(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 21 : กระบี่ผ่าสมุทร

    ท่าทางของหยางเทียนยามนี้เต็มไปด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายเป็นที่สุด จังหวะการเดินออกของมันมองไปคล้ายไม่เร็วและไม่ช้า ผ่านไปเพียงครู่คนพลันมาถึงหน้าศิลาทดสอบพลังพร้อมยื่นมือตนเองออกไปเพื่อแตะศิลาทดสอบพลัง
    ก่อนที่มือของเด็กน้อยจะทันได้แตะศิลาทดสอบพลัง กลับเกิดเสียงรุนแรงสายหนึ่งดังรอดออกมาจากปากของคนผู้หนึ่ง “หยุดมือเดี๋ยวนี้เจ้าเด็กชั้นสวะ เจ้าไม่มีสิทธิในการทดสอบพลังเพื่อรับทรัพยากรของตระกูลหยาง” หยางเทียนพลันหยุดมือตนเองกะทันหันพร้อมมองไปยังทิศทางของเสียงที่สั่งห้ามไม่ให้ทดสอบ เมื่อมองไปถึงต้นตอขอเสียงนั้นกลับพบกับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ยืนขึ้นอยู่ในตำแหน่งที่นั่งของผู้อาวุโสแห่งตระกูลหยาง ชัดเจนว่ามันจะเป็นผู้ใดอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากหยางหลงผู้อาวุโสลำดับแห่งตระกูลหยาง ทั้งยังเป็นผู้ใดที่มีความแค้นต่อกันในยามนี้
    “เหตุใดข้าจึงทดสอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่านี่เป็นการทดสอบที่ให้ตัวตนที่เป็นดั่งรุ่นเยาว์ของตระกูลที่อายุ12ถึง15ปี สามารถเข้าทดสอบได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้นมิใช่หรือขอรับท่านอาวุโสหยางหลง” หยางเทียนตระโกนก้องกล่าวถามออกด้วยใบหน้าอันใสสื่อดั่งเด็กผู้ไม่ประสา
    “หึ! เจ้าเด็กสวะ ตัวเจ้านั้นชัดเจนแล้วว่าเป็นเพียงเด็กที่ถูกอาวุโสลำดับที่ห้าเก็บมาเท่านั้น ไหนเลยจะนับว่าเป็นคนของตระกูลหยางได้กัน อักทั้งบุคคลที่ไม่ได้มีสายเลือดแห่งตระกูลข้าไหลเวียนอยู่ มันผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมที่จะได้รับทรัพยากรจากตระกูลหยาง” หยางหลงยังตระโกนออกด้วยน้ำเสียงอันโกรธกริ้วเป็นหลัก ทั้งยังเจือปนพลังลมปราณแห่งดินแดนหลอมรวมลมปราณเข้าไปในน้ำเสีย ทำให้ห้องโถงกลางของตระกูลหยางในยามนี้เกิดลมปลิวพัดไปทั่วสารทิศ
    “ถ้าเช่นนั้นข้าขอบังอาจถามสักคำถามแก่ท่านอาวุโสหยางหลงได้หรือไม่ หากท่านตอบข้าอย่างชัดถ้อยชัดคำได้ละก็ ข้าหยางเทียนจะไม่รับการทดสอบนี้ ทั้งยังจะขอรับบทลงโทษต่อตำหนักลงทัณฑ์แห่งตระกูลหยางจากการล่วงเกินผู้อาวุโสในยามนี้ด้วย” คำกล่าวของหยางเทียนยามนี้นั้นกล่าวออกอย่างมั่นคง แข็งกร้าวไม่แพ้ตัวของหยางหลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งใบหน้าของเด็กยังมีประกายตาที่มุ่งมั่น ไม่ยอมโอนอ่อนให้ผู้ใดอย่างสิ้นเชิง “หึ ! ข้าไม่จำเป็นต้องฟังและตอบความใดใดแก่เด็กน้อยชั้นสวะตรงหน้าแม้แต่น้อย ไม่มีสิทธิทดสอบก็คือไม่มีสิทธิ์สอบ” คำกล่าวดั่งประกาศิตสวรรค์ดังออกมาจากปากของหยางหลงอีกครา อีกทั้งใบหน้ายามนี้ของมันประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันไปสู่เด็กน้อยผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาทดสอบพลัง
    ในใจของหยางเทียนยามนี้พลันบีบรัดแน่นไปด้วยเพลิงแห่งโทสะ เนื่องด้วยเห็นได้ชัดว่าตัวของผู้อาวุโสลำดับสามแห่งตระกูลหยางยามนี้นั้น แน่ชัดแล้วว่าต้องการกลั่นแกล้งมัน ทั้งจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวนี้กลับไม่ปล่อยให้ตัวมันมีโอกาสหาหนทางรอดได้เลยแม้แต่น้อย ขณะที่หยางเทียนกำลังสบถด่าต่อหยางหลงภายในใจมันนั้น คนพลันเปิดปากกล่าวออกต่อทุกผู้คนในห้องโถงแห่งนี้ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอกล่าวคำถามนี้ต่อทุกผู้คนแทนแล้วกัน ข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสลำดับที่สองแห่งตระกูลหยางเรานั้น ชั่วชีวิตไม่ได้ตบแต่งภรรยา อีกทั้งการที่ไม่ได้ตกแต่งผู้ใดย่อมไม่มีทายาทสืบต่อ จนเมื่อ10ปีก่อน ผู้อาวุโสลำดับสองได้รับเด็กผู้หนึ่งเข้าเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งยามนี้ยังชัดเจนว่าตัวมันนั้นรับทรัพยากรของตระกูลหยางได้ไม่มีปัญหา” “แล้วเหตุใดตัวข้าที่เป็นบุตรบุญธรรมของมารดาข้าหยางซูผู้เป็นหนึ่งในสายเลือดของตระกูลหยาง ถึงแม้จะเป็นเพียงหญิงรับใช้ในตำหนักท่านหยางจ้าว แต่ตัวของผู้เป็นบุตรบุญธรรมของนางก็ยังนับว่าเป็นคนในตระกูลหยางแล้วครึ่งหนึ่ง กลับไม่มีสิทธิ์ทดสอบพลัง อีกทั้งยังไม่มีสิทธิ์ได้รับการทรัพยากรของตระกูลอีกเสียอย่างนั้น นี่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งข้าหรือไม่” หยางเทียนยามนี้กล่าวออกต่อผู้คนด้วยคำพูดชัดถ้อยชัดคำอย่างที่สุด ทั้งแต่ละคำมันยังเป็นการกล่าวเพื่อปิดทางรอดแก่หยางหลงด้วยอย่างเห็นได้ชัด
    “ จะ จะ. . . เจ้า ตัวตนชั้นสวะอย่างเจ้าทั้งยังเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของหญิงรับใช้เท่านั้น ไหนเลยจะเปรียบดั่งตัวตนของบุตรบุญธรรมของอาวุโสลำดับสองได้กัน เจ้ายังกล้า. . .” คำกล่าวของหยางหลงยามนี้เต็มไปด้วยน้ำเสียงโทสะทั้งผสมไปด้วยความตระหนก เนื่องด้วยมันไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยตรงหน้ามัน หลังจากถูกปิดทางเอาตัวรอดแล้ว กลับยังหาหนทางไปได้อีก
    ทั้งหนทางที่หยางเทียนได้สร้างเพื่อเอาตัวรอดนั้น ถึงกลับเป็นการกล่าวต่อหน้าธารกำนัล ทั้งยังเอ่ยออกด้วยคำถามที่ว่าผู้อาวุโสอย่างมันใช่นิยมชมชอบการกลั่นแกล้งผู้เยาว์ผู้หนึ่งหรือไม่อีกด้วย แต่ในขณะที่มันกล่าวออกต่อหยางเทียนไม่ทันจบนั้นเอง กลับมีเสียงทรงพลังผู้หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะตัวมันกะทันหัน
    “พอได้แล้วหยางหลง เจ้ากลับยังเปิดปากออกและต้องการทำให้ตระกูลหยางเราขายหน้าต่อผู้คนให้ได้เลยใช่หรือไม่” คำกล่าวรุนแรงนี้ดังออกมายังทิศทางตำแหน่งที่นั่งของหัวหน้าตระกูลทั้ง 5 ชัดเจนแล้วว่าย่อมต้องเป็นของหยางลู่จิวหัวหน้าตระกูลหยางอย่างไม่ต้องสงสัย หลังได้ยินคำ หยางหลงพลันกลืนคำกล่าวต่อว่าเด็กน้อยไปในทันที ทั้งยามนี้ใบหน้ามันกลับประดับไปด้วยความบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุดอีกด้วย เนื่องจากการที่หัวหน้าตระกูลปรามาสมันนั้นหากอยู่ในที่ลับตาคนย่อมไม่เป็นไร แต่ในยามนี้กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ที่แห่งนี้มีผู้คนจากตระกูลน้อยใหญ่มากมาย อีกทั้งตัวมันนั้นมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน การโดนปรามาสเช่นนี้ไม่คล้ายกับเป็นการตบหน้ามันอย่างแรงให้ผู้คนได้ชมหรือย่างไรกัน “เด็กน้อยรับใช้จากตำหนักอาวุโสลำดับที่ห้าเอ๋ย จงทำการทดสอบต่อไปเสีย อย่าได้ทำให้เสียเวลามากไปกว่านี้” คำกล่าวจากหัวหน้าตระกูลหยางชัดเจนว่าเป็นการอนุญาตต่อตัวหยางเทียนให้มีสิทธิ์ทดสอบแล้ว “ขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูลที่เมตตา” หยางเทียนกล่าวขอบคุณออกไปด้วยความซาบซึ้งเป็นส่วนหลักในน้ำเสียง
    “ท่านหยางลู่จิว แล้วท่านจะต้องเสียใจ หึ! เด็กน้อยชั้นสวะที่ไม่สามารถทะลวงระดับพลังสู่ขั้นที่สองได้นี้นั้น ทดสอบไปก็ไม่มีทางมากกว่าพรสวรรค์สีเทาแห่งปุถุชนอย่างแน่นอน” หยางหลงยามนี้พลันกัดฟันสบถอยู่อยู่ในใจ
    เป็นเวลาเดียวกันกับที่ยามนี้หยางเทียนพลันไม่กล่าววาจาใดออกมาอีก คนพลันเร่งยื่นมือเข้าแตะศิลาลมปราณอย่างรวดเร็วเนื่องด้วยมันเกรงว่า หยางหลงจะเกิดบ้าคลั่งจากการโดนหยุดโดยหัวหน้าตระกูลแล้วพุ่งตรงเข้ามาหยุดมัน

    ทันทีที่มือของหยางเทียนแตะลงบนศิลาทดสอบพลังนั้น พลันบังเกิดแสงจากศิลาขึ้นเจิดจ้าไปทั่วโถงกลางแห่งตระกูลหยาง แต่คราวนี้กลับไม่ใช่แสงสีขาวที่มารดาเป็นผู้บอกแก่ตัวเด็กน้อยในยามเก่าก่อนอีก กลับกันมันปรากฏจุดแสงออกมาทุกสีเสียอย่างนั้น ประกอบไปด้วย ขาว เทา เขียว ฟ้า ม่วง ทอง ชาด ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดศิลาทดสอบพลังพลันระเบิดออกอย่างรุนแรง ทุกอย่างในห้องโถงกลางพลันกลับกลายเป็นเงียบงันขึ้นมาเสียอย่างนั้น เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ศิลาทดสอบพลังได้ระเบิดออกนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่อย่างใด ทั้งกลับแสงสีที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆเมื่อสักครู่ทำให้ผู้คนไม่สามารถหาเหตุผลมาบอกกล่าวได้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ ยามนี้ผู้คุมการสอบพลันส่งสายตาไปยังหยางลู่จิวหัวหน้าตระกูลของมันเพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้ “เนื่องจากศิลาทดสอบพลัง เกิดความเสียหายขึ้นจากการถูกใช้ออกอย่างยาวนาน พรสวรรค์ของเด็กน้อยผู้นี้นับว่ายังไม่มีใครทราบว่าอยู่ระดับใด หลังจากจบการทดสอบพลังนี้ เด็กน้อยรับใช้ตำหนักอาวุโสลำดับที่ห้าเจ้าจงมาพบข้าที่ตำหนักหัวหน้าตระกูลด้วย”
    หยางลู่จิวกล่าวคำออกกะทันหันเพื่อไขข้อสงสัยแก่ทุกผู้คนในห้องโถงนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานพร้อมแฝงด้วยลมปราณลึกล้ำสายหนึ่ง ชัดเจนว่าลมปราณสายนี้ลึกล้ำกว่าของผู้อาวุโศลำดับสามหยางหลงไปไกลห่างยิ่งนัก
    ภายในใจของหยางหลงเต็มไปด้วยโทสะ เนื่องด้วยมันคาดคิดไว้อยู่แล้วว่าที่หยางเทียนไต่ระดับพรสวรรค์ไปเรื่อยๆจนกระทั่งศิลาทดสอบพลังระเบิดนั้น แน่ชัดแล้วว่าเป็นเพราะความผิดพลาดของตัวศิลาทดสอบพลังเอง แต่หากตัวมันกลับอยากให้หยางเทียนทดสอบระดับพลังจนเกิดแสงสีเทาหรือขาวขึ้นเพื่อให้ตัวตนของเด็กน้อยนี้กลายเป็นตัวตลกกลางห้องโถงกลางไป
    “ข้าน้อยทราบแล้ว” เด็กน้อยเอ่ยวาจากล่าวตอบต่อผู้เป็นหัวหน้าตระกูลของมันในยามนี้ ทั้งวาจาและกริยาเต็มไปด้วยความนอบน้อมถึงขีดสุด
    หากแต่ยามนี้เองที่หยางลู่จิวพันพยักหน้าตอบกลับด้วยใบหน้าอันราบเรียบ พร้อมทั้งมองไปยังผู้คุมการทดสอบดั่งเป็นการบอกกล่าวให้เริ่มการทดสอบต่อไปเสียที ผู้คุมสอบพลันจับได้ถึงความนัยทางนสายตาของหัวหน้าตระกูล คนพลันเร่งกล่าววาจาออกด้วยเสียงดังกล่าววาน เพื่อให้ผู้คนทั่วทั้งห้องโถงได้ยิน
    “การทดสอบพลังในพรสวรรค์จบลงเพียงเท่านี้ ต่อไปจะเป็นการประลองระหว่างรุ่นเยาว์เพื่อทดสอบสติปัญญา พละกำลังกาย และลมปราณ หากแต่ปีนี้จะพิเศษเสียหน่อยเนื่องด้วยผู้ที่สามารถคว้าชัยชนะจนได้ยืนในตำแหน่ง 5 อันดับแรกนั้น นอกเหนือจากการได้รับผลึกลมปราณระดับกลางเพิ่มแล้ว ยังจะได้ผลึกลมปราณระดับสูงเพิ่มด้วยลำดับละ1ก้อน ทั้งอันดับหนึ่งในครั้งนี้ยังจะได้รับกระบี่ระดับหลอมรวม “กระบี่ผ่าสมุทร” อันเป็นกระบี่ที่เคยสร้างชื่อให้กับท่านหัวหน้าตระกูลหยางลู่จิวเมื่อยามก่อนอีกด้วย”

    ครั้นเมื่อเสียงของผู้คุมการทดสอบกล่าวจบไป พลันบังเกิดเสียงดังขึ้นจากฝูงชนอย่างอดไม่ได้ เนื่องด้วยแค่เพียงสิ่งของอย่างผลึกลมปราณระกลางก็นับได้ว่ามีราคาที่แพงอย่างมากแล้ว หากแต่การแจกผลึกลมปราณระดับสูงนั้นกลับเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่าผลึกระดับกลางอย่างเทียบไม่ติด อีกทั้งต่อให้เป็นตัวตนอย่างผู้อาวุโสแห่งตระกูลหยางยังมีสิทธิ์รับได้เพียงปีละหนึ่งก้อนเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงตัวตนเพียงผู้เยาว์ผู้หนึ่ง แค่ผลึกลมปราณระดับกลางก็พอจะทำให้พวกมันทั้งหมดดวงตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นได้แล้ว หากกล่าวว่าตัวตนอย่างผลึกลมปราณระดับสูงนับว่าตกใจอย่างมากแล้วนั้น กลับปรากฏสิ่งของอันน่าตื่นตะลึงอีกหนึ่งอย่าง เนื่องด้วยตัวตนอย่างกระบี่ผ่าสมุทรคือสิ่งใดกัน มันคือกระบี่ชั้นหลอมรวมปราณ เป็นยอดกระบี่อันดับหนึ่งของตระกูลหยางในยามก่อน ทั้งยังประกอบไปด้วยลักษณ์แห่งธาตุน้ำที่รุนแรงส่งเสริมการใช้ออกพร้อมกับลมปราณโคจรสมุทรเป็นที่สุดอีกด้วย อีกทั้งหากนำกระบี่ผ่าสมุทรมาเปรียบกับผลึกลมปราณระดับสูงแล้วนั้น ตัวกระบี่นี้หนึ่งเล่มกลับสามารถแลกผลึกลมปราณระดับสูงได้ถึง10ก้อนเลยทีเดียว “พี่ลู่จิว หากท่านต้องการจะยกกระบี่ข้างกายท่านให้แก่บุตรีของตนนั้น เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยากกันเล่า” กู่เลี่ยงหรงที่ข้างกายของหยางลู่จิวกล่าวออกด้วยใบหน้าแย้มยิ้มพร้อมแฝงความเป็นนัยไปในคำพูดของมัน
    “หากข้าต้องการจะยกกระบี่ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างชื่อให้กับข้ามามากมายต่อผู้เป็นบุตรสาวข้าละก็ ข้าก็อยากจะให้นางพยายามเพื่อให้ได้มันมา ไม่ใช่การมายืนรับมันต่อหน้าข้าอย่างง่ายดาย ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อรุ่นเยาว์ในตระกูลข้าอีกด้วย” หยางลู่จิวชัดเจนว่ากล่าวออกด้วยท่าทางปลอดโปร่งเป็นที่สุด ทั้งใบหน้ามันยามนี้ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นสายหนึ่งยามมองไปยังบุตรสาวของตนอย่างมิได้คลายออก
    “ท่านนี่ช่างแผนการยิ่งนักพี่ลู่จิว เห็นได้ชัดว่าบุตรสาวของท่านนั้น จากที่ข้าได้ตรวจสอบพลังของนางแล้วกลับน่าตกตะลึงกว่าพรสวรรค์ของนางเสียอีก เด็กน้อยอายุ12ยามนี้กลับทะลวงเข้าสู่ระดับหกแห่งลมปราณแรกกำเนิดได้แล้ว เมื่อข้ามองย้อนกลับไปถึงตัวข้าในวัยเยาว์แล้วนั้น ช่างน่าละอายเหลือเกิน”
    เสียงกล่าวของกู่เลี่ยงหรงดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังเป็นคำกล่าวที่มีความถอดถอนใจออกมาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยตัวเด็กสาวตรงหน้ามันนั้นแข็งแกร่งกว่ามันในวัยเดียวกันไปอย่างเทียบไม่ติด ทั้งตัวมันตอนที่ทะลวงเข้าสู่ลมปราณขั้นที่หกแห่งลมปราณแรกกำเนิดได้นั้นก็เข้าสู่ช่วงอายุ15ปีเข้าไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นตัวมันก็ถูกนับว่าเป็น1ใน5อัจฉริยะแห่งฟ้าอำพัน ครองตำแหน่งร่วมกับ 5 หัวหน้าตระกูลใหญ่ในกาลก่อน
    “อย่าว่าแต่ท่านกู่เลี่ยงหรงเลย กระทั้งพวกเราสามคนอีกทั้งรวมถึงบิดาของเด็กน้อยนี้เองก็ไม่สามารถเทียบนางได้ทั้งนั้นในยามที่มีวัยเท่ากับนาง”
    คำกล่าวนี้ดังขึ้นมาจากหนึ่งในหัวหน้าตระกูลโจว ทั้งยังไม่ใช่คำเกินเลยไปแม้แต่น้อย ส่งผลให้ตัวของหยางลู่จิวนั้นพยักหน้าตามอย่าอดมิได้