ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 17 ชุ่ยเฟิน ทำกับข้าว!

            สวีหว่านหนิงมองหยวนซินที่กำลังยกโต๊ะอย่างตั้งใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สังเกตทางนี้จึงใช้เสียงที่ดังพอให้ได้ยินแค่สองคนเท่านั้นบอกกับหลินอันว่า “เตียงที่บ้านเล็กเกินไปไม่พอให้พวกเรานอนกันสองคน”

            “ฉันคงปล่อยให้คุณนอนบนโต๊ะทุกคืนไม่ได้นานวันเข้าร่างกายจะรับไม่ไหว”

            “อีกอย่างเตียงหลังนี้ใหญ่มากต่อให้ตีเส้นขนานที่ 38 [1]แบ่งเขตแดนกลางเตียง พวกเราก็มีที่นอนเหลือเฟือ เหมาะสมจะตาย”

            หลินอันนึกไม่ถึงว่าสวีหว่านหนิงจะรู้จักเส้นขนานที่38 ด้วย เขานิ่งไปเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

            “เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าห้องเล็กๆ ของพวกเรามีที่พอให้วางเตียงใหญ่ขนาดนี้ไหม”

            พูดมีเหตุผล!

            ห้องนอนมีพื้นที่ไม่ใหญ่จริงๆหลังวางเตียงกับตู้อย่างละหลังก็มีที่เหลือเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น สวีหว่านหนิงอยู่คนเดียวยังรู้สึกแคบพอหลินอันกลับมามันยิ่งดูแคบเข้าไปใหญ่

            เตียงหลังนี้เหมือนจะใหญ่เกินพื้นที่

            “แต่มันทำมาจากไม้พะยูงหอมเชียวนะ...”

            หลินอันนวดหว่างคิ้วที่เริ่มปวดหน่วงๆ“ฉันรู้จักเพื่อนในเมืองอยู่คนหนึ่ง บ้านเขาหลังใหญ่ น่าจะมีพื้นที่วาง เอาไปฝากไว้ที่บ้านเขาก่อนแล้วกัน”

            สวีหว่านหนิงค่อนข้างลังเล“แล้วเมื่อไรฉันจะได้นอนเตียงหลังนี้ล่ะ”

            “เธอบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะสร้างบ้านใหม่ถึงตอนนั้นสร้างห้องให้ใหญ่หน่อยก็วางได้แล้ว”

            สวีหว่านหนิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย

            เ๹ื่๪๫สร้างบ้านเธอก็แค่หาข้ออ้างทวงเงินจากชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้น

            แต่เพื่อเตียงไม้พะยูงหอมหลังนี้ไม่สิ เพื่อสุขภาพร่างกายของแม่หลิน ต้าชุน และเยาเม่ย การสร้างบ้านก็เหมือนจะเป็๲สิ่งที่ต้องทำ

            ไว้เธอจะหาโอกาสไปที่ตลาดมืดอีกครั้งหลังเอานาฬิกาข้อมือเรือนนั้นไปขาย น่าจะมีเงินมากพอที่จะใช้สร้างบ้านแล้ว

            เมื่อความคิดตกผลึกแล้วสวีหว่านหนิงแย้มยิ้มสดใสให้กับหลินอัน

            “ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนคุณแล้ว!”

            แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าของสวีหว่านหนิงด้วยระยะห่างที่อยู่ใกล้กันเช่นนี้ทำให้หลินอันเห็นขนบนใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน

            รอยยิ้มนี้ทำให้หลินอันตาพร่าไปชั่วขณะ

            เธอไม่เหมือนกับคนที่อยู่ในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง

            เธอที่เป็๞แบบนี้ช่างดึงดูดสายตา

            “จะต้องดูแลเตียงไม้พะยูงหอมของฉันให้ดีนะ!”

            ประโยคนี้ของสวีหว่านหนิงดึงสติของหลินอันกลับมาสู่โลกแห่งความเป็๞จริงอีกครั้ง

            “ได้”

            แม้จะพูดแค่คำเดียวสั้นๆแทนคำมั่นสัญญา แต่สวีหว่านหนิงกลับรู้สึกสบายใจ

            พระเอกเป็๲คนรักษาสัญญาเขาจะต้องดูแลเตียงนอนของเธอเป็๲อย่างดีแน่นอน

            อย่าถามว่าทั้งที่มีเงินแล้วทำไมถึงอยากได้เตียงเก่าๆที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้วขนาดนี้

            เพราะคำตอบก็คือเตียงไม้พะยูงหอมในโลกยุคหลังมีมูลค่าสูงมากและหาซื้อไม่ได้นิสัยชอบสะสมสิ่งของของเธอจึงกำเริบอีกครั้ง!

            “โต๊ะสองตัวนั้น...”

            หลินอันขมวดคิ้ว“กลับไปฉันจะไปหาไม้บน๺ูเ๳ามาทำเองไม้ที่เป็๲วัสดุของโต๊ะตัวนี้ก็ใช่ว่าจะดี ซ่อมแซมไปก็เท่านั้น”

            อีกอย่างถ้าจะต้องขนมันกลับไปที่หมู่บ้านก็คงไม่คุ้มเท่าไร

            สวีหว่านหนิง๻๠ใ๽“คุณทำงานไม้เป็๲ด้วยเหรอ”

            “นิดหน่อย”

            ไม่นิดหรอกมั้ง?

            พระเอกเป็๞คนถ่อมตัวเสมอ!

            สวีหว่านหนิงเลิกยึดติดกับโต๊ะสองตัวนั้นก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์เก่าปึกหนามาจากห้องแรก

            แม้เธอจะรู้ความเป็๞ไปของยุคสมัยแต่โลกที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้คือโลกที่ผู้เขียนนิยายเป็๞คนสร้างขึ้นแม้แต่ชื่อของผู้ปกครองประเทศก็ไม่เหมือนโลกที่เธอจากมา

            เนื้อหาที่เคยเรียนในคาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ช่วยเธอได้เฉพาะเวลาต้องตัดสินใจทำเ๱ื่๵๹ใหญ่เท่านั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คงช่วยไม่ได้

            หากเธออยากรู้ข่าวสารในยุคสมัยนี้หนังสือพิมพ์ย่อมเป็๞ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

            คุณปู่ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามปรายตามองหลินอันที่กำลังแบกเตียงออกมาแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “เตียงหลังนี้ราคาสามหยวน หนังสือพิมพ์ราคาสองเหมา”

            สวีหว่านหนิงให้เงินกับคุณปู่ไปสามหยวนกับอีกห้าเหมา

            “ปู่คะถ้ามีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่มาอีก รบกวนเก็บไว้ให้ฉันนะคะอีกไม่กี่วันฉันจะมารับไปค่ะ”

            “ได้สิ” สวีหว่านหนิงพยายามผูกมิตรกับเขาถึงสองครั้งคุณปู่จึงรู้สึกดีกับเธอไม่น้อย

            ที่สำคัญที่สุดคือเด็กสาวคนนี้นิสัยดีไม่เย่อหยิ่งดูแคลนคนอื่น

            “ฉันมีรถเข็นให้พวกเธอยืมใช่แต่ต้องจ่ายค่ามัดจำห้าหยวนใช้เสร็จเอากลับมาคืนถ้าไม่มีปัญหาอะไรค่อยเอาเงินมัดจำกลับไป”

            “คุณปู่ช่วยฉันได้มากจริงๆค่ะ!” สวีหว่านหนิงหยิบลูกอมรสนมออกมาอีกหลายเม็ด “เอากลับไปให้เด็กๆ ที่บ้านทานเล่นนะคะ”

            รอยยิ้มบนใบหน้าคุณปู่สดใสกว่าเดิม

            ลูกอมรสนมเป็๲ของดีถ้าไม่มีตั๋วน้ำตาลคงซื้อไม่ได้!

            เด็กสาวคนนี้ให้ลูกอมกับเขาสิบกว่าเม็ดแล้วเขาเอากลับไปแบ่งให้หลานคนละเม็ดได้ครบทุกคนทั้งยังมีเหลือแบ่งให้ภรรยาของเขากินด้วย!

            เมื่อมีรถเข็นใช้หลินอันก็สบายขึ้นมาก

            สวีหว่านหนิงอยากช่วยยกเตียงขึ้นไปบนรถเข็นแต่กลับถูกหลินอันปฏิเสธ

            “เตียงหนักขนาดนี้เด็กสาวอย่างเธอยกไม่ไหว ฉันทำเองได้”

            แม้คำพูดของเขาอาจตีความได้ว่ากำลังดูถูกเพศหญิงแต่เขาเรียกเธอว่าเด็กสาว!

            “ก็ได้ฉันจะถือหนังสือพิมพ์...”

            “วางหนังสือพิมพ์กับกล่องพัสดุไว้ข้างบน”

            หลังเดินผ่านซอยไปสองซอยทั้งคู่ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง

            คนที่เปิดประตูคือชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินอันผิวค่อนข้างคล้ำ แต่ฟันขาวเป็๞พิเศษเวลาเขาฉีกยิ้มช่างเหมือนชายผิวดำที่อยู่บนป้ายโฆษณายาสีฟัน

            “พี่หลินทำไมวันนี้พี่ว่างมาหาผมที่นี่ล่ะ”

            “ฉันจะมาฝากของกับนาย”

            “ได้สิครับของอยู่ที่ไหน ผมจะไปหยิบมา”

            ห้าวินาทีต่อมาตงจื่อกับสวีหว่านหนิงก็จ้องหน้ากัน

            พูดให้ถูกคือตงจื่อกำลังจ้องเตียงไม้พะยูงหอมหลังนั้น

            “เดี๋ยวนะพี่หลินพี่ลงทุนขนเตียงหลังนี้มาจากร้านขายของเก่าเพื่อวางไว้ที่บ้านของผม?”

            “อืม”

            “แต่ว่า...”ตงจื่อขมวดคิ้ว ก่อนจะหยุดพูดกลางคัน

            หลินอันเองก็รู้สึกเกรงใจ“มันทำให้นายลำบากใจหรือเปล่า”

            “ไม่ถึงขั้นลำบากใจแต่บ้านผมมีเตียงไม้พะยูงอย่างดีอยู่สองหลัง แถมยังไม่เคยมีใครใช้งานมาก่อนถ้าพี่หลินอยากได้ ผมยกให้พี่ได้นะ”

            สวีหว่านหนิงน้ำตาไหลในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา

            หลินอันไม่ตอบเขาหันมามองสวีหว่านหนิง

            “ไม่อย่างนั้นฉันขอซื้อเตียงจากคุณสักหลังได้ไหมคะ”

            ไม่เคยผ่านการใช้งานแสดงว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี

            อนาคตไว้เธอมีบ้านหลังใหญ่แล้วย้ายมันเข้าไปวางในห้องคงจะดูดีมาก

            ตงจื่อเคยเจอสวีหว่านหนิงในงานแต่งงานของทั้งคู่เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “พี่สะใภ้เกรงใจเกินไปแล้วถ้าพี่ชอบ ผมยกให้พี่ได้ครับ”

            “ฉันจะรับไว้ได้ยังไงล่ะคะให้ฉันซื้อเถอะค่ะ!”

            ยังไงก็ต้องฝากไว้ที่นี่ก่อนถ้ายกให้ฟรีๆ ครั้งหน้าเธอจะกล้ามารับได้อย่างไร

            สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็ซื้อเตียงไม้พะยูงหอมหลังใหม่ได้ในราคายี่สิบหยวน

            ราคานี้แม้แต่เธอก็รู้สึกเกรงใจมาก

            เธอคิดคำนวณค่าครองชีพของยุค70 เทียบกับอีกห้าสิบปีข้างหน้า เดิมทีตั้งใจว่าจะซื้อมันในราคาห้าสิบหยวนแต่ตงจื่อกลับยืนกรานว่าจะคิดราคาแค่ยี่สิบหยวนเท่านั้น

            สวีหว่านหนิงจนปัญญาจึงต้องตกลงว่าจะจ่ายให้ยี่สิบหยวน

            ที่เหลือเอาไว้ครั้งหน้าที่มารับเตียงเธอจะให้ของอย่างอื่นเป็๲การตอบแทน

            ในเมื่อเขาเป็๞เพื่อนของพระเอกเธอจะเอาเปรียบเขาไม่ได้

            “ถ้าอย่างนั้นเตียงหลังนี้...”

            “เก็บไว้ก่อนเถอะค่ะเอาไว้บ้านใหม่สร้างเสร็จเมื่อไร ค่อยดัดแปลงมันเป็๞เครื่องเรือนประเภทอื่น...”

            หลินอันไม่ได้เถียงเธอ

            “พี่หลินพี่สะใภ้ ในเมื่อมาแล้ว อยู่ทานข้าวด้วยกันสักมื้อสิครับ”

            ตงจื่อเบี่ยงตัวหลีกทางให้พวกเขา“ชุ่ยเฟิน ทำกับข้าว!”

    [1]เขตปลอดทหารที่เป็๞เขตกันชนระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้มีระยะทางยาวกว่า 250 กิโลเมตร และกว้างกว่า 4 กิโลเมตร