เสียงนกร้องรับแสงอรุณที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า กลีบดอกท้อปลิวอ้อยอิ่งไปตามสายลมอุ่นของต้นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นหอมอ่อนจางของบุปผาแทรกซึมอยู่ทั่วอารามมรกต
ใต้ร่มไม้ใหญ่ เยว่เสวี่ยหลิงยืนหลับตาอย่างสงบนิ่ง ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นข้างลำตัว เสี้ยวจันทราปรากฏเหนือฝ่ามือ แสงสีเงินอ่อนสะท้อนผ่านกลีบดอกท้อที่ลอยผ่านอย่างเชื่องช้า
นางก้าวเดินไปเบื้องหน้า ศาสตราเทพลอยติดตามอยู่ไม่ห่าง ครั้นยกนิ้วชี้ขึ้น เสี้ยวจันทราก็หยุดนิ่งกลางอากาศทันที
“หยุด”
รอยยิ้มบาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของนางเมื่อเห็นศาสตราเชื่อฟังคำสั่ง เยว่เสวี่ยหลิงถอยหลังสองก้าว ลดมือลงช้า ๆ เสี้ยวจันทราจึงลอยกลับเข้ามา โคจรรอบกายอย่างอ่อนโยน นางยื่นปลายนิ้วลูบผ่านคมสีเงินนั้น พลางทอดสายตามองแสงที่สะท้อนอยู่ตรงหน้า
“เ้าคือศาสตราเทพ... แต่ข้าทำได้เพียงเรียกเ้าออกมา”
น้ำเสียงของนางแ่ลง
“เพียงแค่นี้... ยังไม่อาจปกป้องผู้ใดได้”
เยว่เสวี่ยหลิงขบฟันแน่น ก้มหน้าลง หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลออยู่ในดวงตา
“อย่างน้อย... นั่นก็คือก้าวแรกที่เ้าก้าวออกมา”
เสียงเรียบสงบดังขึ้นจากเื้ั
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปทันที โม่หยวนซางยืนอยู่บนโขดหินกลางลำธาร สายลมพัดชายอาภรณ์สีดำพลิ้วไหว แสงอรุณทอดผ่านเรือนผมของเขาราวกับเคลือบด้วยประกายอ่อน
“ท่านคือคนที่ตลาดซุยเซียน”
ชายหนุ่มะโลงจากโขดหิน เดินเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ พลางยกมือขึ้นราวกับจะเอื้อมไปหา เยว่เสวี่ยหลิงกลับถอยหลังทันทีสองก้าว แววตาเปลี่ยนเป็ระแวดระวัง ขณะที่เสี้ยวจันทราลอยเข้ามาขวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
โม่หยวนซางชะงักเพียงเล็กน้อย ก่อนแตะนิ้วลงบนศีรษะของตนเอง
“เศษใบไม้ติดผมเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งค้าง เขาจึงค่อย ๆ ลดมือลง ไพล่ไว้ด้านหลัง พร้อมยิ้มบางอย่างสุภาพ
“ข้าขอโทษที่เสียมารยาท”
นางยกมือลูบศีรษะของตนเอง ก่อนพบเศษใบไม้จริงดังที่เขากล่าว จึงย่อตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม
“ครั้งก่อน... ข้ายังมิได้กล่าวขอบคุณ”
นางโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
“ขอทราบนามของท่านได้หรือไม่”
ขณะนั้นเอง มู่หลานซินเดินออกมาจากสวนดอกท้อ โดยมีศิษย์หญิงสองคนติดตามอยู่เื้ั
“เขาคือโม่หยวนซาง”
นางเดินตรงไปยังศาลาดอกท้อ ก่อนนั่งลงที่โต๊ะหินอย่างสงบนิ่ง ศิษย์หญิงผู้หนึ่งวางถ้วยชาลงเบื้องหน้าแล้วถอยกลับไปประจำที่
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเดินเข้าไป ประสานมือคำนับพลางย่อตัวลงอย่างนอบน้อม
“คารวะาุโ”
มู่หลานซินเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนหัวเราะแ่ ๆ แล้วกวักมือเรียก เยว่เสวี่ยหลิงจึงขยับเข้าไปคุกเข่าใกล้ ๆ นาง
มู่หลานซินจับมือของเด็กสาวขึ้นมาอย่างอ่อนโยน
“เ้าเรียกข้าว่าพี่มู่เถอะ”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบดึงมือกลับ พลางก้มหน้าลง
“เสวี่ยหลิงมิกล้า”
มู่หลานซินใช้นิ้วเชยคางของนางขึ้น สบตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลูบศีรษะเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“เมื่อก่อนเ้ายังบอกว่าจะปกป้องข้าไม่ใช่หรือ”
ใบหูของเยว่เสวี่ยหลิงแดงระเรื่อในทันที นางก้มหน้าลงอีกครั้ง แต่มู่หลานซินกลับเชยคางของนางขึ้นซ้ำ พลางพินิจใบหน้าอย่างครุ่นคิด
“อืม... หรือว่าข้าไม่คู่ควรเป็พี่ของเ้า”
โม่หยวนซางเดินเข้ามานั่งลงตรงข้าม พลางรินชาใส่ถ้วย ก่อนเลื่อนมันไปตรงหน้าเยว่เสวี่ยหลิง
“ยังไม่รีบยกน้ำชาอีกหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงสลับมองแววตาอ่อนโยนของมู่หลานซินกับโม่หยวนซางที่พยักหน้าให้เบา ๆ นางจึงยื่นมือรับถ้วยชาไว้ รอยยิ้มสดใสค่อย ๆ เบ่งบานบนใบหน้า
“เสวี่ยหลิงจะปกป้องพี่หญิง
มู่หลานซินรับถ้วยชามาถือไว้ ก่อนค่อย ๆ ดึงเยว่เสวี่ยหลิงให้ลุกขึ้นอย่างอ่อนโยน แล้วหันไปมองโม่หยวนซาง
“เ้าคิดว่านางเป็อย่างไร”
โม่หยวนซางทอดสายตาไปยังเสี้ยวจันทราซึ่งยังคงลอยเคียงข้างเยว่เสวี่ยหลิง ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ
“ปราณของนางถือว่าอยู่ในระดับสูง”
มู่หลานซินยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนวางลง แล้วเอื้อมมือไปจับมือเรียวบางของเด็กสาว
“เ้าคงฝึกมาไม่น้อย”
เยว่เสวี่ยหลิงส่ายหน้า พลางกำชายเสื้อตนเองแน่นขึ้นเล็กน้อย
“แต่ใคร ๆ ต่างว่าข้าไร้พร์”
โม่หยวนซางสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบือนสายตาออกแล้วก้าวไปหาเสี้ยวจันทราที่ลอยอยู่ข้างกายนาง
“เ้าอาจยังไม่เข้าใจวิธีควบคุมจิตดีพอ จึงทำให้การควบคุมยังไม่มั่นคง การที่เสี้ยวจันทรายังคงอยู่ได้... ก็เป็สิ่งยืนยันว่าปราณของเ้าแข็งแกร่งกว่าที่คิด”
กล่าวจบ เขาะโออกไปยังลานกว้าง เผยฝ่ามือออก กระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งจึงปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“แม้ปราณจะเป็ตัวกำหนดพลัง แต่พลังที่แท้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถือครองเข้าใจแก่นของศาสตราเพียงใด”
โม่หยวนซางควงกระบี่สองรอบ ก่อนชูมันขึ้นเหนือศีรษะ
วูม—เปลวเพลิงสีน้ำเงินพลันพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า กลายเป็ลำแสงดุจศรเพลิง เขาใช้นิ้วลูบผ่านคมกระบี่สีดำอย่างแ่เบา
“นี่คือศาสตราเวท กระบี่ซางหลัว หลอมรวมจากเถ้าถ่านของผู้จากไป”
แววตาของเขายังคงสงบนิ่ง
“แก่นของมันคือความทุกข์ที่ถูกสะสม... เปรียบดังเปลวเพลิงซึ่งร้อนแรงเกินกว่าจะเป็เพียงเพลิงสีแดง”
สิ้นคำ กระบี่สีดำค่อย ๆ สลายหายไปจากมือ โม่หยวนซางหันกลับมามองเยว่เสวี่ยหลิงอีกครั้ง
“ส่วนแก่นของศาสตราเทพ... คือความรัก”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก นางมองใบหน้าคมเข้มของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วก้มหน้าลง
“แต่ข้ายังไม่มีคนรัก”
เพียะ!
พัดหยกในมือมู่หลานซินแตะลงบนสะโพกของนางเบา ๆ
“เ้าไม่รักข้ารึ”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบหันกลับมา สีหน้าตื่นใ
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น!”
มู่หลานซินหัวเราะเบา ๆ พลางรินชาลงในถ้วยอย่างไม่รีบร้อน
“เช่นนั้น... ก็นึกถึงพี่ชายของเ้า ผู้ที่เสียแขนไป”
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ แต่ยังคงก้าวออกไปยังลานกว้าง ยืนอยู่เบื้องหน้าโม่หยวนซาง ก่อนหลับตาลงตามคำแนะนำ
มู่หลานซินแกว่งถ้วยชาเบาๆ น้ำชาในถ้วยกระเพื่อมเป็วง
“หากพี่ชายของเ้ากำลังจะตายเล่า”
เสียงนกร้องรอบอารามยังคงดังแว่ว สายลมพัดผ่านกิ่งท้ออย่างอ่อนโยน หากทุกเสียงรอบกายกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากโสตประสาทของเยว่เสวี่ยหลิง
ภาพของเยว่เหยียนผุดขึ้นในห้วงความคิด แขนที่หายไป เืซึ่งย้อมอาภรณ์ และแผ่นหลังที่ยังยืนปกป้องนางในวันนั้น ทุกภาพชัดเจนราวกับเกิดขึ้นตรงหน้า
เยว่เสวี่ยหลิงพลันลืมตาขึ้น
มู่หลานซินสะบัดข้อมือเบา ๆ สายน้ำจากถ้วยชาพุ่งตรงเข้าหานาง
“ไม่... ข้าไม่ยอม!”
เพล้ง!
เสี้ยวจันทราพุ่งเข้ามาขวางเบื้องหน้าในพริบตา คมศาสตราแผ่ประกายสีเงินรับสายน้ำไว้ทั้งหมด แม้แต่น้ำชาที่แตกกระเซ็นออกเป็ละออง ก็ยังไม่อาจผ่านแนวป้องกันนั้นได้
มู่หลานซินยิ้มบาง ก่อนหยิบถ้วยชาใบใหม่ขึ้นมารินชาลงอย่างสงบนิ่ง ขณะที่โม่หยวนซางมองเสี้ยวจันทราซึ่งยังลอยนิ่งอยู่ข้างกายเยว่เสวี่ยหลิง
“ศาสตราแห่งการปกป้อง... ที่มีแก่นเป็ความรัก”
เขาหันกลับมามองเด็กสาว เยว่เสวี่ยหลิงยังคงตาค้างอยู่กับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจ
ป๊อก!
“โอ๊ย!”
นางรีบยกมือกุมศีรษะ หันซ้ายหันขวาอย่างใ
“ใครเอาหินปาหัวข้า!”
“ฮะ... ฮ่า!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากกิ่งไม้ไม่ไกลนัก โม่เย่หลัวะโลงมาพร้อมก้อนหินสองสามก้อนที่ยังโยนเล่นอยู่ในมือ
“สงสัยนางต้องฝึกอีกหน่อย”
โม่หยวนซางเพียงหันไปมองน้องชาย ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“แต่อย่าประมาท แม้ลมปราณของนางยังเทียบเ้าไม่ได้”
โม่เย่หลัวยกยิ้ม พลางสะบัดข้อมือเบา ๆ ก้อนหินสองก้อนพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง
เคร้ง! เคร้ง!
โม่หยวนซางแทบไม่ทันหันกลับมา แต่เสี้ยวจันทรากลับพุ่งเข้าขวาง แตกก้อนหินทั้งสองเป็ผุยผงกลางอากาศ
เยว่เสวี่ยหลิงยืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องโม่เย่หลัวไม่กะพริบ ขณะที่เสี้ยวจันทรายังคงลอยอยู่เบื้องหน้าราวกับพร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหว
โม่เย่หลัวยักไหล่ ก่อนเดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว ก้มลงหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ จากพื้น แล้วโยนขึ้นไปตกบนศีรษะของนาง
ป๊อก!
“โอ๊ย!”
เยว่เสวี่ยหลิงหันขวับทันที
“ข้าไปทำอะไรให้ท่าน!”
โม่เย่หลัวไม่ตอบคำถาม เพียงหันไปมองโม่หยวนซาง
“เห็นชัดว่าจิตของนางยังไม่คงที่”
มู่หลานซินจึงลุกขึ้นจากโต๊ะหิน เดินออกจากศาลาเข้ามาหยุดข้างทั้งสามคน ก่อนหยิบเศษไม้ที่ติดอยู่บนบ่าของเยว่เสวี่ยหลิงออก พลางทอดสายตามองเสี้ยวจันทราที่โคจรรอบกายนางอย่างแ่เบา
“นางต้องเข้าเรียนที่จวินเหิงหย่วน”
โม่เย่หลัวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะหินในศาลา เทชาลงในถ้วยของตนเองอย่างสบายอารมณ์
“เช่นนั้นก็มิจำเป็ต้องให้พวกข้าสอน”
โม่หยวนซางเหลือบมองเขา ก่อนตอบเพียงสั้น ๆ
“นางยังเหินฟ้าไม่เป็”
พรวด!
โม่เย่หลัวสำลักชาทันที ถ้วยในมือเกือบหล่น เขาหันมองพี่ชายที่ยังคงทอดสายตาออกไปนอกอารามมรกต
“แล้วเ้าคิดว่านางจะะโไปยังอารามอื่นอย่างไร”
เขาหันกลับมามองเยว่เสวี่ยหลิงที่ยังยืนงุนงงกับบทสนทนาของทุกคน ยกมือขึ้นเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเ้าเล่ห์
“เช่นนั้น... ท่านพี่ก็อุ้มนางลงไปสิ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าทันที ขณะที่มู่หลานซินหันไปมองโม่หยวนซาง เขาสบตากับนางเพียงครู่เดียว ก่อนหันกลับไปหาโม่เย่หลัว
“เ้าพูดอะไร”
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะอุ้มนางลงไปทุกวันได้อย่างไร”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบขยับไปหลบด้านหลังมู่หลานซิน มือเล็กดึงชายแขนเสื้อของนางไว้เบา ๆ
“ขะ... ข้าไม่อยากให้ใครอุ้ม”
มู่หลานซินหลุดหัวเราะออกมา สายตากวาดมองทั้งสามคนอย่างเอ็นดู ก่อนกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เช่นนั้น...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“พวกเราคงต้องเริ่มสอนนางั้แ่การใช้ลมปราณเพื่อเหินฟ้าเสียก่อน”
เยว่เสวี่ยหลิงดึงชายเสื้อของมู่หลานซินอีกครั้ง สีหน้าฉายแววสงสัยไม่ปิดบัง
“พี่หญิง... ลมปราณคืออะไรรึ”
โม่หยวนซางได้ยินคำถามนั้นก็เพียงยกมือแตะระหว่างคิ้ว ก่อนเบือนสายตาออกไปอีกทาง มุมปากยกยิ้มบางราวกับคาดไว้แล้วว่าคำถามนี้ต้องมาถึง ขณะที่มู่หลานซินสะบัดพัดหยกเบา ๆ ก้อนหินเล็กสองก้อนลอยขึ้นจากพื้น ก่อนตกลงบนฝ่ามือของนาง
“เห็นก้อนหินก้อนนั้นริมสระหรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้า แม้สายตาจะยังจับจ้องสิ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย
“ทำลายมัน”
มู่หลานซินวางก้อนหินทั้งสองลงบนฝ่ามือของเยว่เสวี่ยหลิง เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆ
“หา? ท่านพี่หญิงล้อข้าเล่นหรือ”
“ลองดู”
เยว่เสวี่ยหลิงสูดหายใจลึก ก่อนออกแรงขว้างก้อนหินสุดกำลัง
ป๊อก!
ก้อนหินเล็กพุ่งไปกระทบหินใหญ่ริมลำธาร ก่อนร่วงตกพื้นอย่างน่าเวทนา
โม่เย่หลัวยกมือกุมหน้า
“ข้าว่าคงยากกว่าที่คิด”
เยว่เสวี่ยหลิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนหยิบก้อนที่สองขว้างออกไป
ตุ๋ม!
คราวนี้ก้อนหินตกลงกลางสระน้ำโดยตรง
โม่เย่หลัวถอนหายใจ พลางยกมือทุบหน้าผากตนเองเบาๆ
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
สิ้นเสียง เขาก็ะโลงมายืนตรงหน้าเยว่เสวี่ยหลิง
“ภาระ จงดูข้า”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันที “เ้าว่าใครเป็ภาระ”
ทว่าเมื่อสายตาสบเข้ากับโม่เย่หลัว นางกลับชะงัก ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนจะถอยอีกก้าวโดยไม่รู้ตัว มือเล็กกำชายเสื้อแน่น ขณะที่แววตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ปลายผมสีขาวพลิ้วไหว ไอสีดำค่อย ๆ แผ่ล้อมรอบร่าง เขาย่อตัวลง วางมือไว้ระดับเข่า กระดูกชิ้นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นทีละชิ้นบนฝ่ามือ ก่อนประกอบเข้าหากันด้วยเสียง
กึก... กึก... กึก...
ไม่นาน โครงกระดูกสุนัขตัวเล็กก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ก่อนวิ่งวนไปรอบ ๆ อย่างร่าเริง
โม่เย่หลัวยืนขึ้น ไอสีดำรอบกายค่อย ๆ จางหาย ขณะที่มู่หลานซินแตะบ่าเยว่เสวี่ยหลิงเบา ๆ จนนางสะดุ้ง ก่อนก้มตัวลงมองลูกสุนัขโครงกระดูกที่กำลังกระดิกหางอยู่ตรงหน้า
“เ้าเห็นไอสีดำนั่นหรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้า
“นั่นคือลมปราณ”
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาปริบ ๆ
“แล้วเ้านี่คือพลังของปราณหรือ”
มู่หลานซินปล่อยให้ลูกสุนัขวิ่งกลับไปหาโม่เย่หลัว ก่อนอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ
“บางคนทำให้มันมีรูปร่าง”
นางหันไปมองโม่หยวนซาง ชายหนุ่มยกมือออกด้านข้าง เปลวเพลิงสีฟ้าปรากฏขึ้นรอบกาย ก่อนขยายตัวกลายเป็แขนขนาดมหึมา ความร้อนแผ่กระทบใบหน้าของเยว่เสวี่ยหลิงในทันที
“รูปร่างนั้นแตกต่างขึ้นอยู่กับผู้ใช้”
โม่หยวนซางหันไปมองโม่เย่หลัว
“เลิกเล่นได้แล้ว”
โม่เย่หลัวยักไหล่ ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ
เป๊าะ
ลูกสุนัขโครงกระดูกแตกออกเป็เศษกระดูก ก่อนสลายหายไปกลางอากาศ
มู่หลานซินเผยฝ่ามือ แสงสีเขียวอ่อนค่อย ๆ รวมตัวเป็กลีบดอกไม้ ก่อนประกอบกันเป็ดอกไม้ดอกหนึ่ง นางปักมันลงบนศีรษะของเยว่เสวี่ยหลิงอย่างอ่อนโยน
“รูปลักษณ์เ่าั้จะคงอยู่ด้วยจิตของเ้า”
ขณะนั้น ใบไม้ใบหนึ่งร่วงผ่านเบื้องหน้า มู่หลานซินยกมือรับไว้ แสงสีเขียวอ่อนค่อย ๆ ไหลเวียนไปทั่วผิวใบ ก่อนนางสะบัดข้อมือ
ฟึ่บ!
เปรี๊ยะ!
ใบไม้พุ่งแหวกอากาศ ก่อนก้อนหินใหญ่ริมสระซึ่งเยว่เสวี่ยหลิงพยายามขว้างใส่เมื่อครู่จะแตกสลายเป็ผุยผงในพริบตา
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้างอย่างไม่อาจปิดบังความตกตะลึง
มู่หลานซินหมุนพัดหยกในมือช้า ๆ
“หรือเ้าจะผสานลมปราณเข้ากับศาสตราก็ได้”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับมามองนาง มือแตะดอกไม้บนศีรษะซึ่งกำลังสลายกลายเป็ละอองแสงทีละน้อย
“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
มู่หลานซินยื่นมือแตะบริเวณท้องของเยว่เสวี่ยหลิง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ลมปราณสะสมอยู่ภายในร่างกายที่ผ่านการฝึกฝน เพียงใช้จิตควบคุมให้มันไหลกลับไปยังตันเถียน”
มือที่ถือพัดหยกกดลงบนหัวไหล่ของนางเบา ๆ เยว่เสวี่ยหลิงจึงนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงตามคำสั่ง ลมรอบกายเริ่มหมุนวนแ่เบา ขณะที่มู่หลานซินขยับไปยืนอีกด้าน ปลายพัดหยกแตะลงระหว่างคิ้วของนางอย่างอ่อนโยน
“เมื่อเ้าััลมปราณที่ไหลเวียนได้แล้ว จงใช้จิตนำมันขึ้นมาที่หว่างคิ้ว... จากนั้นจึงลองสั่งเสี้ยวจันทรา”
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
ฟิ้ว—ฉับ!
เสี้ยวจันทราพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า คมแสงสีเงินตัดผ่านกิ่งไม้เหนือศีรษะจนขาดสะบั้น ก่อนหมุนกลับมาลอยเคียงข้างนางดังเดิม
โม่หยวนซางทอดมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ
“เ้าต้องฝึกเช่นนี้ทุกวัน”
หลังจากนั้น เยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนฝึกอยู่กลางลาน เสี้ยวจันทราลอยวนรอบกาย บางครั้งพุ่งออกไปได้ดั่งใจ บางครั้งกลับเสียการควบคุมจนเกือบตกแตะพื้น นางล้มลงแล้วลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ใต้ศาลาริมลาน มู่หลานซิน โม่หยวนซาง และโม่เย่หลัวยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะหิน โม่หยวนซางยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางมองร่างเล็กซึ่งยังไม่ยอมแพ้
“นางมีเวลาไม่มากแล้ว”
มู่หลานซินลุกขึ้นจัดชายอาภรณ์ สายตายังคงทอดมองเยว่เสวี่ยหลิง
“ข้าจะไปดูท่าทีของเหล่าาุโในสภาก่อน”
ศิษย์หญิงทั้งสองรีบเดินตามหลัง ไม่นานนัก ร่างของทั้งสามก็หายลับออกจากอาราม
โม่เย่หลัวลุกขึ้นบิดข้อมือเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องเยว่เสวี่ยหลิงที่เพิ่งล้มลง ก่อนฝืนยันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง
“เื่สอนนางเหินฟ้า คงต้องยกให้ท่านแล้ว”
โม่หยวนซางหันมองเขา
“เ้าจะกลับภพอสูรรึ”
โม่เย่หลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตายังคงมองเยว่เสวี่ยหลิง
“ข้าไม่้าเป็เงาของท่าน”
กล่าวจบ เขาหันหลังเดินจากไป ก่อนะโกลับมาโดยไม่หันมอง
“พรุ่งนี้ข้าจะมาดูเ้าใหม่”
สิ้นเสียง ร่างนั้นก็ะโหายลับลงไปนอกอารามมรกต
เยว่เสวี่ยหลิงรีบโบกมือกลับ ทั้งที่ยังหอบเหนื่อย
“ขอบคุณมากสำหรับวันนี้!”
เสี้ยวจันทราค่อย ๆ สลายหายไปต่อหน้า นางชะงัก ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง พยายามรวบรวมจิต
“ออกมาสิ...”
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นางขมวดคิ้วแน่น ก่อนลองเรียกอีกครั้ง เสี้ยวจันทราปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา แล้วสลายหายไปอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบื้องหน้า โม่หยวนซางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง
“เ้าจำเป็ต้องพัก เมื่อลมปราณหมดลง ศาสตราก็ไม่อาจคงอยู่ได้”
เยว่เสวี่ยหลิงเม้มริมฝีปาก ก่อนฝืนเรียกเสี้ยวจันทราอีกครั้ง แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนดับลงอย่างรวดเร็ว
“เ้าไม่ควรใช้พลังชีวิตเพื่อดึงมันออกมา”
คราวนี้นางมิได้ตอบ เพียงทรุดตัวนั่งลงบนพื้นหญ้าอย่างหมดแรง หลังจากความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเสียงเบา
“ข้าไม่ได้เื่ใช่ไหม”
โม่หยวนซางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินมานั่งลงข้าง ๆ
“เงยหน้าขึ้น”
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ เงยหน้าตามคำบอก
“เ้าดูใบหน้าข้า”
นางจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“เห็นความผิดหวังตรงไหนหรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไป ก่อนรู้ตัวว่ามองเขานานเกินไป จึงรีบหลบสายตาและก้มหน้าลง มุมปากของโม่หยวนซางยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เขาเอนกายนอนลงบนพื้นหญ้า ปล่อยให้สายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านยอดไม้เหนือศีรษะ
“บางครั้ง...”
เขาทอดมองท้องฟ้าสีครามเบื้องบน
“การพักผ่อน ก็เป็การฝึกอย่างหนึ่ง”
ลมอุ่นยังคงพัดผ่านเรือนยอดไม้ ขณะที่โม่หยวนซางนอนนิ่งมองท้องฟ้า ส่วนเยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ หลับตาลง ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ ทุกสิ่งรอบกายสงบงาม ราวกับเป็เพียงเช้าวันธรรมดาวันหนึ่งในอารามมรกต
ทว่า ใต้เงาไม้แห่งหนึ่งของจวินเหิงหย่วน ร่างสองร่างกลับยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ
“จะสังหารนางได้อย่างไร... เมื่อเหล่าสภายังคอยเฝ้าดูนางอยู่”
เสียงนั้นแ่เบาแทบกลืนหายไปกับสายลม
“ยังมีมิใช่หรือ... สถานที่ที่ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้ หากนางอยู่ในนั้น”
สิ้นเสียง เงาทั้งสองก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับความมืด ราวกับไม่เคยมีผู้ใดยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเลย