กลับมาปัจจุบัน
หลังจากที่เมอร์ลินได้สำเร็จการทะลวงระดับ 7 ของการรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินทางออกจากป่ากลับสู่ที่พักทันที
หลายวันต่อมาพลังระดับ 7 ของการรวบรวมปราณก็เริ่มเสถียรและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพพลังปราณเซียนภายในร่างไหลเวียนราวกับธารน้ำจนสร้างความคุ้นชินให้กับเมอร์ลิน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเขายังคงแวะเวียนไปที่ร้านของมาตินอยู่เสมอ ในครั้งแรกที่เปิดขายน้ำยาเพิ่มพลังเวทย์ผู้คนจำนวนมากได้ให้ความสนใจกับสินค้าตัวนี้ และหนึ่งในนั้นก็คือคนของศาสนจักรแห่งแสงพวกเขาได้ซื้อมันในราคา 400,000 เซนี่ ทันทีที่พวกเขาได้ทดลองใช้พวกเขาก็ได้รับประสิทธิภาพที่น่าพึงพอใจ
พวกเขาใช้มันในการลดระยะเวลาการร่ายเวทย์รักษาระดับสูง ซึ่งแต่เดิมพวกเขาต้องทำการสวดร่ายคาถาถึง 1 ชั่วโมง แต่หลังจากที่พวกเขาได้ใช้น้ำยานี้แล้วระยะเวลาของการร่ายคาถาก็ถูกลดลงมาเหลือเพียง 40 นาทีเท่านั้นมันลดระยะเวลาการร่ายเวทย์ไปถึง 1 ใน 3 ตามที่ได้กล่าวอ้าง
เมื่อข่าวการทดสอบสรรพคุณของน้ำยาชนิดนี้ถูกเผยแพร่ออกไป โลกทั้งโลกกลายเป็สั่นสะท้านผู้คนต่างล่ำลือเกี่ยวกับหัวข้อนี้ข่าวน้ำยาที่มีสรรพคุณลดระยะเวลาการร่ายเวทย์ได้สร้างความสั่นะเืไปทั่วทั้งแผ่นดิน ราชสำนักของอาณาจักรน้อยใหญ่ต่างแตกตื่นกับมัน
ด้วยคำสั่งของเมอร์ลิน เขาได้เตือนมาตินให้ปล่อยสินค้าออกมาขายในจำนวนไม่มากเพื่อเพิ่มคุณค่าของมันและมาตินก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเขานำยาเพิ่มพลังเวทย์ที่มีคุณสมบัติแฝงออกมาขายในจำนวนไม่มาก
นั่นจึงทำให้ตลาดนั้นมีความ้าเป็อย่างยิ่ง กระทั่งบางตระกูลได้ซื้อมันไปเพื่อเกร็งราคาในการขายต่ออีกทอดหนึ่งจนในที่สุดมันถูกนำไปเป็สินค้าในตลาดมืด
ราชสำนักทั้งหลายก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พวกเขาเร่งมาติดต่อกับมาตินเพื่อซื้อขายจำนวนมากในทันที แต่ทว่าพวกเขากลับพบกับความผิดหวังมาตินนั้นถือปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด ด้วยคำกล่าวอ้างถึงผู้ใช้อักขระที่เป็ผู้ผลิตน้ำยาเหล่านี้นั้นไม่สามารถผลิตออกมาได้เป็จำนวนมากๆพวกเขาจึงยอมอ่อนลงและล่าถอยออกไป
เช่นนั้นแล้วพวกเขาจึงมุ่งเน้นในการกว้านซื้อมันให้ได้มากที่สุดแทน
ด้วยความหายากนี้จึงทำให้ราคาของน้ำยาเพิ่มพลังเวทย์เพิ่มสูงขึ้นเพียงเวลาไม่นาน ราคาของมันตกอยู่ที่ขวดละ 1 ไดมอนหรือ 1 ล้านเซนี่แล้ว
เื่นี้ไม่ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าผู้ใช้เวทมนต์เพียงอย่างเดียวแม้แต่ผู้ใช้อักขระคนอื่นๆ ก็เริ่มตื่นที่จะคิดตระหนัก แต่เดิมพวกเขาไม่เคยมีความคิดที่จะใส่ใจกับการปรุงยาเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็ทำให้พวกเขาหันมาใส่ใจกับมันมากขึ้น
พวกเขาไม่คิดเลยว่าการปรุงยานั้นจะสามารถสร้างกำไรมหาศาลและส่งผลถึงขั้นเขย่าแผ่นดินเช่นนี้ กระนั้นนอกจากความร่ำรวยร้านค้าที่ขายน้ำยาแห่งนั้นก็ยังมีอำนาจต่อราชสำนักของอาณาจักรต่างๆอีกด้วย
เหล่าพ่อค้าที่ทำการผูกขาดกับผู้ใช้อักขระแต่ละคนก็เริ่มออกความเห็นบอกกล่าวให้ผู้ใช้อักขระของพวกเขาผลิตสินค้าอย่างน้ำยาเวทย์ออกมาแต่มิคาดว่าการปรุงยาด้วยอักขระเวทย์นั้นไม่ใช่สิ่งง่ายดายความล้มเหลวเกิดแก่พวกเขานับครั้งไม่ถ้วน
จนแล้วจนรอดในตอนนี้ยังไม่มีผู้ใช้อักขระคนใดที่สามารถผลิตน้ำยาที่มีคุณสมบัติแฝงได้เลยแม้แต่คนเดียว
ผู้ใช้อักขระแต่ละคนนั้นสามารถปรุงได้แค่น้ำยาปกติธรรมดาเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาขาดก็คือสูตรอักขระที่ใช้ในการปรุงยา
ทั้งนี้สูตรอักขระในการปรุงยานั้น โดยสามัญแล้วผู้ใช้อักขระโดยทั่วไปจะต้องพากเพียรทดลองสร้างมันขึ้นมาเองหรืออีกอย่างหนึ่งคือได้รับมรดกตกทอดมา
ในการใช้อักขระแต่ละตัวในการปรุงยาพวกเขาจำเป็ต้องใช้ความพยายามเป็อย่างมากทั้งนี้ยังสืบเนื่องเกี่ยวกับฝีมือการควบคุมอักขระของผู้ใช้อักขระแต่ละคนด้วย
หากการควบคุมนั้นไม่เสถียร ผลของการปรุงยานั้นอาจเกิดความล้มเหลวได้ง่ายศาสตร์แห่งการปรุงยาที่ใช้อักขระเวทย์นั้นจึงเป็เื่ที่ยุ่งยากและเป็ศาสตร์ชั้นสูงของสาขานี้
มีข่าวลือเพิ่มเติมออกมาว่าน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ที่ถูกผลิตออกมานี้ถูกปรุงมาจากผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเพราะความล้มเหลวจำนวนมากของผู้ใช้อักขระ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการผลิตน้ำยาที่มีคุณสมบัติที่ล้ำเลิศแบบนี้ได้นั้นจำเป็ต้องเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้านั้นอ่อนแอเกินไปจึงไม่สามารถปรุงมันขึ้นมาได้
ผลอันน่าอัศจรรย์นี้จึงเป็ข้อแตกต่างระหว่างผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าและขั้นสีเขียวยิ่งข่าวลือนี้ถูกแพร่ออกไปชื่อเสียงร้านขายยาของมาตินก็ยิ่งกระจรกระจายยิ่งขึ้น
ผ่านไปไม่กี่เดือนร้านค้าของมาตินนั้นดูมั่งคั่งเป็อย่างมากจนแทบจะเรียกได้ว่ายามนี้ร้านของเขาเป็ร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาร้านขายยาของมาตินนั้นมีผู้มีฐานะสูงส่งในหลากหลายตัวตนเดินเข้าออกร้านอยู่ตลอดเวลา
นั่นเป็เพราะว่ากฎที่เขาได้ตั้งไว้ว่าจะเปิดขายน้ำยาเป็่เวลาและจะขายในจำนวนที่จำกัดเท่านั้น
หลายอาณาจักรจึงได้ส่งตัวแทนเพื่อจัดการซื้อขายอยู่ตลอดยิ่งพวกเขาได้น้ำยามากักตุนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดผลดีต่ออาณาจักรของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น
เมอร์ลินผลิตน้ำยาออกมาเรื่อยๆ เป็จำนวนมาก เขาทำการกักตุนไว้เป็แสนๆ ขวดยิ่งเขาทำการปรุงยามากขึ้นเท่าไหร่ ความเชี่ยวชาญในการใช้อักขระเวทย์ของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เมอร์ลินยังได้รับผลประโยชน์เป็ประจำทุกเดือน จนตอนนี้เขามีเงินเก็บอยู่เป็จำนวนมากเขามีทรัพย์สินที่มากมายจนเกินความจำเป็ในการใช้ของเขาเลยด้วยซ้ำ
แต่อย่างไรเสียเมอร์ลินก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่คนรับใช้ของอาเธอร์เขาจะทำหน้าที่นี้จนกว่าจะบรรลุถึงขั้นก่อลำต้นได้เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะสามารถเรียนรู้เวทมนต์และทำการปกป้องตนเองได้หน้าที่คนรับใช้จึงไม่จำเป็สำหรับเขาอีกต่อไป
ในอนาคตเมอร์ลินตั้งใจจะใช้สถานะพิเศษของผู้ใช้อักขระปกปิดการฝึกพลังปราณเซียนของเขาเขาเชื่อว่าหากการใช้ปราณเซียนแต่เอ่ยในนามของผู้ใช้อักขระผู้คนนั้นจะต้องปราศจากความเคลือบแคลงใจอย่างแน่นอน
ตราบใดที่เมอร์ลินไม่ได้ใช้พลังปราณเซียนให้ผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกได้รับรู้เขาเชื่อว่าเหล่าผู้คนในดินแดนแห่งนี้จะต้องเข้าใจว่ามันเป็พลังของผู้ใช้อักขระอย่างแน่นอนเขา้าสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้คนอย่างสมบูรณ์
วันนี้ก็เป็อีกวันหนึ่งที่แสนจะน่าเบื่อสำหรับเมอร์ลิน มันเป็วันหยุดที่เขาต้องทำหน้าที่คนรับใช้เขาถูกอาเธอร์ลากมาเป็เบ้ในการถือข้าวของในการเกี้ยวสาวของเขา
ในวันนี้เด็กสาวที่อาเธอร์นัดไว้นั้นไม่ใช่จูดี้อีกต่อไปเด็กหนุ่มผู้นี้มีความสามารถเปลี่ยนสาวงามไปได้เรื่อยๆและสาวน้อยในวันนี้เธอคือวินสัน เมรี่ บุตรสาวของดยุดโยเซฟ แห่งอาณาจักรดัชชี
อาเธอร์หลงใหลเด็กสาวผู้นี้เป็อย่างมากและดูว่าสาวน้อยผู้นี้ก็ดูเหมือนจะสนอาเธอร์เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ผ่านมา ด้วยความงามที่ล้ำเหนือดังเทพธิดาใบหน้าของเธอนั้นราวกับรูปปั้นในวิหาร ยามที่เมรี่เดินเคียงข้างอาเธอร์นั้นทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันเป็อย่างยิ่ง
เมอร์ลินเดินตามโดยเว้นระยะห่างจากคนทั้งคู่ไปติดๆ เขาเดินเคียงข้างไปกับเด็กสาวอีกคนหนึ่งชื่อฟรานเธอเป็คนรับใช้ส่วนตัวของเมรี่ซึ่งฐานะของเธอนั้นไม่ต่างไปจากเมอร์ลิน
ฟรานนั้นเป็เด็กสาวผิวสีคล้ำใบหน้าของเธอนั้นหากมองตามเชื้อชาติแล้วเธอนั้นถือว่าเป็เด็กสาวที่งดงามผู้หนึ่ง
พวกเขาทั้งสี่มุ่งหน้าออกจากเมืองวอเดอร์เซี่ยน ทั้งนี้เป็เพราะคำขอร้องจากเมรี่ที่้ายลโฉมทุ่งดอกไม้ที่ตั้งอยู่เลยป่าสนนอกเมือง
อาเธอร์ที่้าคว้าหัวใจของเมรี่ เขาจึงได้ทำตามความปรารถนาของเธอ
เมอร์ลินในตอนนี้เขารับหน้าที่เป็สารถีควบคุมรถม้า
รถม้ามุ่งไปถึงประตูเมืองเมอร์ลินได้แสดงตราสัญลักษณ์ตระกูลอารากอนและตราของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนให้แก่ทหารที่เฝ้ายาม
ทันทีที่ทหารเฝ้ายามตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เปิดทางให้กลุ่มอาเธอร์เดินทางออกจากเมืองในทันที
เมื่อเดินทางเลยผ่านป่าสน รถม้าก็เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ไปถึงทุ่งดอกไม้ที่เมรี่้า
ด้วยความเป็ผู้หญิงที่ชื่นชอบสิ่งสวยงามเด็กสาวทั้งสองเมื่อได้พบเจอกับทุ่งดอกไม้ก็รู้สึกดีใจใบหน้าของพวกเธอนั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
พวกเธอลงจากรถม้าแล้วมุ่งสู่ทุ่งดอกไม้ในทันทีโดยมีอาเธอร์ที่ติดตามไปติดๆ
ฟรานเมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง เธอก็ย่อตัวลงเด็ดดอกไม้ขึ้นมาดมในสายตาของอาเธอร์ ฟรานในยามนี้เธอนั้นงดงามไม่น้อยไปกว่าเมรี่เลย
ส่วนเมรี่ เธอนั้นรู้สึกยินดีเป็อย่างมากที่ได้มาทุ่งดอกไม้ เธอวิ่งลุยทุ่งดอกไม้ไปเรื่อยๆด้วยใบหน้าและรูปร่างที่สวยงามของเธอในยามที่เธอะโโลดเต้นนั้นทำให้เธอดูเหมือนกับเทพธิดาที่กำลังร่ายรำอยู่บน์เธอวิ่งเล่นกลางทุ่งดอกไม้อย่างสนุกสนาน
สายตาของอาเธอร์นั้นจ้องมองไปยังเมรี่ราวกับกำลังต้องมนต์ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขานั้นปรากฎรอยยิ้มอย่างหุบไม่ได้
เมอร์ลินมองภาพเด็กเหล่านี้พรางส่ายศีรษะไปมา
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องของเมรี่
เมรี่หลุบหายไปยังหลุมโพรงที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มดอกไม้อย่างไม่ได้ตั้งตัวเธอหล่นลงไปทั้งที่อยู่ในสายตาของอาเธอร์ด้านเด็กหนุ่มอาเธอร์นั้นรุดเข้าไปหลุมโพรงนั้นทันที
เขาคาดคะเนจากสายตา หลุมโพรงนี้มีปากหลุมที่ไม่กว้างมานักแต่ในเื่ของความลึกนั้นเขาเองก็ไม่สามารถประมาณการได้
“เมรี่ เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” อาเธอร์ะโถามถึงความปลอดภัยของเมรี่
“...”
“ข้า ... ข้าไม่เป็ไร อาเธอร์ช่วยข้าด้วย!” เด็กสาวตอบกลับมาด้วยความหวาดกลัว
“เมรี่ เ้าไม่จำเป็ต้องกังวล รอข้าอยู่ตรงนั้น ข้าจะลงไปช่วยเ้า”
เมื่อได้ยินเสียงของเมรี่แล้ว ก็ทำให้เด็กหนุ่มคลายกังวล เมื่อเมรี่ปลอดภัยเขานั้นสามารถแสดงตนเป็วีรบุรุษเข้าช่วยเธอได้ คิดได้อย่างนั้นอาเธอร์ก็ะโลงไปยังหลุมนั้นทันที
อาเธอร์นั้นเป็ผู้ใช้เวทย์ผู้หนึ่งความสามารถทั้งในด้านวิชาดาบและเวทมนต์ของเขาอยู่ในขั้นยอดเยี่ยมความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้เทียบเท่ากับนักรบของอาณาจักรอารากอนผู้หนึ่งเขาจึงไม่มีความกลัวใดๆ ต่อหลุมโพลงเบื้องหน้า
ฟิ้ว!
ตุ๊บ!
อาเธอร์นั้นร่วงลงมาโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งนั่นหมายความว่าหลุมนี้มีความลึกประมาณหนึ่ง ด้วยความสามารถของเขา เมื่อเท้าของเขาแตะัักับพื้นเขานั้นเพียงเซเล็กน้อยแต่ก็พอตั้งตัวไม่ให้ล้มได้
แต่ดูเหมือนโชคไม่เข้าข้างเขา วีรบุรุษนั้นไม่ได้มีคนเดียวอีกต่อไป
เมื่อเสียงร้องหนึ่งดังมาจาก้า
อ้า!
ตุ๊บ!
เป็เมอร์ลิน เขาร่วงลงมาทับเข้าที่ร่างอาเธอร์อย่างพอดิบพอดี ทั้งสองนั้นล้มอย่างไม่เป็ท่าท่ามกลางสายตาของเมรี่
“หมดกันภาพลักษณ์ของข้า” อาเธอร์อดที่จะสบทออกมาในใจไม่ได้ เมื่อครู่เขายังอยู่ในสภาพที่ดูดีในสายตาของเมรี่แต่หลังจากที่เ้าตัวจุ้นจ้านนี้โผล่ลงมาก็ทำให้เขาอยู่ในสภาพที่น่าอับอาย
อาเธอร์รู้สึกหัวเสียเป็อย่างมากกับผู้ติดตามของเขา
"เ้าบ้าเอ้ย! เ้าจะตามลงมาทำไม" อาเธอร์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
"ข้าแค่้าช่วยพวกท่าน" เมอร์ลินแสร้งตอบอย่างใสซื่อการกระทำนั้นยิ่งอาเธอร์ได้ฟังก็ยินมีน้ำโห
"ข้าเป็ผู้ใช้เวทมนต์ผู้หนึ่ง เ้าเป็เพียงแค่คนธรรมดา มีสิ่งใดที่เ้าสามารถช่วยข้าได้!" อาเธอร์ดุด่าผู้ติดตามของเขาเขานั้นมักกระทำเช่นนี้เป็สามัญอยู่แล้ว
นั่นเพราะเมอร์ลินนั้นติดตามเขามาเป็เวลาหลายปีจึงทำให้เขามักจะคุ้นชินกับการดุด่านี้และดูเหมือนว่าเด็กน้อยเมอร์ลินนั้นก็เหมือนจะไม่ใส่ใจในคำดุด่าของเขานัก
ยิ่งอาเธอร์กร่นด่าไปเท่าไหร่เด็กน้อยก็กลับมีท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
อาเธอร์คาดโทษเมอร์ลินอย่างไม่สบอารมณ์
"ข้าได้บอกกับฟรานแล้ว หากพวกเรายังขึ้นไปไม่ได้ให้นางตามคนมาช่วยทันที" เมอร์ลินตอบกลับด้วยใบหน้าที่ใสซื่อ
"แล้วเ้าจะลงจากตัวข้าได้รึยัง!" อาเธอร์ตวาดเสียงเข้ม เมื่อตอนนี้เมอร์ลินไม่ขยับไปไหนทั้งยังนั่งทับตัวเขาอยู่แบบนี้
"ข้า ... ข้าขอโทษ ข้าขออภัยด้วยท่านอาเธอร์" เมอร์ลินแสร้งตอบอย่างลนลานเขาเองก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้แอบแกล้งทุบตีเ้าเด็กน้อยนี่ได้บ้าง
"พวกเ้าอย่าพึ่งทะเลาะกันลองมาดูนี่สิ" เมรี่ร่ายเวทย์แสงสร้างดวงแสงขึ้นมาในมือของเธอ
เมื่อดวงแสงนั้นส่องสว่างไปเบื้องหน้า พวกเขาก็ได้พบกับทางเดินของโพรงใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งภายในทางเดินใต้ดินนี้ปรากฎกลิ่นอายพลังเวทย์ส่งออกมา
แม้เป็ผู้ใช้เวทย์ระดับเริ่มต้นก็สามารถเข้าใจได้ว่าภายในส่วนลึกของโพรงแห่งนี้จะต้องมีมรดกล้ำค่าซ่อนอยู่
ด้วยความเป็มนุษย์ที่มีความอยากรู้อยากเห็นแน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่อาจห้ามใจ
ทั้งอาเธอร์และเมรี่ดวงตาของพวกเขานั้นส่องประกาย
“ข้าคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปข้างในนั้น... มันดูน่ากลัว” เมอร์ลินแสร้งเอ่ยคำเตือน
อาเธอร์หันกลับมาและแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจ
“ไม่ใช่เื่ของเ้าหากเ้าขี้ขลาดก็กลับขึ้นไปซะ”
เมอร์ลินเมื่อได้ยินดังนั้นก็เงียบไป แต่ภายในใจของเขานั้นกำลังยิ้มเยาะกับการกระทำของอาเธอร์
“เมรี่ เ้าสนใจที่จะเข้าไปสำรวจด้านในกับข้าหรือไม่” อาเธอร์หันกลับไปถามเมรี่ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
เด็กสาวไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงแต่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย แน่นอนว่าเธอ้าที่จะเข้าไปสำรวจด้านในเช่นกันกลิ่นอายของพลังเวทย์ที่ส่งออกมานั้นรุนแรงไม่น้อยไม่แน่ว่าสิ่งที่อยู่ด้านในอาจจะเป็สิ่งของล้ำค่าก็เป็ได้โอกาสที่จะพบกับโชคลาภนั้นไม่ได้มีให้พบบ่อยๆ แล้วเหตุใดเธอจึงต้องทิ้งโอกาสนี้
เด็กหนุ่มอาเธอร์แสดงความกล้าหาญเขาคว้ามืออันนุ่มนิ่มของเมรี่แล้วพาเธอเข้าไปด้านในในทันที
ส่วนเมอร์ลินนั้นก็เดินตามทั้งสองไปอย่างเงียบๆเขาสามารถแสดงละครเป็คนขลาดเขลาได้อย่างแเี และเขาก็ไม่ได้มีเกรงกลัวต่อโพลงแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งสามคนเดินเข้าไปตามทางเดินลึกเข้าไปประมาณ 100 เมตร โพรงทางเดินนี้ไม่ต่างจากโพรงใต้ดินทั่วไป จะมีก็เพียงแต่กลิ่นอายพลังเวทย์ที่กำลังยั่วยวนพวกเขาเท่านั้น
เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พวกเขาพบว่าโพรงแห่งนี้เหมือนมีท่าทีว่าจะไม่มีทางสิ้นสุด เส้นทางนี้ล้วนเต็มไปด้วยความมืดแต่ความมืดเหล่านี้ก็หาได้สร้างความกลัวแก่พวกเขาไม่
ดวงแสงที่มาจากเวทย์ส่องสว่างสองดวงถูกจุดขึ้นโดยเด็กทั้งสองคนนั้นไม่สามารถส่องสว่างให้เห็นโพรงนี้ได้อย่างทั่วถึง แต่เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆ นับ 500 เมตรได้ พวกเขาก็ได้ยินเสียงประหลาดขึ้น
แกร๊บ แกร๊บ แกร๊บ
“อาเธอร์” เมรี่เรียกชื่อเด็กหนุ่มอย่างใ
อาเธอร์นั้นมาจากตระกูลกษัตริย์นักรบเขานั้นถูกฝึกให้มีประสบการณ์การต่อสู้มาไม่น้อย เมื่อได้ยินเสียงเขานั้นเต็มไปด้วยความสุขุมและเยือกเย็นไม่มีท่าทางที่ตื่นกลัวแสดงออกมา
เด็กหนุ่มใช้นิ้วชี้แตะที่ปากตนเองให้เมรี่เงียบนั่นจึงทำให้พวกเขาทั้งสามก็หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
เด็กทั้งสามตกอยู่ในความเงียบงัน
เมื่อพวกเขาตั้งใจฟังเสียงประหลาดอีกครั้งพวกเขาก็พบว่ามันเป็เสียงของฝีเท้า
ฝีเท้านั้นหรือ?
นอกจากพวกเขาแล้วที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่อีก?
เสียงนั้นค่อยๆ เข้าใกล้พวกเขามาเรื่อยๆ ไม่ทันอึดใจ แววตาอันแดงกล่ำก็ส่องสว่างในความมืด
1 คู่ ... 2 คู่ ... 4 คู่ … 8 คู่ ... 16 คู่
จำนวนของพวกมันค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกมันเคลื่อนที่มาใกล้ แสงสว่างของเวทย์ดวงแสงก็เผยให้เห็นรูปร่างของมัน
มันคือ ... ก๊อบลินร่างั์จำนวน 16 ตัวที่มาพร้อมอาวุธหลากหลายชนิด
"บ้าจริง! ที่นี่ไม่ใช่โพรงขุมทรัพย์ แต่มันคือดันเจี้ยน"อาเธอร์กล่าวออกมาอย่างใ
กลิ่นอายพลังเวทย์ประหลาดนั้นไม่ใช่กลิ่นอายของสมบัติล้ำค่า แต่มันเป็กลิ่นอายของดันเจี้ยน
หากที่นี่คือดันเดี้ยน พวกก๊อบลินย่อมไม่มีเพียงแค่ 16 ตัวนี้อย่างแน่นอน
อาเธอร์และเมรี่เมื่อพบศัตรู พวกเขาก็ร่ายเวทย์เตรียมการต่อสู้ในทันที
"จงปรากฏออกมา ผ้าคลุมเวทย์"
ทันใดนั้นร่างของทั้งสองก็เกิดแสงเปร่งประกาย ผ้าคลุมสีแดงก็ปรากฎออกมาคลุมร่างของพวกเขาอย่างน่าอัศจรรย์ ผ้าคลุมสีแดงนั้นแสดงถึงผู้ใช้เวทมนต์ระดับผู้ใช้เวทย์
เมื่อได้สวมใส่ผ้าคลุมเวทย์ร่างของทั้งสองก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมาทันที
เมอร์ลินที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นจ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างน่าสนใจ เขานั้นอยากรู้ว่าการที่อาเธอร์เข้าร่วมการทดสอบจนได้รับผ้าคลุมเวทย์มานั้นจะเก่งขึ้นขนาดไหน