“ตามหมอมาเร็ว” เสียงเอะอะโวยวายใหญ่โตทั่วจวนตระกูลหลิว แม้มีมี่อยากหลับตานอนเพียงใดยังต้องยันกายลุกขึ้นมาฟัง
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนู เกิดเื่ใหญ่แล้ว” อันหยงวิ่งหน้าตาตื่น ชนบานประตูห้องแทบพัง นางแจ้งข่าวกับผู้เป็เ้านายด้วยน้ำเสียงกระหืดหอบ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณชาย คุณชายเ้าค่ะ” นางพูดตะกุกตะกัก ด้วยอาการเหนื่อยหอบหายใจไม่ทัน
“ค่อยๆ พูด ข้างนอกมีอะไร” คนรอฟังใจเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ อันหยงยกกาน้ำชากรอกเข้าปากอึกใหญ่ แล้วค่อยควบคุมสติ
“คุณชายถูกโบยเ้าค่ะ”
“ถูกโบย! ด้วยเื่อะไร”
“บ่าวไม่ทราบ เห็นแต่คนทางการพามาส่งเ้าค่ะ” มีมี่ลุกพรวดจากเตียงโดย มีอันหยงช่วยพยุงเดิน
“ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ” หย่งอวี้นอนคว่ำหน้ากับฟูกบนเตียง ที่หลังพบรอยเืไหลซิบ ท่านป้าหลิวน้ำตานองหน้า ไม่รู้จะช่วยบุตรชายอย่างไรดี
“ท่านหมอมาแล้วขอรับ”
“เร็วเถอะท่านหมอ ดูอาการลูกข้าเร็ว” เมื่อท่านหมอมาถึง ก็รีบรุดเข้าดูอาการคุณชายในทันที
“าแไม่ลึกมาก แต่หลังจากนี้อาจมีไข้ขึ้นสูง” ท่านหมอเขียนเทียบยาทาและยาต้ม ยื่นให้กับหลิวฮูหยินและกำชับอีกว่า “คอยเช็ดตัวอยู่บ่อยๆ ใข้ก็จะทุเลาลงเอง” เมื่อท่านหมอจทัไป มีมี่จึงได้เอ่ยถามถึงต้นสายปลายเหตุของเื่ “เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ”
“ข้าไม่อาจเห็นเ้าตาย และข้าก็ไม่อาจให้ตระกูลหลิวต้องรับโทษ”
“แล้วอย่างไรเ้าคะ” มีมี่แทบรอฟังไม่ไหว
“พี่เ้าจึงรุดเข้าวัง ไปทูลขอยกเลิกงานแต่งกับฝ่าา ไม่เพียงพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ยังลงทัณฑ์พี่เ้าเช่นนี้” ป้าหลิวพูดพลางยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาไปพลาง
“โอหังนัก ใช่เื่ที่เ้าเข้ามาแทรกแซงได้หรือ” หลิวเหยียนจิ้งสาวเท้าเข้ามาพร้อมกับกล่าวเสียงดุ
“ท่านพ่อ ข้าทนดูอยู่เฉยๆไม่ได้”
“แม้ต้องโทษ เราก็ต้องมีศักดิ์ศรี ข้าจัดการทุกอย่างไว้แล้ว พรุ่งนี้เช้าจะให้คนไปส่งน้องเ้าออกนอกเมือง” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นมีมี่ก็ไม่อาจนิ่งอยู่ได้ ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว นางต้องตัดสินใจตอนนี้
“ไม่เ้าค่ะ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” น้ำเสียงสั่นเครือ สีหน้ากระอักกระอ่วนใจเป็อย่างยิ่ง
“เหลวไหล จะอยู่ที่ฉางอันโดยไม่ต้องแต่งงานได้หรือ วันนี้เ้าก็เห็นแล้ว คนที่ขัดพระบัญชามีโทษเช่นใด”
“ข้า…ข้าจะแต่งเ้าค่ะ”
“เ้าว่าสิ่งใด” ทุกคนในห้องต่างไม่เชื่อหู
“อย่าทำเช่นนั้นเด็ดขาด พี่ยอมเจ็บตัวครั้งนี้ก็เพื่อเ้า จงใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ” แม้หย่งอี้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว และนางจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด
“เ้าแน่ใจแล้วหรือ” ท่านลุงหลิวถามย้ำกับนางอีกครั้ง
“ข้าแน่ใจเ้าค่ะ”
“ลองทบทวนอีกครั้งเถอะ”
“ก็แค่แต่งงานไม่ใช่หรือ”
“ไม่ได้! วันข้างหน้าไม่รู้ว่าตระกูลซุนจะดีต่อเ้าหรือไม่” หลิวหย่งอวี้ยันกายลุกขึ้นนั่ง พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อห้ามปรามน้องสาว แต่ถึงกระนั้นเพื่อตระกูลหลิวที่แม้จะไม่มั่นใจในสายเืนัก แต่เถียนมีมี่ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้
“ก็ปล่อยให้เป็เื่ของวันข้างหน้า แต่วันนี้ข้า เถียนมีมี่ เป็ลูกหลานสกุลหลิวไม่อาจผิดต่อบรรพบุรุษ”
ที่เรือนเถียนมีมี่
“คุณหนู ชามที่สี่แล้วนะเ้าคะ” ั้แ่กลับจากเยี่ยมพี่หย่งอวี้ มีมี่ก็เอาแต่กินข้าวไม่หยุดหย่อน อันหยงเห็นเช่นนั้นยังแอบสงสัย นี่คุณหนูของนางเอาอาหารมากมายไปเก็บไว้ไหนกัน
“ข้าต้องกินให้เยอะๆ” มีมี่พูดทั้งที่ข้าวยังเต็มสองกระพุงแก้ม ปากบอกว่ายอมแต่งแต่ก็ยังเสียใจอยู่ลึกๆ ความเสียใจทั้งหลายกลายมาเป็พลังบวก นางจึงต้องกินให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้มีพละกำลังมากพอต่อกรกับพวกตระกูลซุน อึก! แอ่วะ!
“ท่านอย่าฝืนเลยเ้าค่ะ ท้องของท่านตึงเท่าลูกแตงโมแล้ว” อย่างที่อันหยงพูด ถึงอยากจะยัดอีกมากเท่าไหร่ก็ยัดไม่ลงแล้ว มีมี่นอนตีพุงเอนกายพิงพนักเก้าอี้สองขาเกยที่โต๊ะไม้ ไม่เหลือภาพสตรีอ่อนหวานเลย ‘ตกลงแต่งไปแล้ว ชีวิตหลังแต่งงานจะเป็อย่างไรนะ’ นางประสานมือที่ท้ายทอย กระดิกเท้าไปพลางคิดถึงชีวิตวันข้างหน้า
โรงเตี๊ยมชื่อดัง
“อาหารที่นี่ขึ้นชื่อที่สุดในฉางอัน” เมื่อแผลที่หลังดีขึ้น หย่งอวี้จึงพามีมี่มาเที่ยวชมเมืองหลวง ตามความ้าของน้องสาว นางอุดอู้อยู่แต่ในจวน วันนี้อากาศดีได้ออกมาเที่ยวเล่นแก้เบื่อ บรรยากาศโรงเตี๊ยมเก่าแก่แบบนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนาง ที่ชั้นสองมีฉากไม้สานวาดลวดลายทิวทัศน์งดงามกั้นอยู่ระหว่างโต๊ะ ไม่นานนักอาหารมากมายต่างถูกวางเต็มโต๊ะไม้ ละลานตาน่าทานยั่วน้ำลายสุดๆ
“คุณชายซุนช่างโชคดี แต่งภรรยาเอกที่เหมาะสม ข้าดีใจกับเ้าด้วย”
ปัก! “วันนี้ข้าออกมาดื่มชาดีอย่างสบายใจ เหตุใดเ้าจึงกล่าวถึงเื่นี้ เสียบรรยากาศยิ่ง” ซุนหยางเฟิงวางถ้วยชาเสียงดัง สีหน้าไม่พอใจที่สหายสนิททำเสียอารมณ์
“คุณหนูเถียนรูปโฉมงดงาม กิริยาอ่อนหวาน ชื่อเสียงโด่งดัง ชาติตระกูลสูงส่ง เป็ที่หมายปองของบุรุษทั่วหล้าที่ไม่อาจ มีสิ่งใดไม่เหมาะสมกับเ้ากัน” สหายสนิทคนนี้กล่าวไม่ผิด ในเมืองฉางอันไม่มีสตรีใดเหมาะสมกับแม่ทัพไร้พ่ายเท่าคุณหนูถียนแล้ว แต่ฐานะนางคณิกาแม้จะเป็แค่อดีต เท่านี้ก็เพียงพอให้เขาเกลียดชังนางแล้ว
“ให้แต่งกับหญิงชาวนาข้าก็ไม่ขัด แต่กับคุณหนูตระกูลหลิวผู้นี้ข้าไม่เต็มใจ”
โครม! “โอ้ย!” ฉากไม้สานกระเด็นล้มฟาดบุรุษที่นั่งอยู่ มือหนากุมแน่นที่ท้ายทอย ใบหน้านิ่งขมวดนิ่วแสดงความเ็ป ระคนกับความโกรธเกรี้ยว ใครกัน!
“เกลียดชังข้าแล้วอย่างไร ไม่เต็มใจแล้วอย่างไร เหตุใดท่านไม่ล้มเลิกงานสมรสไปเสีย จะได้ไม่ต้องทนแต่งกับสตรีที่ท่านไม่พึงใจ” เป็มีมี่ที่พังฉากลงมาทับคนร่างใหญ่
“นี่เ้า! นังมารร้าย” หยางเฟิงใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
“หน๋อย! นางมารร้ายรึ ได้! ท่านจะได้เห็นว่านางมารจริงๆ นั้นเป็ยังไง” ถูกนินทาลับหลังก็โกรธมากพอแล้ว คำที่ใช้เรียกนางยิ่งทำให้อารมณ์ขึ้นสุดๆ
“บุรุษปากสุนัขกล่าวถึงสตรีลับหลังเช่นนี้ ท่านถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร”
“แล้วสตรีฝีปากกล้าเช่นเ้าไม่มีใครคอยอบรมหรือ” หยางเฟิงที่เคยสุขุมในเื่รบ มาบัดนี้กลับไม่มีความอดทนมากพอกับสตรีนางนี้ ั้แ่เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าว่ากล่าวเขาเช่นนี้มาก่อน
“มีสิ และยังสอนอีกว่า บุรุษที่ดีไม่ควรกล่าวนินทาผู้ใดลับหลัง” ใบหน้างามในผ้าปกปิดข่มเสียงต่ำ ดวงตาเรียวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แม่ทัพซุนอาจหาญเพียงใดเมื่อได้ยินดังนั้นก็กล่าววาจาใดไม่ออก แต่ด้วยตำแหน่งที่สูงส่งจะยอมให้สตรีคณิกาสั่งสอนกลางโรงเตี๊ยมแบบนี้ไม่ได้
“ครั้งอยู่นอกเมืองข้าไม่ใส่ใจเพราะคิดว่าคงไม่เจอเ้าอีก แต่ครานี้ข้ายอมไม่ได้ ข้าไม่พอใจแต่งกับหญิงคณิกาเช่นเ้า แม้จะเป็หลานของขุนนางใหญ่ก็ไม่อาจลบล้างได้”
“ไม่แต่งก็ไม่ต้องแต่ง ข้าก็ไม่อยากแต่งกับเ้า งานสมรสบ้าบอนี่ก็ยกเลิกไป” มีมี่โกรธจนถึงขีดสุดกล่าวประโยคที่ไม่ควรกล่าวออกไป
“น้องข้า! เ้าจะยกเลิกสมรสพระราชทานโดยพละการไม่ได้” หย่งอี้รีบห้ามปรามน้องสาวโดยเร็ว เื่เกี่ยวพันกับสองตระกูล อีกทั้งยังเป็ราชโองการ เขาเกรงว่าทั้งตระกูลจะต้องอาญาเพราะความใจร้อนของมีมี่
“ทำไมจะไม่ได้! เขาไม่ได้เต็มใจแต่งกับข้า แม้ข้าจะเคยเป็คณิกา แต่ข้าก็คือสตรีคนหนึ่ง มีหัวใจ มีความรู้สึก ฉะนั้นแล้ว อีกสามวันที่หน้าจวนสกุลหลิวจะจัดการประลองขึ้น หากผู้ใดเป็ผู้ชนะข้าจะยอมแต่งให้”
“แล้วพระราชโองการเล่า” บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น แต่มีมี่ก็ไม่ได้สนใจตอบ เดินนำลิ่วจากไปด้วยความโกรธ