ตอนที่15 รับมือ
โจวหนิงอันยิ้มอารมณ์ดีเพราะััได้ว่าเขามีความเป็มิตรมากกว่าเพื่อนที่ผ่านมาจึงบอกเขาตามจริงว่า
“ฉันชื่อโจวหนิงอันค่ะ หรือคุณจะเรียกฉันว่าอันอันก็ได้ฉันเพิ่งมาทำงานวันแรก ฝากรุ่นพี่ช่วยแนะนำงานในร้านด้วยนะคะ” กล่าวจบเธอก้มหัวให้เกียรติเขาเล็กน้อย
ครั้นจงห่าวหรานได้ยินคำแนะนำตัวจากหญิงสาวคนสวย พลางชี้นิ้วสั่นระริกเข้าหาแล้วพูดตะกุกตะกักอย่างไม่เชื่อสายตาว่า
“เดี๋ยวนะ! คุณบอกว่าชื่อโจวหนิงอันเหรอ อาจารย์บอกผมว่าคุณใส่แว่นตาทรงเชยๆ แล้วก็แต่งตัวเหมือนป้าข้างบ้าน นี่เป็คุณจริงน่ะเหรอ”
ชายหนุ่มขยับแว่นตาหลายครั้งเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะแปลงโฉมจนกลายเป็คนละคนในเวลาเพียงวันเดียวทั้งไม่อยากเชื่อว่าเธอจะสวยงามจนทำให้ตนแอบหวั่นไหวเล็กน้อย แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอน่าจะเป็เพื่อนที่ดีต่อกันมากกว่าพลางยื่นมือออกไปทักทายอย่างเป็กันเอง
“ถ้าคุณคือโจวหนิงอันจริงล่ะก็ งั้นพวกเรามาเริ่มงานกันเลย วันนี้อาจารย์ไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเข้ามาไหมยังไงผมจะบอกว่างานในร้านมีอะไรบ้าง”
โจวหนิงอันยังไม่ทันยืนยันตัวตนแต่เห็นเขาทำความเข้าใจได้ง่ายดายทั้งยังตอบรับความเป็เพื่อนร่วมงานที่ดี จึงยื่นมือไปจับทักทาย “ขอบคุณมากค่ะรุ่นพี่”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ เรียกผมว่ารุ่นพี่จงก็ได้” จงห่าวหรานโบกมือพร้อมบอกชื่อเรียกขานให้หญิงสาวรับรู้
“ค่ะรุ่นพี่จง” โจวหนิงอันยิ้มรับพร้อมตอบด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน
จากนั้นจงห่าวหรานแนะนำงานในร้านให้รุ่นน้องคนใหม่อย่างกระตือรือร้นด้วยรู้สึกว่างานในร้านไม่น่าเบื่อดังเดิม ทั้งคิดว่า่นี้เป็วันหยุดตรุษจีนซึ่งคนส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านฉะนั้นอาจไม่มีลูกค้าเข้าร้านเพราะร้านอื่นต่างปิดฉลองเทศกาลสำคัญไปหมดแล้ว
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มมีเพียงคนรู้จักที่เคยช่วยเหลือหลังออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงแวะไปเยี่ยมก่อนกลับมาทำงาน ฉะนั้นเขาจึงพร้อมทำงานใน่วันหยุดอย่างไม่อิดออดเนื่องจากร้านเหออี้จะมี่วันหยุดยาวแน่นอนโดยไม่สนใจ่เทศกาลอื่น นั่นคือหยุดเดือนเมษายนทั้งเดือนซึ่งเป็่เทศกาลเช็งเม้ง โดยลูกจ้างยังได้รับเงินเดือนเต็มเหมือนเดิม
หลังจากสองหนุ่มสาวช่วยกันทำความสะอาดปัดฝุ่นสินค้าภายในร้านอย่างระมัดระวังจนงานเสร็จเรียบร้อย
จากนั้นพากันมานั่งจิบน้ำชาอยู่โต๊ะกลมรับรองลูกค้าภายในร้านจงห่าวหรานถามรุ่นน้องนั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย เนื่องจากได้รับคำสั่งจากเถ้าแก่ให้หญิงสาวทำหน้าที่เป็ผู้ประเมินจึงอยากทดสอบทักษะรุ่นน้องในทีว่า
“อันอัน ให้พี่ถามหน่อยเถอะ รุ่นน้องก็อายุน้อยกว่าพี่ตั้งหลายปี แล้วไปเรียนรู้เื่การประเมินของพวกนี้จากที่ไหนแนะนำปรมาจารย์ให้พี่รู้จักบ้างสิ อาจารย์ว่าจะสอนพี่แต่ก็ไม่สอนให้สักทีแล้วรู้ไหมว่าในร้านนี้น่ะ ของอะไรราคาแพงที่สุด”
โจวหนิงอันเหลือบมองชายหนุ่มนั่งจิบน้ำชาสบายใจ แล้วเว้น่ถามตนด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์พลางยิ้มตอบอย่างผ่อนคลายเพราะรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายใดว่า
“ของแพงที่สุดหรือคะรุ่นพี่ อยากรู้จริง ๆ เหรอ”
หญิงสาวถามรุ่นพี่ชายแล้วยิ้มเ้าเล่ห์เพราะคิดว่าเขาคงคาดไม่ถึงแน่นอนเนื่องจากโบราณวัตถุดังกล่าวถูกวางทิ้งไว้ในกล่องรอการการซ่อมแซมอยู่นั่นเอง
“อย่ามาเ้าเล่ห์กับพี่นะ” จงห่าวหรานหรี่ตามองท่าทางพิกลของรุ่นน้องสาวพลางชี้นิ้วใส่อย่างอารมณ์ดี
จากนั้นทั้งคู่หัวเราะพร้อมกันเพราะรู้เท่าทัน จนไม่สามารถสร้างเงื่อนไขต่อรองหรือหาข้ออ้างเล่นแง่กันได้
ฉับพลันมีลูกค้าชายหนุ่มหญิงสาวเดินเข้ามาในร้าน โดยหญิงสาวพูดกับแฟนหนุ่มมาด้วยกันอย่างไม่พอใจว่า
“พี่อี้จุนคะ พวกเราจะหาของขวัญเริ่ดกว่าคนอื่นได้ไงเนี่ยงานนี้ฉันอยากให้คุณตาพอใจของขวัญจากพวกเรามากที่สุดพามาร้านแบบนี้จะมีของถูกใจคุณตาได้ไงคะ”
“ลองเลือกดูก่อนเถอะครับ เผื่อจูเอ๋อร์จะเห็นของสะดุดตา ก็คุณตารักจูเอ๋อร์ซะขนาดนี้พี่ว่าจูเอ๋อร์ให้ของขวัญอะไรไปท่านก็ดีใจหมดแหละ” เสียงชายหนุ่มตอบแฟนสาวอย่างเอาใจ
โจวหนิงอันถูกรุ่นพี่โบกมือไล่ให้ออกมารับหน้าแทนเพราะอยากทดสอบฝีมือการทำงานวันแรกในทีแต่ความจริงรุ่นพี่้าเข้าห้องน้ำเพราะปวดท้องเบาขึ้นมาทันทีทันใด
เมื่อหญิงสาวเดินออกมารับลูกค้าคู่แรกของวันด้วยรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจ พลางกล่าวทักทายทั้งคู่อย่างเป็มิตรโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ารอยยิ้มและท่าทางเป็ธรรมชาติไปกระตุกหัวใจชายหนุ่มหล่อเหลาเข้าอย่างจังว่า
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจสินค้าชิ้นไหนบ้างคะ หรือจะให้ฉันช่วยแนะนำดี”
กู้เฟยจู ทายาทสาวตระกูลกู้ในชุดเดรสหรูสีฟ้าตาโตใเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะพบเห็นลูกจ้างสาวในร้านซึ่งตนเคยเดินผ่านพร้อมแม่เมื่อเดือนก่อนทั้งยังเห็นว่าอีกฝ่ายสวมชุดราคาแพงไม่เหมือนเป็ลูกจ้างสักนิด
ประการสำคัญยังมีท่าทางผิดปกติของแฟนหนุ่มซึ่งเธอรับรู้ได้ทันทีเพราะเขาเ้าชู้อยู่ก่อนแล้วจึงเกาะแขนแฟนหนุ่มแสดงความเป็เ้าของแล้วบอกหญิงสาวอีกคนด้วยน้ำเสียงมีเลศนัยว่า
“งั้นช่วยแนะนำหน่อยสิว่าฉันควรซื้ออะไรเป็ของขวัญวันแซยิดคุณตา”
โจวหนิงอันยิ้มใจเย็นให้ลูกค้าสาวโดยไม่สนใจสายตากรุ้มกริ่มของชายหนุ่มทั้งคิดว่าเขาหล่อเหลาน้อยกว่าสามี จึงเพิกเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง พลางตอบลูกค้าสาวด้วยความอยากรู้ว่า
“ฉันคงต้องถามว่าคุณลูกค้ามีงบมากแค่ไหนค่ะจะได้ช่วยเลือกสินค้าในร้านให้เหมาะสม”
“คุณช่วยแนะนำสินค้าในร้านทีละชิ้นได้ไหมครับ ว่าแต่คุณชื่ออะไร”
กัวอี้จุนเป็แฟนหนุ่มของกู้เฟยจู เขาพูดสวนแฟนสาวด้วยสายตาวาววับ พลางอยากรู้จักลูกจ้างสาวคนสวยซึ่งเขาััได้ว่าเธอสวยและดูเป็ธรรมชาติมากกว่าแฟนสาวของตน
“ทำไมต้องเสียเวลาขนาดนั้นด้วย ฉันมีเงินจ่ายมากพอ เอาของแพงที่สุดในร้านมาให้ดูหน่อยสิ”
กู้เฟยจูเหลือบเห็นสายตาแฟนหนุ่มแล้วโมโหหึงทันทีพลางกระชากเสียงบอกลูกจ้างสาวด้วยท่าทีเหนือชั้นกว่า ด้วยคิดว่าของในร้านค้าเล็ก ๆแบบนี้น่าจะมีราคามากที่สุดไม่เกินสิบล้านหยวน ซึ่งตนจ่ายได้อย่างง่ายดาย
โจวหนิงอันเลิกคิ้วประหลาดใจเพราะััได้ถึงการท้าทายจากลูกค้าสาวในทีพลางยิ้มใจเย็นแล้วย้ำถึงราคาสินค้าในร้านอย่างผู้เชี่ยวชาญว่า
“ถ้าคุณลูกค้าจะซื้อสินค้าเพื่อมอบให้ท่านผู้เฒ่าในงานแซยิดฉันขอแนะนำให้เลือกสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าคนนั้นชื่นชอบดีกว่านะคะสินค้าในร้านมีหลายราคา แน่นอนว่าสินค้าราคาแพงที่สุดอาจแพงเกินความจำเป็”
“เอ๊ะ! หล่อนนี่!ไม่ต้องมาตีฝีปากกับฉัน ฉันบอกให้เอาของแพงที่สุดมาให้ดู ก็ไปเอามาสิ! หล่อนเป็แค่ลูกจ้างร้านเท่านั้นนะ!”
จงห่าวหรานเพิ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยพลางรีบเดินออกมาหน้าร้านเพราะได้ยินเสียงลูกค้าสาวดังไกลไปถึงหลังร้านพลางเดินเข้ามาถามรุ่นน้องสาวด้วยความสงสัยว่า
“มีอะไรเหรออันอัน”
“อ้อ.....ชื่อว่าอันอันนี่เอง” กัวอี้จุนพูดพร้อมหรี่ตามองหญิงสาวที่สามารถรับมือแฟนสาวได้อย่างพึงพอใจ
โจวหนิงอันผินหน้าตอบรุ่นพี่ชายตามจริงว่า “คุณลูกค้าอยากได้ของราคาแพงที่สุดในร้านค่ะเห็นว่าจะเอาไปมอบให้เป็ของขวัญวันแซยิด”
“..........”จงห่าวหรานพยักหน้าเข้าใจพลางเลิกคิ้วเป็เชิงบอกให้รุ่นน้องสาวไปนำสินค้าดังกล่าวออกมา
“รอสักครู่นะคะ” โจวหนิงอันลอบกลอกตามองบนในท่าทีรุ่นพี่เพราะก่อนหน้าเพิ่งท้าทายทักษะกันไป
จากนั้นเธอหันหน้าไปบอกลูกค้าหนุ่มสาวด้วยท่าทีข่มความโมโหเอาไว้สุดกำลังแล้วหมุนตัวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของเถ้าแก่ แต่สุดท้ายเธอเลี้ยวไปนำแจกันโบราณซึ่งเป็สินค้ามาใหม่แต่มีราคาไม่ถึงแสนหยวนแทน
เมื่อโจวหนิงอันหยิบแจกันกระเบื้องลายสวยงามสะดุดตาอันแตกต่างจากสินค้าลายครามชิ้นอื่นออกมาแล้วเตรียมวางลงบนโต๊ะรับรองลูกค้า พลางบอกพวกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“นี่คือสินค้าราคาแพงที่สุดในร้านค่ะ”
ขณะสะใภ้รองตระกูลหลงกำลังวางแจกันกระเบื้องลงบนโต๊ะ พลันถูกมือของกู้เฟยจูปัดเหมือนไม่ตั้งใจจนกระทบเข้ากับแจกันพอดี ส่งผลให้แจกันหลุดจากมือเธอทันที
เพล้ง !
ฉับพลันหลายคนเบิกตากว้างใเพราะไม่คิดว่าลูกค้าสาวจะกลั่นแกล้งลูกจ้างของร้านใน่เวลาสำคัญ
“คุณ!-” โจวหนิงอันหันขวับมองกู้เฟยจู้ผู้เลิกคิ้วท้าทายตนอยู่ด้วยความโกรธแค้น
“อันอัน.....” จงห่าวหรานเรียกรุ่นน้องสาวพลางกลืนน้ำลายฝืดคอทันใด
“อ้าว.....” กัวอี้จุนพูดไม่ออกครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าแฟนสาวจะกลั่นแกล้งอีกฝ่ายรุนแรงเกินไป
โจวหนิงอันกำหมัดแน่นแล้วสบตาลูกค้าสาวที่ยิ้มเยาะมุมปากท้าทายตนเธอพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกหวังระงับความโมโหโกรธแค้นให้ได้ พลางนึกดีใจที่ตนเลือกเชื่อสัญชาตญาณแล้วไปนำสินค้าราคาไม่แพงออกมา
กู้เฟยจูรู้สึกหมั่นไส้และขัดหูขัดตาลูกจ้างสาวคนนี้มากนักพลางลุกขึ้นยืนกอดอกด้วยท่วงท่าสง่างาม แล้วกล่าวตำหนิพร้อมเย้ยหยันอีกฝ่ายว่า
“ทำไงดีล่ะทีนี้ ของราคาแพงที่สุดในร้านตกจากมือหล่อน ช่างซุ่มซ่ามซะจริง ถ้าจะเรียกร้องให้ฉันเป็คนจ่ายคงตลกน่าดูฉัน.....คุณหนูตระกูลกู้แห่งเมืองหลวง ฉันมาซื้อสินค้าเป็ของขวัญ ไม่ใช่จะเอาแจกันแตกหักนี่ไปเป็ของขวัญให้คุณตานะ”
“อันอัน.....” จงห่าวหรานรีบสะกิดรุ่นน้องสาวให้กล่าวขอโทษลูกค้าก่อนเพราะไม่อยากให้รุ่นน้องมีปัญหาเอาได้
“แสดงว่าคุณจะให้ฉันรับผิดชอบแจกันนี่คนเดียวเหรอคะ”โจวหนิงอันถามลูกค้าสาวด้วยความแปลกใจ
“ท่าทางหล่อนก็ไม่ใช่คนโง่นี่ เื่แค่นี้ก็ไม่เข้าใจเหรอ” กู้เฟยจูกล่าวดูแคลนพร้อมยิ้มหยันอย่างจงใจ