่า “บอกไว้ก่อนนะ ฉันเหลือเงินแค่สิบหยวนเท่านั้น ถ้าให้ฉันให้คุณไปหมดนี่ พรุ่งนี้เราต้องไปกินลมแทนข้าวแล้ว อีกอย่าง คุณก็มีเงินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
ถ้าลู่ชิงเหยี่ยเป็คนรู้จักกาลเทศะ ก็ไม่ควรจะอ้าปากขอแบบนี้
“เงินไม่พอ” ปลายหูลู่ชิงเหยี่ยขึ้นสีแดงระเรื่อ
“เงินไม่พอ?”
เสียงของเมิ่งว่านถังสูงขึ้นทันที แต่เมื่อเห็นว่ามีคนแอบฟังอยู่ เธอจึงลดระดับเสียงลงในสองพยางค์หลัง
ถามอย่างระมัดระวัง “ขาดอีกเท่าไหร่?”
“สามหยวน”
เมิ่งว่านถังหรี่ตาลง “รวมทั้งหมดเท่าไหร่?”
“สามหยวนห้าเหมา”
“กระเป๋าของคุณนี่สะอาดกว่าหน้าของคุณอีกนะ!” เมิ่งว่านถังคิดว่าเขาจงใจแกล้งตัวเอง
จึงคำนวณบัญชีในใจอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ ลู่ชิงเหยี่ยเขียนจดหมายถึงครอบครัว บอกว่าเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็หัวหน้ากองร้อย ได้เงินเดือนเดือนละสามสิบแปดหยวน หักค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้ว เหลือประมาณสามสิบหยวน เขาส่งเงินมาให้เธอยี่สิบหยวน ส่งให้พ่อแม่เขาสิบหยวน ตัวเขาเองเหลือใช้แปดหยวน
ต่อให้เขาใช้เดือนละห้าหยวน เขาก็น่าจะเก็บเงินได้เดือนละสามหยวน สามปีก็ปาเข้าไปร้อยกว่าหยวนแล้ว
ทหารที่ปลดประจำการก็น่าจะได้เงินชดเชยจากทางการด้วย
ต่อให้เขาไม่เอาเงินส่วนนั้น ในกระเป๋ากางเกงเขาก็น่าจะมีเงินติดตัวบ้าง
ลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจแม้แต่น้อย เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีเพื่อนทหารคนหนึ่งเสียชีวิต ใน่ไม่กี่ปีมานี้ พวกเราเพื่อนทหารแต่ละคนหยิบเงินคนละห้าหยวน ส่งไปให้พ่อแม่ของเขา”
เอาละ เธอคิดคำนวณได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ยังไม่รวมค่าเดินทางกลับและอื่น ๆ อีก
เขาจะบอกอีกไหมว่า การที่เขามีเงินเหลือติดตัวอยู่ห้าเหมาเป็เื่ที่น่ายินดี?
“บ้านตัวเองก็แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ยังจะไปสงสารคนอื่นอีก แม่ตัวเองนอนป่วยอยู่ที่สถานีอนามัยไม่รู้จะเป็ตายร้ายดียังไง แถมยังมีเมียและลูกต้องเลี้ยงดู สถานะครอบครัวของพวกนายดีขึ้นแล้วหรือไง?”
เมิ่งว่านถังโกรธจนกัดฟันกรอด คราวนี้ไม่ใช่ลู่ชิงเหยี่ยที่อยากจะหย่ากับเธอ แต่เป็เธอที่อยากจะเตะลู่ชิงเหยี่ยออกไปให้รู้แล้วรู้รอด
“บอกไว้เลยนะ ไม่มีครั้งหน้าแล้ว!”
เธอเดินไปยัดเงินใส่ในมือของเขา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
กลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว กลับไปแย่งเงินคืน
เห็นลูกทั้งสองคนยืนรออยู่ที่หน้าประตู เธอจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “โกวต้าน โกวเซิง กลับบ้าน!”
ลู่ชิงเหยี่ย มองเห็นเมิ่งว่านถังที่ใบหน้าเ็ปแต่ไม่โกรธ จึงพยักหน้าให้ลูกชายทั้งสอง
โกวต้านกับโกวเซิงรีบวิ่งกลับบ้านทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเขาทั้งสองคนกังวลว่าเมิ่งว่านถังจะระบายอารมณ์กับเสี่ยวพ่าง จึงรีบพาเสี่ยงพ่างออกไปเล่นข้างนอก
เมิ่งว่านถังกลับถึงบ้านก็นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง
ความจริงแล้ว สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง ลานบ้านมีพื้นที่ประมาณเก้าส่วน น่าจะปลูกผักได้บ้าง ปลูกผักกาดขาว หัวไชเท้า และผักกาดเขียวให้มากหน่อย นอกนั้นก็ปลูกอย่างอื่นไม่ได้แล้ว
ส่วนหลังบ้านควรจะเน้นไปที่ธัญพืชเป็หลัก
ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าจะปลูกข้าวโพดได้ แต่เมื่อคำนวณฤดูกาลแล้ว ก็พบว่าปลูกไม่ได้ ตอนนี้ปลูกได้เพียงข้าวฟ่างและบัควีตเท่านั้น
ที่ดินประมาณสองไร่สามารถผลิตข้าวฟ่างได้สี่ถึงห้าร้อยชั่ง
หากครอบครัวของเธอกินทุกวัน ก็น่าจะกินได้ประมาณสามถึงสี่เดือน
ก่อนจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว ค่อยไปขอข้าวโพดจากสหกรณ์การผลิตล่วงหน้า เพื่อประทังชีวิตไปก่อน
แต่ปัญหาคือจะอยู่รอดไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวได้ยังไง?
เธอเหลือเงินติดตัวเพียงสิบเก้าหยวน ในบ้านไม่มีเมล็ดธัญพืชเหลืออยู่เลย เธอต้องไปหาคนแลกเมล็ดพันธุ์มาก่อน ที่บ้านมีตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ กว้างหนึ่งเมตร ยาวสองเมตร สูงหกสิบเิเ กำลังจะพังอยู่รอมร่อ กับตู้เก็บของที่มีขนาดเท่ากัน
นอกจากนี้ก็มีตั่งกุ้ยเฟย*[1]ที่เ้าของเดิมรังเกียจ จึงถูกโยนทิ้งไว้ในห้องเก็บของจนฝุ่นเกาะ รวมถึงจักรเย็บผ้าหนึ่งเครื่อง
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว
ไม่มีเงินก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์ใว้ปลูก
นี่เป็ครั้งแรกเมิ่งว่านถังรู้สึกกังวล
“เฮ้อ!” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่
ลู่ชิงเหยี่ยเพิ่งจะก้าวขาเข้ามาในบ้าน ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของภรรยาที่นอนอยู่บนเตียง พอเห็นเขาเข้ามา เธอก็ปรายตามองเขาอย่างเ็า ก่อนจะหันหลัง ไม่ยอมพูดจาสักคำ
“...”
เขาไม่คิดว่าวันนี้เธอจะไม่อาละวาด แต่กลับมีนิสัยแปลกไปกว่าเดิม
ลู่ชิงเหยี่ยมองกระเป๋าเดินทางของเขาที่วางอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย ซึ่งไม่มีใครแตะต้องมานาน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ตามปกติ ทุกครั้งที่เขากลับมา ยังไม่ทันก้าวขาข้ามพ้นประตูบ้าน เมิ่งว่านถังก็จะรีบพุ่งเข้ามาค้นกระเป๋า หยิบเอาของที่เธอชอบไปหมดแล้ว
ไม่คิดว่าครั้งนี้เธอจะไม่แตะต้องอะไรเลย
ผิดปกติมาก
ไม่เหมือนเธอเลยสักนิด
ลู่ชิงเหยี่ยเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบซองจดหมายสีเทาออกมา มองอย่างลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะวางไว้ข้าง ๆ มือของเมิ่งว่านถังโดยไม่ได้เปิดอ่าน
“นี่สำหรับเธอ”
เมิ่งว่านถังลืมตาขึ้น เหลือบมองซองจดหมายข้างตัวอย่างไม่ใสใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลู่ชิงเหยี่ย และพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “เอาอะไรมาให้ฉัน? เงินเหรอ?”
“ไม่ใช่”
“ไม่ใช่เงินแล้วจะให้อะไรฉัน?”
เมิ่งว่านถังแค่นเสียงหัวเราะ
ลู่ชิงเหยี่ย “มันคือตั๋ว ลองดูสิ เผื่อจะเอาไปแลกข้าวกับพวกยุวชนที่ถูกส่งมาทำงานในชนบทได้ไหม?”
อะไรนะ?
ตั๋ว?
[1] ตั่งกุ้ยเฟย คือ เก้าอี้ยาวที่เท้าแขนข้างหนึ่งให้เอนนอนได้