“เอ่อ...ท่านรองแม่ทัพขอรับ”บุรุษตรงหน้ารีบยื่นมือมาห้ามเหมือนจะรู้ว่าเขานั้นคิดไถ่ถามอันใดแต่เพราะจำเป็ต้องรู้จึงต้องไถ่ถาม
“ถึงอย่างไรเราก็ต้องรู้ขอรับท่านแม่อย่างน้อยข้าก็ควรจะได้รู้ไปบ้างว่า เขาผู้นั้นเป็ใครและป่วยมานานเท่าใดแล้วอีกทั้งป่วยด้วยโรคประหลาดอันใด ไยท่านแม่ทัพถึงได้ดั้นด้นติดตามหาตัวข้าที่ก็ไร้ชื่อเสียงอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้เพื่อไปทำการรักษาทั้งที่มิรู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่”
“ไยต้องรู้ในยามนี้ไปถึงก็ได้รู้”
เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลอกตาไปมา“จะรู้ช้าหรือเร็วก็รู้เหมือนกันมิใช่หรือขอรับ การที่ข้ารู้เร็วอาการ รู้ระยะเวลาที่ป่วยเร็วเท่าไหร่จะยิ่งเป็การดีกับการคิดหาหนทางช่วยเหลือได้เร็วมิใช่หรืออย่างไร...รู้ช้า เกิดรักษามิได้ข้าก็ยังพอจะได้มีเวลาคิดว่าทำอย่างไร หัวข้ากับท่านแม่จะยังอยู่ที่เดิม มิถูกตัดจนแยกห่างจากกัน”กล่าวออกไปแล้วเก้าเทียนรุ่ยก็เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้ จะยกมือปิดปากในตอนนี้ก็มิทันแล้วก็เลยได้แต่กลอกตาและถูกมือท่านแม่เพื่อบอกให้ท่านใจเย็นที่สุด
“ข้ารู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็ผู้ที่มีความสำคัญมาก...มิเช่นนั้นคงจะมิทำให้ท่านที่เป็ถึงรองแม่ทัพจะต้องมาเชิญข้าด้วยตนเอง...ถึงแม้จะมิเต็มใจที่จะมาก็ตาม”หากมิใช่ว่าเร่งรีบให้ไปทำการรักษาและปรุงอาหารให้คนผู้นั้นได้กินเพื่อจะได้ให้หายจากการเจ็บป่วยโดยเร็วละก็...ท่านรองแม่ทัพคงจะมิยินยอมทำตามความ้าของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้หรอกนะ
อย่างไรนะหรือ...ครั้งแรกจะพาเก้าเทียนรุ่ยผู้นี้ไปเพียงลำพังนะสิหากเมื่อเขายืนยัน...นอนยัน อย่างไรก็มิยอมไป หากมิพาท่านแม่และข้าวของทั้งหมดไปด้วยจากที่ต้องเดินทางกันเลยก็ต้องรอคอยเพื่อจัดเตรียมรถม้าและรถที่สามารถพาผักของเขาไปด้วยนะสิ
“เหลียนซีฮัน...เสวียนลิ่วหลาง”
“มีอันใดหรือขอรับท่านแม่”ยังมิทันจะสิ้นวาจาของรองแม่ทัพ ท่านแม่ก็ใบหน้าซีดเผือดแล้ว เหมือนอยากจะพูดอันใดกับเขาหากก็มิกล้าหรืออาจจะใและหวาดกลัวเกินกว่าจะกล่าวออกมา
หากเก้าเทียนรุ่ยคิดมิผิด นามที่ถูกกล่าวถึงดูท่าจะเป็บุรุษ...ที่น่าจะเป็บุรุษที่มีความสำคัญยิ่ง
“ท่านแม่เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เขาผู้นั้นเป็ใคร...มิต้องกลัวขอรับ หากเรามิทำสิ่งใดผิด เขาก็เอาผิดเรามิได้” ก็กล่าวไปอย่างนั้นเองแหละด้วยรู้ว่าสำหรับบางคนแล้ว...อำนาจอยู่ในมือ จะทำอันใดก็ทำได้ทั้งนั้น ชีวิตตนเองคือที่สุดส่วนชีวิตผู้อื่นนะหรือ...ก็แค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น จะเป็จะตายไม่มีค่าให้สนใจ
“เกิดอันใดขึ้น”ด้วยว่าท่านแม่ยังมิทันจะได้กล่าวอันใด ด้านนอกรถม้าก็มีเสียงดังขึ้น ทำให้เก้าเทียนรุ่ยรีบยื่นมือออกไปเปิดผ้าม่านออกดูก็เหมือนจะพบว่ามิมีสิ่งใดผิดปกติไป
“ท่านแม่รอในนี้นะขอรับข้าจะลงไปดูว่าด้านล่างนั้นเกิดเื่อันใดขึ้น ”
“อย่าเลยเอ้อร์เอ๋อร์อันตราย”
“มิเป็ไรขอรับตัวข้ายังมีความสำคัญอยู่ ท่านแม่ทัพหน้าตายผู้นั้นมิยอมให้ข้าเป็อันใดไปเด็ดขาด...มิเป็ไรขอรับข้าเอาตัวรอดได้” เก้าเทียนรุ่ยส่งยิ้มให้กับท่านแม่ที่พยายามห้ามมิให้ลงจากรถม้า
“เชื่อใจข้านะขอรับมิว่าเกิดอันใดขึ้น ข้าเอาตัวรอดได้และยังจะพาท่านแม่หนีไปได้ด้วย” มิได้เชื่อมั่นในพลังของตนเองหรอกนะหากเชื่อในบางสิ่งบางอย่างที่คนผู้นั้นให้ติดตัวมากับการมาอยู่อาศัยในร่าง...เก้าเทียนรุ่ย
“ระวังตัวด้วยนะเอ้อร์เอ๋อร์”
เก้าเทียนรุ่ยตบมือผู้เป็มารดาเบาๆ ก่อนจะะโลงจากรถม้าไปหาท่านรองแม่ทัพหน้าตายที่ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมรับมือกับเื่มิขาดฝันเขากวาดตามองไปยังทหารผู้ติดตามที่หากจำมิได้ เมื่อแรกเริ่มเดินทางกันมีประมาณห้าคนหากตอนนี้เหลือเพียงแค่สี่ เขายังมิทันจะได้ไถ่ถามสิ่งใดต่อก็ได้ยินเสียงร้องที่จับทิศทางมิได้ดังมา
“เกิดอันใดขึ้นขอรับท่านรองแม่ทัพ”
“ลงมาทำไมกลับขึ้นไปบนรถม้าเดี๋ยวนี้”
“ลงมาดูเผื่อจะช่วยท่านได้บ้างไงขอรับ” ดูเหมือนว่าใบหน้าและสายตาของท่านแม่ทัพจะมิเกรงกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหากมิใช่เหล่าทหารผู้ติดตามที่ออกอาการละล้าละลัง หันรีหันขวางคล้ายจะหวาดกลัวกับบางสิ่งบางอย่างเป็อย่างมาก
“กลับไปอยู่บนรถม้าอย่าให้ข้าต้องจับเ้าขึ้นไป!”
หากรองแม่ทัพก็มิทันจะได้ทำอย่างที่กล่าวออกมาเสียงร้องจากนายทหารผู้ติดตามก็ดังมาอีกครั้ง คราวนี้ได้เห็นว่ามีเถาวัลย์ซึ่งมีหนามแหลมคมเคลื่อนตัวมาอย่างเร็วและรัดเข้าที่ข้อเท้าของนายทหารผู้โชคร้ายพร้อมกับดึงไปอย่างรวดเร็วเกินที่ว่าใครจะช่วยเหลือได้ทันและยังจะมาจากอีกหลายทิศทางพุ่งตรงมาจุดมุ่งหมายคือทุกคนที่อยู่ในที่นี้ หากเมื่อมาถึงตัวเขากลับหยุดชะงักและรีบหันไปโจมตีผู้อื่นแม้จะสงสัยว่าเป็เพราะเหตุใด หากดูเหมือนว่าจะมีเถาวัลย์บางส่วนพุ่งตรงไปยังรถม้า
“ท่านแม่!” แม้เขาจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้ว หากก็ยังมิทันเถาวัลย์ที่โจมตีม้าและล้อขอรถม้าอย่างรวดเร็วหากโชคดีที่รองแม่ทัพได้ทำการช่วยท่านแม่ได้ก่อนที่ท่านจะตกลงมาได้รับาเ็ ทว่านายทหารที่มาด้วยตอนนี้เหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้น
“แม่มิเป็อันใดเ้าล่ะเอ้อร์เอ๋อร์”
เก้าเทียนรุ่ยรีบล่ะสายตาจากสิ่งที่เห็นไปให้ความสนใจท่านแม่ที่ตอนนี้หวาดกลัวจนตัวสั่นแม้จะพยายามข่มกลั้นความกลัวที่มีอยู่ หากในดวงตาก็ยังเต็มไปด้วยน้ำตาและใบหน้าก็ซีดเผือดด้วยเช่นกัน
“ข้ามิเป็อันใดขอรับ”เก้าเทียนรุ่ยบอกกับผู้เป็มารดาก่อนจะรีบวิ่งไปเก็บดาบที่นายทหารผู้ติดตามทำตกไว้มาถือไว้แขนอีกข้างหนึ่งก็โอบกอดท่านแม่ไว้
“ท่านแม่ยืนอยู่ใกล้ๆ ข้าไว้นะขอรับ เถาวัลย์พวกนั้นดูเหมือนจะมิกล้าเข้าใกล้ข้าสักเท่าใด” เขากระซิบบอกด้วยกลัวว่าเมื่อรองแม่ทัพหน้าตายนั่นได้ยินเข้าแล้วเกิดเข้าใจผิดคิดไปว่าเขาสั่งให้เถาวัลย์พวกนี้มาทำร้ายทุกคนก็เป็ไปได้
“เรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่าเอ้อร์เออร์”
ถึงแม้จะคิดเช่นท่านแม่หากเก้าเทียนรุ่ยก็มิใช่คนใจดำที่จะมิคิดช่วยเหลือผู้อื่น แม้รองแม่ทัพจะฝีมือดีเพียงทว่าถูกโจมตีจากทุกทิศทางและมิยอมให้หยุดพักหายใจเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องเหน็ดเหนื่อยและาเ็อยู่แล้วหากเขามิคิดทำสิ่งใดสักอย่าง คนพวกนี้ต้องตายกันหมดเป็แน่ แล้วจะทำอย่างไรดี
เขาคิดทบทวนถึงครั้งนั้น...ใช้วิธีการใดขอร้องให้ต้นไม้ใบหญ้าช่วยเหลือให้ตนเองและท่านแม่ปลอดภัยแต่เวลาจวนเจียนเช่นนี้ สมองกลับตีบตัน ได้แต่มองทหารและรองแม่ทัพรับมือกับเถาวัลย์เ่าั้โดยมิอาจช่วยเหลือได้
จะให้เื่มันเป็เช่นนี้มิได้มันต้องมีหนทางสิ...เขาจะทำยังไงดี คิดให้ออกสิ...
“ทางซ้าย...ซ้ายของท่านไม่ใช่ซ้ายของข้า” เก้าเทียนรุ่ยรีบบอกไปเมื่อตั้งสติได้แล้วใจสงบมากพอที่หูจะได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านซ้ายของท่านรองแม่ทัพ
“ด้านหลัง...หลังท่านนั่นแหละมาทั้งบนและล่างเลย” แม้จะถูกสงสัย เขารู้ได้อย่างไร หากรองแม่ทัพก็ยังมิคิดไถ่ถาม...ในตอนนี้ด้วยกำลังเร่งจัดการกับเถาวัลย์ตามที่เขาบอกได้จนเกือบจะหมด ยกเว้นเมื่อมันมาพร้อมกันจากหลายทิศทางโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง
“ท่านรองแม่ทัพ!” เก้าเทียนรุ่ยถลาไปจะช่วยอย่างลืมตัวไป จนมิทันได้ระวังเถาวัลย์เส้นหนึ่งที่มาจากด้านหลังรัดท่านแม่และดึงท่านแม่ไปต้นไม้ต้นหนึ่งที่ตอนนี้มีบุรุษร่างเล็กในอาภรณ์สีขาวที่ในมือมีพัดเดินออกมาด้วยท่าทางสง่างามยืนอยู่
“ท่านมีความแค้นใดๆ ที่ต้องสะสางกับท่านรองแม่ทัพก็ทำไป แต่อย่ายุ่งเกี่ยวกับท่านแม่ของข้า...คืนท่านมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยด้วยเพลิงโทสะเมื่อเห็นว่าท่านแม่ถูกเถาวัลย์พวกนั้นรัดจนขยับเคลื่อนกายมิได้
“หือ...หนุ่มน้อยนี่เป็ผู้ใดกัน”
“ข้าจะเป็ผู้ใดมิเกี่ยวกับท่านปล่อยท่านแม่ข้า...อย่าให้ต้องกล่าวซ้ำเป็ครั้งที่สาม มิเช่นท่านศพท่านมิสวยแน่”ตอนนี้โทสะที่มีทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกเหมือนกับว่าในร่างกายมีพลังงานบางอย่างไหลวนเวียนอยู่มันท้าทายความกล้า มันร้อนเร่า มันฮึกเหิม มันพร้อมที่จะสั่งสอนบางคนให้หลาบจำ!
“ช่างน่ากลัวเสียจริง”บุรุษร่างเล็กกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน อีกทั้งใบหน้าก็คลี่ยิ้มระรื่น“ท่าทางเคร่งขรึมและดุดันกลับน่ามองและน่ากิน...มาก”
สายตาของบุรุษร่างเล็กที่มองเขาเต็มไปด้วยความหิวกระหายอีกทั้งเถาวัลย์นั้นรัดท่านแม่จนร่างเล็กบางแทบจะหายไป ก็ยิ่งทำให้เก้าเทียนรุ่ยเกิดโทสะอย่างที่มิอาจระงับไว้ได้
จะแตะใครก็ได้ทั้งนั้นแต่ห้าม...แตะต้องท่านแม่ของเขา!
“ข้ามิคิดว่าเ้าจะกล้าเล่นลอบกัดเช่นนี้...เปียวอัน”รองแม่ทัพที่ตอนนี้าเ็อย่างหนัก มือซ้ายยกขึ้นปาดเืที่ริมฝีปากก่อนจะจับหัวไหล่ด้านขวาที่ตอนนี้มีเืไหลรินออกมาเอ่ยออกมาด้วยความเจ็บแค้น
“เ้าก็รู้มีสิ่งใดบ้างที่ข้ามิกล้า วันนี้ข้าแค่อยากมาเล่นสนุกกับเ้า...นิดหน่อยเท่านั้นเองหากมินึกว่าจะได้เจอ...ของดีเข้า”
“หากมิยอมปล่อยท่านแม่ข้า...ท่านจะได้พบของดีอย่างที่ต้องร้องอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงโหยหวนแน่”แม้จะมิมั่นใจเลยว่าสิ่งที่คิดจะทำร้ายอีกฝ่ายพร้อมกับช่วยเหลือท่านแม่ได้สำเร็จแต่จะมิให้เขาคิดทำสิ่งใดเลยนะหรือ...มิมีทาง เป็ไปมิได้
รอยยิ้มเยือกเย็นแต้มริมฝีปากบางขณะร่างเล็กเดินไปยังรถม้าที่แม้ว่าไม้ที่ล้อจะแตกหักไปบ้างหากก็ยังมิเสียหายจนใช้การมิได้ ภายในมีกล่องที่ใส่ยาไว้หลายชนิดที่เก้าเทียนรุ่ยก็ยังงุนงงอยู่มิน้อยว่ามันช่วยรักษาอะไรก็เขาไม่รู้จักสักนิด
แต่ก็คงจะไม่มีอะไรให้แปลกใจแล้วล่ะก็อยู่ดี ๆ เขาเกิดรู้ว่าผักที่ปลูกไว้หลังเรือน ผลไม้ รวมถึงต้นไม้ใบหญ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปสามารถนำมาปรุงตัวยาที่สามารถรักษาผู้คนให้หายได้หากนั้นก็ยังมิเท่ากับความกล้าที่มิรู้ว่ามันมาจากที่ใด ไม่กลัวว่าจะถูกทำร้ายยามที่เอ่ยปากออกไปว่าสามารถรักษาผู้คนที่ป่วยไข้ให้หายได้ ยังดีที่ทุกคนกินเข้าไปแล้วหายจริง ๆ มิตายอย่างที่ปากพาหาเื่ให้หัวกับตัวขาดจากกัน
เมื่อได้ยาที่้าแล้วเก้าเทียนรุ่ยก็นำไปมอบให้กับท่านรองแม่ทัพและนายทหารที่เหลืออยู่อีกสองคน“หากอยากพาข้าไปทำการปรุงอาหารให้กับนายของท่าน ก็กินยานี่พร้อมกับผักในรถสักสองสามต้น...มินานเืก็หยุดพลังก็จะฟื้นคืนด้วยเช่นกัน ส่วนบุรุษผู้นั้น ข้าจะเป็คนจัดการเอง...กล้าจับท่านแม่ของข้าไปฮึ...ต่อให้ร้องอ้อนวอนจนเสียงขาดหาย ก็อย่าหวังว่าข้าจะปรานี”
“ประมาณตนหน่อยคุณชายเอ้อร์อย่าให้ข้าต้องเป็คนฝังท่านก่อนจะได้ไปทำการรักษานายของข้า”
หากเก้าเทียนรุ่ยกลับส่งยิ้มหวาน...เพียงแค่ปากมิใช่ดวงตาที่มันร้อนผ่าวไปให้กับท่านรองแม่ทัพ
“ท่านนั่นแหละเงียบปากไปเลย เอาตัวเองให้รอดก่อนจะมาดูแลผู้อื่นเถอะ”
เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยกับรองแม่ทัพอย่างเอือมระอาบางคนมิได้แสดงออกว่าตนเองเก่ง หากก็มิใช่ว่าจะไร้ฝีมือ เพียงแค่รู้จักเก็บงำมันเอาไว้เท่านั้นแหละอย่างเช่นเขานี่ไง...หากฝ่ายตรงหน้ามิจับตัวท่านแม่ไป มีหรือที่เขาจะดึงเอาพลังที่ก็มิรู้ว่ามันมาได้ยังไงอีกทั้งหากมิถึงยามคับขันก็มิอาจเรียกออกมาใช้ได้นั่นออกมาใช้ มิอยากให้ผู้อื่นรู้ว่ามีฝีมือเพราะนอกจากจะมันมิมีประโยชน์แล้วอาจจะเป็เื่มิดีกับเก้าเทียนรุ่ยด้วย
“ข้าว่าท่านแม่คงมิอยากเห็นเหตุการณ์ที่มันเหมือนครั้งนั้นซ้ำอีกครั้ง...หลับตานะขอรับเดี๋ยวลูกคนนี้จะไปรับท่านแม่กลับมาเอง” ถึงท่านแม่จะหวาดกลัว แต่เมื่อได้สบกับสายตาบุตรชายผู้นี้ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นใบหน้าที่แม้ตอนนี้ตรงหน้าคือเื่ร้ายแรงอย่างมากหากก็ยังคงยิ้มได้ กับวาจาที่เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนมันจะปัดเป่าความหวัดกลัวที่มีของท่านแม่ออกไปได้
“ข้าให้โอกาสท่านอีกครั้งปล่อยท่านแม่ของข้า”
“เ้าไปค้นพบบุรุษหนุ่มหน้าอ่อนผู้นี้มาจากที่ใดกันชิงชวนวาจาช่างโอหังยิ่งนัก เ้าคงมิว่านะ หากข้าจะช่วยสั่งสอนว่าสิ่งใดควรกล่าวสิ่งใดมิควรกล่าว”
เก้าเทียนรุ่ยหัวเราะเล็กน้อยพลางยกเรียวปากข้างหนึ่งขึ้นเขามองสบสายตากับท่านแม่อีกครั้งและหลับตาลง...
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องปรับตัวบางอย่างมิเคยเป็ก็ต้องหัดเรียนรู้...ด้วยตนเอง ในพลังยุทธ์อย่างผู้อื่นมิมี ก็ต้องใช้ความคิดเป็ตัวกำหนด...
เก้าเทียนรุ่ยหลับตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเชื่องช้าเพื่อรวบรวมสมาธิที่มันกระจัดกระจายออกไปให้เป็หนึ่งเดียว...เมื่อลืมตาขึ้นเขามิรู้เลยว่าในดวงตานั้นได้เปลี่ยนจากสีดำเป็เขียวเข้ม รอบดวงตาก็เช่นกัน
เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยเสียงแ่เบาหากเต็มไปด้วยความหนักแน่นและเว้าวอน...‘ใบหญ้าน้อยเ้าเอ๋ย มันผู้นั้นทำร้ายดวงใจของข้าเ้าจัดการให้ข้าได้หรือไม่’
เขาอดที่จะยกริมฝีปากข้างหนึ่งขึ้นมิได้เมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างคาดมิถึงของบุรุษในชุดขาว
ดูถูกผู้อื่นว่าคงมิมีใครเก่งเช่นตนเองแล้วเป็อย่างไรเล่า ถึงมิาเ็ด้วยว่าวรยุทธ์สูง จึงสามารถหนีขึ้นที่สูง เลยมิถูกใบหญ้าที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเปลี่ยนตัวเองให้มีปลายที่แหลมคมตำเท้าหากนี่เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะผู้ที่เป็นักปรุงอาหารเลิศรสเช่นเขาผู้นี้ยังมีเื่สนุกกับเ้าได้ลิ้มลองอีกเยอะ!
“เ้าสั่งให้เถาวัลย์พวกนี้เล่นงานรองแม่ทัพกับทหารที่ติดตามมาข้ามิว่า แต่ท่านล้ำเส้นจับเอาตัวแม่ข้าไป ตอนนี้ข้าขอท่านแม่ข้าคืน...” เก้าเทียนรุ่ยยื่นมือออกไปแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนหากขณะเดียวกันก็...เยือกเย็น “พาตัวท่านแม่มาให้ข้า...จับบุรุษผู้นั้นให้ห้อยหัวลง”
“เ้า!”
อึ้งละสิ...คิดมิถึงใช่ไหมว่าเขาผู้นี้จะสามารถขอร้องให้เถาวัลย์พวกนี้ช่วยเหลือได้อย่าว่าแต่บุรุษผู้นั้นเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอึ้งไปเหมือนกัน ใครจะคิดล่ะว่ามันจะเป็ไปได้...มิใช่เพียงแค่คุยกับต้นไม้พวกนี้รู้เื่แต่ยังสามารถขอร้อง...มิได้สั่งเลยนะ แต่เป็การขอร้องด้วยวาจาที่อ่อนโยนหากก็มีความเข้มแข็งให้พวกเขาช่วยเหลือได้
“ท่านแม่เป็อย่างไรบ้างขอรับเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เก้าเทียนรุ่ยปรายสายตาเข้มดุไปยังบุรุษชุดขาวก่อนจะจับไปตามตัวท่านแม่ดูว่ามีาแหรือไม่หากว่าแค่มีรอย...เืไหลออกจากตัวแม่หยดเดียว ขาจะมิวันให้อภัยบุรุษตรงหน้าแน่หากเพื่อเป็การแก้แค้นให้กับท่านแม่ เขาก็เลยบอกกล่าวให้เถาวัลย์เ่าั้เหวี่ยงบุรุษชุดขาวไปมาอยู่หลายรอบที่ล้วนแล้วแต่กระแทกเข้ากับต้นไม้ทุกครั้ง
“เ้าเป็ผู้ใดกันทำไมถึงได้สั่งเถาวัลย์พวกนี้ได้”
“ข้าเป็ผู้ใดมิสำคัญ หากข้าเตือนเ้าแล้ว หากเ้าก็มิยอมฟัง ตอนนี้ก็รับกรรมที่ตนเองทำเอาไว้เถอะ”เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยอย่างมิสนใจเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปและเจ็บใจของบุรุษชุดขาวที่มินานก็เปลี่ยนเป็อ้อนวอนขอให้เขารีบปล่อยเมื่อเห็นว่ามิอาจสู้ได้
“ท่านรองแม่ทัพไหวแล้วใช่ไหมเช่นนั้นเราก็เดินทางกันต่อเถอะ...เราไปกันเถอะขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยรีบประคองท่านแม่ไปยังรถม้าที่น่าจะยังพอให้ท่านแม่นั่งไปได้โดยมิสนใจบุรุษผู้นั้นเลย
“มัวแต่งุนงงอันใดกันรีบไปกันได้แล้ว...อ๋อ อย่าลืมรถใส่ผักข้าด้วยนะ” เก้าเทียนรุ่ยสั่งความด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงก่อนจะเอนตัวลงนอนวางศีรษะลงบนตักท่านแม่และหลับตาลงหากยังมีสติพอรู้ว่าท่านแม่กล่าวสิ่งใด...
“ท่านรองแม่ทัพรีบเดินทางเถอะเ้าคะ ระหว่างนี้เอ้อร์เอ๋อร์จะต้องพักผ่อนเอาแรง” แล้วมือเล็กนุ่มข้างหนึ่งก็วางทาบบนสองมือของบุตรชายที่วางอยู่บนหน้าอกอีกมือก็ลูบขมับเก้าเทียนรุ่ยเบา ๆ
อา...สบายจัง
“ท่านแม่อย่าลืมบอกให้พวกเขาเตรียมอาหารที่อร่อยๆ มาให้ข้าด้วยนะขอรับ” ตอนนี้เขาขอหลับก่อนละ มิไหวแล้ว...เหนื่อยมากถึงมากที่สุด