หนิงมู่ฉือนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กมองฟืนที่มีไฟลุกโชนนางรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก จึงหยิบจึงหยิบผิงกั่ว[1]มานั่งแทะ
เมื่อรับรู้ได้ว่าด้านหลังมีคนยืนอยู่นางรีบลุกขึ้นยืน หันไปก็พบกับเต๋อเฟยที่ทอดพระเนตรมายังนางพร้อมกับรอยแย้มสรวลนางทิ้งผิงกั๋วเข้าไปในกองเพลิง ใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ก่อนจะยอบกายคาราวะ“ถวายบังคมเต๋อเฟยเพคะ”
เต๋อเฟยมองหนิงมู่ฉือในใจรู้สึกโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิมพร้อมทั้งนึกถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนที่บรรดาขันทีของตัวเองเอามือกุมเบ้าตากลับมาฟ้องนับั้แ่นั้นนางก็ตั้งใจว่าจะสร้างความลำบากให้แก่หนิงมู่ฉือ
เต๋อเฟยเสแสร้งแกล้งยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว แต่เ้ากลับมานั่งแทะผิงกั๋ว เชื่อหรือไม่ว่าข้าสั่งลงโทษเ้าที่แอบอู้งานไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้!”
หนิงมู่ฉือทราบดีว่าเต๋อเฟย้าจะเล่นงานตัวเองโชคดีที่นางเตรียมตัวเอาไว้แล้ว นางรีบคุกเข่าลงไปกับพื้น ”เต๋อเฟยบ่าวไม่ได้แอบอู้นะเพคะ อาหารทุกอย่างบ่าวเตรียมเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วเหลือเพียงยกออกไปให้ฝ่าาลองเสวยเท่านั้นบ่าวทำเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงได้กล้าบังอาจเช่นนี้”
เต๋อเฟยได้ฟังดังนั้นหน้าประเดี๋ยวเขียวคล้ำประเดี๋ยวซีดขาวไม่รู้ว่าต้องเล่นงานหนิงมู่ฉืออย่างไรต่อ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“ความหมายของเ้าคือข้าใส่ร้ายเ้าเยี่ยงนั้นหรือ”
หนิงมู่ฉือรีบส่ายหน้าทันควัน“บ่าวไม่กล้าเพคะ บ่าวแค่กลัวว่าถ้ายกอาหารออกไปไม่ตรงเวลาเต๋อเฟยจะสั่งลงโทษบ่าว” หนิงมู่ฉือแก้ตัวอย่างมีไหวพริบ
นั่นยิ่งทำให้เต๋อเฟยตรัสอันใดไม่ออกเค้นเสียงฮึ ก่อนจะเดินจากไป เมื่อเดินเข้าไปด้านในห้องเครื่องก็ทอดพระเนตรอาหารตั้งวางเรียงรายจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
บรรดาขันทีมองอาหารพร้อมกับลอบกลืนน้ำลายเพียงได้กลิ่นน้ำลายก็สอ
เต๋อเฟยมองบรรดาขันทีทั้งหลายอย่างดูถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “พวกเ้าระวังให้ดี ช่วยกันยกอาหารออกไปยกออกไปตามลำดับห้ามสลับกันเด็ดขาด หากผู้ใดทำให้งานเลี้ยงมีปัญหาข้าจะตัดหัวผู้นั้น!”
บรรดาขันทีได้ยินดังนั้นอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
บรรดาขันทียกอาหารอย่างระมัดระวังตามหลังเต๋อเฟยออกไปเมื่อไปถึงกลางตำหนัก เต๋อเฟยแย้มยิ้มเอ่ยกับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ”ทูลฝ่าา อาหารมาแล้วเพคะ”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินผงกศีรษะจากนั้นเต๋อเฟยเดินไปนั่งลงยังที่นั่งของตัวเอง
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเอ่ยกับองค์ชายเอ่อร์ตั้น“พอเรารู้ว่าท่านจะมาเยือนจึงสั่งให้พ่อครัวหลวงและแม่ครัวจากตำหนักอ๋องทำอาหารหนึ่งร้อยแปดอย่างไว้ต้อนรับกรรมวิธีมีทั้งย่างทอดผัดต้ม รสชาติเปรี้ยวหวานขมเผ็ด เรียกได้ว่ามีหลากหลายชนิดหวังว่ารสชาติจะถูกพระทัยองค์ชาย”
องค์ชายเอ่อร์ตั้นยิ้มอย่างมีมารยาทตอบกลับไปท่าทางไม่ค่อยสนใจอาหารของที่ราบภาคกลางเท่าใดนัก
ขันทีประกาศชื่ออาหาร “อาหารจานแรก ปลิงทะเลเอ็นหมู”
หลังขันทีก้มหน้ายกอาหารเข้ามาในตำหนักจากนั้นวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้าของทุกคน ยังไม่ทันได้เปิดฝาออกกลิ่นเค็มของปลิงทะเลก็โชยออกมาแล้ว เมื่อขันทีเปิดฝาออกหน้าตาของอาหารที่อยู่ตรงหน้าทำให้ทุกคนเอ่ยชมไม่ขาดปาก
ปลิงทะเลสีดำและเอ็นหมูสีขาวใสผสมรวมกันอยู่ในถ้วยมีน้ำมันจากเอ็นหมูปะปนบ้างเล็กน้อย หน้าตาน่าทานยิ่ง
องค์ชายเอ่อร์ตั้นใช้ตะเกียบคีบเข้าปากหนึ่งคำเมื่อนำเข้าปากให้ความรู้สึกคล้ายอยู่ในทะเลกว้างและท้องนาสุดลูกหูลูกตารสชาติเค็มและจืดกำลังพอดี ทั้งยังมีกลิ่นอายของความสดใหม่รวมอยู่ในนั้นทำให้อดหลับตาเพื่อดื่มด่ำกับรสชาติไม่ได้
ได้ยินเสียงขันที่ประกาศอีกคราทุกคนต่างพากันหันไปมองอย่างประหลาดใจ
อาหารจานที่สอง “โลหิตสิบแปดชนิด”
อาหารจานนี้ต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมากวัตถุดิบเป็เนื้อถึงสิบแปดชนิด ใช้กรรมวิธีทั้งย่าง ผัด ทอด และต้มเมื่อเปิดฝาออก กลิ่นเนื้อสัตว์ที่แตกต่างกันพลันลอยขึ้นมา
มีทั้งเนื้อแน่นของหมูป่าเนื้อนุ่มนิ่มของกระต่าย และเนื้อหมูขาวๆทุกคนจ้องมองอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบเข้าปากไม่หยุดครั้นนำเข้าปากทุกคนต่างยกนิ้วโป้งกล่าวชมกับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินว่ายอดเยี่ยมเหลือเกิน
องค์ชายเอ่อร์ตั้นลุกขึ้นยืนเอ่ยออกมาว่า “ดูท่าฝีมือของพ่อครัวในวังของฝ่าาจะพัฒนาขึ้นไม่น้อยอาหารแต่ละอย่างประทับใจกระหม่อมยิ่งนัก!”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินยิ้มตอบ“องค์ชายชื่นชอบก็ดีแล้ว ไม่เสียแรงที่เต๋อเฟยทุ่มเท”
องค์ชายเอ่อร์ตั้นได้ฟังก็หันไปมองเต๋อเฟย“ฝีมือการทำอาหารของเต๋อเฟยพัฒนาถึงขั้นนี้แล้วหรือทำให้กระหม่อมตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก”
เต๋อเฟยทำหน้าไม่ถูกทำได้แค่แย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ได้ยินเสียงขันทีประกาศชื่ออาหารต่อไปจึงหันไปมองอย่างสนอกสนใจ
อาหารจานที่ห้าสิบ “ไก่ตุ๋นเห็ด”
ยังไม่ทันได้เปิดถ้วยทุกคนได้กลิ่นหอมอ่อนๆของเห็ดและกลิ่นหอมของเนื้อไก่ลอยโชยมา อาหารชนิดนี้เป็อาหารที่ธรรมดาสามัญยิ่งทุกคนจึงทางคาดหวังและรอคอยว่าไก่ตุ๋นเห็ดของวังหลวงจะมีความแตกต่างจากข้างนอกอย่างไร
เมื่อขันทีเปิดฝาแลเห็นเห็ดหอมสีดำลอยอยู่บนน้ำแกง เนื้อไก่วางแน่นิ่งอยู่ตรงกลาง องค์ชายเอ่อร์ตั้นใช้ช้อนตักน้ำแกงเข้าปากน้ำแกงดูดซึมทั้งรสชาติของไก่และเห็ดหอม รสชาติกำลังพอดีใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่เข้าปาก เนื้อไก่ไม่เปิดโอกาสให้ได้เคี้ยวพอััลิ้นก็ละลายหายไปทันที
ทุกคนทานพร้อมกับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
อาหารจานที่เก้าสิบเก้า “ขาหมูเย็น”
ขุนนางทั้งหลายต่างคะนึงถึงอาหารจานนี้ยิ่งนักเมื่ออาหารถูกยกออกมา สายตาของขุนนางจ้องไปที่อาหารจานนี้ไม่วางตาไม่มองไปทางอื่นอีกเลย
จ้าวซีเหอเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มพร้อมกับเอ่ยอย่างเบิกบานใจ“ดูท่าขุนนางทุกท่านจะคิดถึงอาหารจานนี้เสียเหลือเกิน เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกท่านได้สมปรารถนา!”
ขันทีนำอาหารไปวางไว้ตรงหน้าทุกคนแสงไฟส่องกระทบลงมาที่ขาหมูสีขาวจนเป็เงาวาว ขาหมูกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา
ออกแรงใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาลองชิมหนึ่งชิ้นขาหมูทำออกมาได้ดียิ่ง นุ่มหวานไม่เลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
เฉินอวี้คีบอาหารที่วางอยู่ตรงหน้านำเข้าปากไม่หยุด
ขุนนางทั้งหลายอิ่มแปล้ไปตามๆ กัน ตอนนี้ทุกคนอยากให้กระเพาะของตัวเองใหญ่ขึ้นอีกสักเล็กน้อยเพื่อที่จะได้ทานได้มากกว่านี้
ตอนอยู่ที่แคว้นองค์ชายเอ่อร์ตั้นไม่เคยลิ้มรสอาหารที่เลิศรสถึงเพียงนี้มาก่อนเลย แม้จะปากแข็งทว่ามิอาจทนต่อความล่อตาล่อใจของอาหารได้ เขาหันไปมองพ่อครัวที่พามาด้วยท่าทางเช่นนี้ขององค์ชายยิ่งทำให้พ่อครัวจากต่างแคว้นรู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีกหลายเท่า
องค์ชายเอ่อร์ตั้นมองของหวานที่ถูกยกมาวางตรงหน้าตอนนี้เขาอิ่มจนทานไม่ลงแล้ว จึงได้แต่ยิ้มอย่างอึดอัดกับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน
[1] ผิงกั่ว คือแอปเปิ้ล