สวีหว่านหนิงมองหยวนซินที่กำลังยกโต๊ะอย่างตั้งใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สังเกตทางนี้จึงใช้เสียงที่ดังพอให้ได้ยินแค่สองคนเท่านั้นบอกกับหลินอันว่า “เตียงที่บ้านเล็กเกินไปไม่พอให้พวกเรานอนกันสองคน”
“ฉันคงปล่อยให้คุณนอนบนโต๊ะทุกคืนไม่ได้นานวันเข้าร่างกายจะรับไม่ไหว”
“อีกอย่างเตียงหลังนี้ใหญ่มากต่อให้ตีเส้นขนานที่ 38 [1]แบ่งเขตแดนกลางเตียง พวกเราก็มีที่นอนเหลือเฟือ เหมาะสมจะตาย”
หลินอันนึกไม่ถึงว่าสวีหว่านหนิงจะรู้จักเส้นขนานที่38 ด้วย เขานิ่งไปเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าห้องเล็กๆ ของพวกเรามีที่พอให้วางเตียงใหญ่ขนาดนี้ไหม”
พูดมีเหตุผล!
ห้องนอนมีพื้นที่ไม่ใหญ่จริงๆหลังวางเตียงกับตู้อย่างละหลังก็มีที่เหลือเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น สวีหว่านหนิงอยู่คนเดียวยังรู้สึกแคบพอหลินอันกลับมามันยิ่งดูแคบเข้าไปใหญ่
เตียงหลังนี้เหมือนจะใหญ่เกินพื้นที่
“แต่มันทำมาจากไม้พะยูงหอมเชียวนะ...”
หลินอันนวดหว่างคิ้วที่เริ่มปวดหน่วงๆ“ฉันรู้จักเพื่อนในเมืองอยู่คนหนึ่ง บ้านเขาหลังใหญ่ น่าจะมีพื้นที่วาง เอาไปฝากไว้ที่บ้านเขาก่อนแล้วกัน”
สวีหว่านหนิงค่อนข้างลังเล“แล้วเมื่อไรฉันจะได้นอนเตียงหลังนี้ล่ะ”
“เธอบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะสร้างบ้านใหม่ถึงตอนนั้นสร้างห้องให้ใหญ่หน่อยก็วางได้แล้ว”
สวีหว่านหนิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย
เื่สร้างบ้านเธอก็แค่หาข้ออ้างทวงเงินจากชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้น
แต่เพื่อเตียงไม้พะยูงหอมหลังนี้ไม่สิ เพื่อสุขภาพร่างกายของแม่หลิน ต้าชุน และเยาเม่ย การสร้างบ้านก็เหมือนจะเป็สิ่งที่ต้องทำ
ไว้เธอจะหาโอกาสไปที่ตลาดมืดอีกครั้งหลังเอานาฬิกาข้อมือเรือนนั้นไปขาย น่าจะมีเงินมากพอที่จะใช้สร้างบ้านแล้ว
เมื่อความคิดตกผลึกแล้วสวีหว่านหนิงแย้มยิ้มสดใสให้กับหลินอัน
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนคุณแล้ว!”
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าของสวีหว่านหนิงด้วยระยะห่างที่อยู่ใกล้กันเช่นนี้ทำให้หลินอันเห็นขนบนใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน
รอยยิ้มนี้ทำให้หลินอันตาพร่าไปชั่วขณะ
เธอไม่เหมือนกับคนที่อยู่ในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง
เธอที่เป็แบบนี้ช่างดึงดูดสายตา
“จะต้องดูแลเตียงไม้พะยูงหอมของฉันให้ดีนะ!”
ประโยคนี้ของสวีหว่านหนิงดึงสติของหลินอันกลับมาสู่โลกแห่งความเป็จริงอีกครั้ง
“ได้”
แม้จะพูดแค่คำเดียวสั้นๆแทนคำมั่นสัญญา แต่สวีหว่านหนิงกลับรู้สึกสบายใจ
พระเอกเป็คนรักษาสัญญาเขาจะต้องดูแลเตียงนอนของเธอเป็อย่างดีแน่นอน
อย่าถามว่าทั้งที่มีเงินแล้วทำไมถึงอยากได้เตียงเก่าๆที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้วขนาดนี้
เพราะคำตอบก็คือเตียงไม้พะยูงหอมในโลกยุคหลังมีมูลค่าสูงมากและหาซื้อไม่ได้นิสัยชอบสะสมสิ่งของของเธอจึงกำเริบอีกครั้ง!
“โต๊ะสองตัวนั้น...”
หลินอันขมวดคิ้ว“กลับไปฉันจะไปหาไม้บนูเามาทำเองไม้ที่เป็วัสดุของโต๊ะตัวนี้ก็ใช่ว่าจะดี ซ่อมแซมไปก็เท่านั้น”
อีกอย่างถ้าจะต้องขนมันกลับไปที่หมู่บ้านก็คงไม่คุ้มเท่าไร
สวีหว่านหนิงใ“คุณทำงานไม้เป็ด้วยเหรอ”
“นิดหน่อย”
ไม่นิดหรอกมั้ง?
พระเอกเป็คนถ่อมตัวเสมอ!
สวีหว่านหนิงเลิกยึดติดกับโต๊ะสองตัวนั้นก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์เก่าปึกหนามาจากห้องแรก
แม้เธอจะรู้ความเป็ไปของยุคสมัยแต่โลกที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้คือโลกที่ผู้เขียนนิยายเป็คนสร้างขึ้นแม้แต่ชื่อของผู้ปกครองประเทศก็ไม่เหมือนโลกที่เธอจากมา
เนื้อหาที่เคยเรียนในคาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ช่วยเธอได้เฉพาะเวลาต้องตัดสินใจทำเื่ใหญ่เท่านั้นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คงช่วยไม่ได้
หากเธออยากรู้ข่าวสารในยุคสมัยนี้หนังสือพิมพ์ย่อมเป็ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
คุณปู่ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามปรายตามองหลินอันที่กำลังแบกเตียงออกมาแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “เตียงหลังนี้ราคาสามหยวน หนังสือพิมพ์ราคาสองเหมา”
สวีหว่านหนิงให้เงินกับคุณปู่ไปสามหยวนกับอีกห้าเหมา
“ปู่คะถ้ามีหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่มาอีก รบกวนเก็บไว้ให้ฉันนะคะอีกไม่กี่วันฉันจะมารับไปค่ะ”
“ได้สิ” สวีหว่านหนิงพยายามผูกมิตรกับเขาถึงสองครั้งคุณปู่จึงรู้สึกดีกับเธอไม่น้อย
ที่สำคัญที่สุดคือเด็กสาวคนนี้นิสัยดีไม่เย่อหยิ่งดูแคลนคนอื่น
“ฉันมีรถเข็นให้พวกเธอยืมใช่แต่ต้องจ่ายค่ามัดจำห้าหยวนใช้เสร็จเอากลับมาคืนถ้าไม่มีปัญหาอะไรค่อยเอาเงินมัดจำกลับไป”
“คุณปู่ช่วยฉันได้มากจริงๆค่ะ!” สวีหว่านหนิงหยิบลูกอมรสนมออกมาอีกหลายเม็ด “เอากลับไปให้เด็กๆ ที่บ้านทานเล่นนะคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าคุณปู่สดใสกว่าเดิม
ลูกอมรสนมเป็ของดีถ้าไม่มีตั๋วน้ำตาลคงซื้อไม่ได้!
เด็กสาวคนนี้ให้ลูกอมกับเขาสิบกว่าเม็ดแล้วเขาเอากลับไปแบ่งให้หลานคนละเม็ดได้ครบทุกคนทั้งยังมีเหลือแบ่งให้ภรรยาของเขากินด้วย!
เมื่อมีรถเข็นใช้หลินอันก็สบายขึ้นมาก
สวีหว่านหนิงอยากช่วยยกเตียงขึ้นไปบนรถเข็นแต่กลับถูกหลินอันปฏิเสธ
“เตียงหนักขนาดนี้เด็กสาวอย่างเธอยกไม่ไหว ฉันทำเองได้”
แม้คำพูดของเขาอาจตีความได้ว่ากำลังดูถูกเพศหญิงแต่เขาเรียกเธอว่าเด็กสาว!
“ก็ได้ฉันจะถือหนังสือพิมพ์...”
“วางหนังสือพิมพ์กับกล่องพัสดุไว้ข้างบน”
หลังเดินผ่านซอยไปสองซอยทั้งคู่ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง
คนที่เปิดประตูคือชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินอันผิวค่อนข้างคล้ำ แต่ฟันขาวเป็พิเศษเวลาเขาฉีกยิ้มช่างเหมือนชายผิวดำที่อยู่บนป้ายโฆษณายาสีฟัน
“พี่หลินทำไมวันนี้พี่ว่างมาหาผมที่นี่ล่ะ”
“ฉันจะมาฝากของกับนาย”
“ได้สิครับของอยู่ที่ไหน ผมจะไปหยิบมา”
ห้าวินาทีต่อมาตงจื่อกับสวีหว่านหนิงก็จ้องหน้ากัน
พูดให้ถูกคือตงจื่อกำลังจ้องเตียงไม้พะยูงหอมหลังนั้น
“เดี๋ยวนะพี่หลินพี่ลงทุนขนเตียงหลังนี้มาจากร้านขายของเก่าเพื่อวางไว้ที่บ้านของผม?”
“อืม”
“แต่ว่า...”ตงจื่อขมวดคิ้ว ก่อนจะหยุดพูดกลางคัน
หลินอันเองก็รู้สึกเกรงใจ“มันทำให้นายลำบากใจหรือเปล่า”
“ไม่ถึงขั้นลำบากใจแต่บ้านผมมีเตียงไม้พะยูงอย่างดีอยู่สองหลัง แถมยังไม่เคยมีใครใช้งานมาก่อนถ้าพี่หลินอยากได้ ผมยกให้พี่ได้นะ”
สวีหว่านหนิงน้ำตาไหลในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา
หลินอันไม่ตอบเขาหันมามองสวีหว่านหนิง
“ไม่อย่างนั้นฉันขอซื้อเตียงจากคุณสักหลังได้ไหมคะ”
ไม่เคยผ่านการใช้งานแสดงว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี
อนาคตไว้เธอมีบ้านหลังใหญ่แล้วย้ายมันเข้าไปวางในห้องคงจะดูดีมาก
ตงจื่อเคยเจอสวีหว่านหนิงในงานแต่งงานของทั้งคู่เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “พี่สะใภ้เกรงใจเกินไปแล้วถ้าพี่ชอบ ผมยกให้พี่ได้ครับ”
“ฉันจะรับไว้ได้ยังไงล่ะคะให้ฉันซื้อเถอะค่ะ!”
ยังไงก็ต้องฝากไว้ที่นี่ก่อนถ้ายกให้ฟรีๆ ครั้งหน้าเธอจะกล้ามารับได้อย่างไร
สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็ซื้อเตียงไม้พะยูงหอมหลังใหม่ได้ในราคายี่สิบหยวน
ราคานี้แม้แต่เธอก็รู้สึกเกรงใจมาก
เธอคิดคำนวณค่าครองชีพของยุค70 เทียบกับอีกห้าสิบปีข้างหน้า เดิมทีตั้งใจว่าจะซื้อมันในราคาห้าสิบหยวนแต่ตงจื่อกลับยืนกรานว่าจะคิดราคาแค่ยี่สิบหยวนเท่านั้น
สวีหว่านหนิงจนปัญญาจึงต้องตกลงว่าจะจ่ายให้ยี่สิบหยวน
ที่เหลือเอาไว้ครั้งหน้าที่มารับเตียงเธอจะให้ของอย่างอื่นเป็การตอบแทน
ในเมื่อเขาเป็เพื่อนของพระเอกเธอจะเอาเปรียบเขาไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นเตียงหลังนี้...”
“เก็บไว้ก่อนเถอะค่ะเอาไว้บ้านใหม่สร้างเสร็จเมื่อไร ค่อยดัดแปลงมันเป็เครื่องเรือนประเภทอื่น...”
หลินอันไม่ได้เถียงเธอ
“พี่หลินพี่สะใภ้ ในเมื่อมาแล้ว อยู่ทานข้าวด้วยกันสักมื้อสิครับ”
ตงจื่อเบี่ยงตัวหลีกทางให้พวกเขา“ชุ่ยเฟิน ทำกับข้าว!”
[1]เขตปลอดทหารที่เป็เขตกันชนระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้มีระยะทางยาวกว่า 250 กิโลเมตร และกว้างกว่า 4 กิโลเมตร