ท่ามกลางหิมะขาวโพลนในป่าไผ่อันหนาวเย็น
“พัวะ! พัวะ! พัวะ! พัวะ!” เสียงหมัดอัดอากาศ ดังสะท้อนก้องป่าไผ่ ควันสีขาวพ่นออกมาจากปากพร้อมเสียงลมหายใจหอบถี่ ร่างสูงโปร่งที่เริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นเล็กน้อย กำลังร่ายรำเพลงมวยอยู่ท่ามกลางหิมะ สองแขนรวมพลังไหลผ่านกล้ามเนื้อออกท่าหมัด สองขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจลิงป่า หลบหลีกใบไผ่ที่ปลิวมาตามลม ราวกับกำลังหลบหมัดของศัตรู“พี่หลัน” เสียงเด็กเล็กดังมาจากด้านหลัง ซู่หลันหยุดการซ้อมหันตัวกลับมามอง เห็นท่านตาอุ้มน้องสาวที่สวมเสื้อผ้าหนาหลายชั้น จนดูคล้ายบ๊ะจ่างลูกน้อย สองแขนเล็กสั้นกอดห่อผ้าไว้แนบอก เดินเข้ามาหาตน“มินมิน นอกบ้านอากาศหนาว เจ้างอแงให้ท่านตาพามาหาพี่หรือ?”“ข้าเป็นเด็กดี ไม่เคยงอแงสักหน่อย ท่านยายใช้ให้ข้าเอาห่อข้าวที่พี่ลืมไว้มาให้ แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะเอากลับไปกินคนเดียว ให้หมดห่อเลย”เห็นน้องน้อยทำแก้มป่องใส่ ซู่หลันตีหน้าเศร้าเอามือกุมท้อง คล้ายคนกำลังหิวข้าวอย่างหนัก ซู่มินเห็นท่าทางแกล้งทำของพี่ชายก็หัวเราะคิกคัก มือเล็กที่สวมถุงมือไว้ก็ยื่นห่อผ้าส่งให้“รีบกินซะ แล้วตั้งใจฝึกต่อ”ซู่เซียวแกล้งเอ่ยเสียงดุ เขารู้ดีว่าหลานชายฝึกซ้อมหนักเพียงใด แต่ในโลกนี้ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงมีสิทธิอยู่รอดอย่างปลอดภัย หลานสาวอ่อนแอที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน จำเป็นต้องมีพี่ชายที่แข็งแกร่งคอยปกป้อง เขาจึงเข้มงวดกับหลานชายมากเป็นพิเศษ“ข้าทราบแล้วขอรับท่านตา”มองท่านตาอุ้มน้องสาวเดินจากไปแล้ว ก็ลงมือแกะห่อผ้าออก เห็นข้าวห่อเนื้อย่างห่อใหญ่กับน้ำอีกหนึ่งกระบอก ความหิวก็จู่โจมใส่กระเพาะทันที หลังกินอิ่มก็นั่งพักใต้ต้นไม้ครู่หนึ่ง ซู่หลันนึกทบทวนการฝึกซ้อมอย่างหนักเกือบจะทั้งวันทั้งคืน โดยนอนพักผ่อนเพียงวันละสองชั่วยามผ่านมาเดือนกว่า เพลงมวยเก้าทัพของเขาสำเร็จถึงชุดที่สี่เท่านั้น ท่านตาบอกว่าผู้ฝึกเพลงมวยเก้าทัพต้องใช้เวลาเกินครึ่งปี จึงจะฝึกสำเร็จครบทั้งเก้าชุด แต่เขาไม่อยากใช้เวลามากขนาดนั้น เพราะโสมป่าแดงสี่ต้นมีฤทธิ์ช่วยเสริมความแข็งแรงได้แค่สี่เดือน เขาต้องการฝึกเพลงมวยทั้งเก้าชุดให้สำเร็จก่อนฤทธิ์โสมจะหมด เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาหนัก ๆ หนึ่งที แล้วลุกขึ้นฝึกซ้อมต่อฝึกจนท้องฟ้าเริ่มมืดก็เดินกลับบ้าน บ๊ะจ่างตัวเล็กพุ่งเข้ามาหาเช่นทุกวัน ซู่หลันใช้สองแขนแข็งแรงอุ้มเด็กน้อยยกขึ้นสูง เสียงเล็กใสหัวเราะร่าอย่างชอบใจ“พี่หลัน ข้าอยากไปจับกระต่ายป่าตัวอ้วนบนภูเขา และอยากไปหาสมุนไพรให้พี่ด้วย ข้าได้ยินท่านตาคุยกับท่านยายว่าพี่ต้องกินสมุนไพรขั้นสูง กำลังภายในถึงจะเลื่อนขั้นต่อไปได้เร็ว”“อีกหลายวัน กว่าจะพ้นฤดูหนาว ช่วงหิมะตก กระต่ายป่าจะไม่ออกจากโพรง รอให้อากาศอุ่นขึ้นก่อน พี่ค่อยพาเจ้าขึ้นเขา”“ตกลง แต่คืนนี้พี่ต้องนอนกับข้า ข้าอยากฟังพี่เล่าเรื่องสัตว์อสูรสู้กับเซียนเฒ่า”การฝึกคืนนี้เริ่มต้นช้ากว่าทุกคืน เพราะการก่อกวนของน้องสาวตัวยุ่ง ซู่เซียวแอบยืนมองหลานชายทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่ง ก็ไม่คิดจะห้ามปราม การอดทนต่อความเจ็บปวด จนทำลายขีดจำกัดของร่างกาย จะส่งผลดีต่อความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกำลังภายในเสียงสะท้อนดังก้องลานดิน ความรุนแรงของพลังหมัดที่ปล่อยออกมา ทำให้อากาศก่อตัวเป็นลมหมุนวงเล็ก ๆฟู่..พลังงานความร้อนไหลเวียนไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดเมื่อยล้าหายไปจนสิ้น กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกายยืดขยายเพราะมีพลังแทรกอยู่ กระดูกในร่างกายส่งเสียงลั่นเบา ๆ พละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นกว่าเท่าตัว ทำเอาเด็กหนุ่มยืนยิ้มกว้างอย่างโง่งม“กำลังภายในขั้นที่สี่!” ซู่หลันยืนบ่นพึมพำคล้ายคนเสียสติ ยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา การฝึกกำลังภายในมาถึงขั้นที่สี่ ทำให้ผิวหนังแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก ความคิดหนึ่งแล่นผ่าน สองมือกำเป็นหมัดออกกระบวนท่าเพลงมวย“พัวะ! พัวะ! พัวะ! พัวะ! พัวะ!” เสียงหมัดชุดอัดอากาศอย่างรุนแรงดังติดต่อกันห้าครั้ง“สำเร็จเพลงมวยเก้าทัพขั้นที่ห้า!”ซู่หลันเข้าใจเคล็ดวิชาเพลงมวยเก้าทัพในทันทีว่า การเลื่อนระดับขั้นต้องใช้พละกำลังและความว่องไวในการออกหมัดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ที่เขาไม่บรรลุเพลงมวยถึงขั้นที่เก้า เป็นเพราะกำลังและความเร็วไม่เพียงพอ มิใช่การออกท่าที่ผิดพลาดเมื่อรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง การฝึกซ้อมที่หนักหน่วงเกินคนธรรมดาจะรับไหว ก็ยิ่งทวีความโหดมากขึ้น ซู่หลันเคี่ยวกรำตัวเองอย่างโหดเหี้ยม ตามเนื้อตัวล้วนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ผ่านไปสิบกว่าวัน อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น ความมีชีวิตชีวาก็กลับคืนมาอีกครั้ง ชาวบ้านเริ่มขึ้นเขาไปหาสมุนไพรและของป่าเหมือนอย่างเคย ซู่มินทนดูพี่ชายสุดที่รักเจ็บตัวมาหลายวัน จึงตั้งใจจะไปหาสมุนไพรดี ๆ บนภูเขามาให้พี่ เด็กน้อยแสร้งงอแงว่าอยากกินกระต่ายป่าย่าง สองผู้เฒ่าที่รักและตามใจหลานสาวแทบทุกเรื่อง จึงอนุญาตให้ซู่หลันพาน้องขึ้นเขา“พี่หลัน นอกจากทางเดินขึ้นเขาสายนี้แล้ว ยังมีทางสายอื่นอีกไหม”ซู่หลันก้มมองใบหน้าเล็กน่ารักในอ้อมแขน แล้วทำท่าครุ่นคิด เขาเดินขึ้นเขาหาสมุนไพรกับท่านตามาตั้งแต่เล็ก เส้นทางนี้คือทางหลักที่ชาวบ้านใช้กันเป็นประจำเพราะค่อนข้างปลอดภัย แต่เขาจำได้ว่า ยังมีทางเดินสายเล็กอีกสายหนึ่งทางทิศใต้“มีทางอีกสายหนึ่งทางทิศใต้ แต่ทางสายนั้นค่อนข้างจะเดินลำบาก เพราะเป็นทางเดินเลียบหน้าผา”“เราขึ้นเขาจากทางทิศใต้เถอะ ทางสายนี้คงยากที่จะเจอสมุนไพรดี ๆ อีก และข้าคิดว่าเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนใช้ต้องมีของดีซ่อนอยู่มากแน่ ๆ”ซู่หลันคิดตามคำพูดของเด็กน้อยแล้วก็พยักหน้า สมุนไพรแต่ล่ะต้นต้องใช้เวลานานในการเจริญเติบโต รอบที่แล้วพวกเขาเก็บสมุนไพรในเส้นทางเดินหลักไปหลายต้น หากจะหาสมุนไพรในเส้นนี้ต่อ คงต้องเดินเข้าไปในป่าลึก ซึ่งเต็มไปด้วยอันตราย สองพี่น้องเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ซู่หลันแบกน้องสาวขึ้นขี่หลังแทนการอุ้ม เพราะทางเดินขึ้นเขาทางทิศใต้ค่อนข้างรกและชัน เขาต้องใช้มือจับก้อนหินและเถาวัลย์ช่วยในการไต่ขึ้นไป แม้จะเดินลำบากแต่ผลตอบแทนที่ได้คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งซู่มินชี้บอกตำแหน่งสมุนไพรที่ซ่อนตัวอยู่ในดงป่ารกได้หลายสิบต้น และส่วนมากเป็นสมุนไพรขั้นสองกับขั้นสามที่มีประโยชน์ต่อการฝึกยุทธ์ของซู่หลันเป็นอย่างมากเด็กน้อยพากันเก็บสมุนไพรเพลินจนลืมเวลากินอาหารมื้อเที่ยง กว่าจะรู้ตัวก็ตอนได้ยินเสียงท้องร้อง ซู่หลันต้องการหาที่โล่ง ๆ เพื่อนั่งพักกินข้าว จึงเดินเลียบมาทางผาหิน แล้วหยุดพักตรงลานหินกว้าง พอร่างเล็กลงจากหลังพี่ชายได้ ก็ชี้นิ้วไปที่รอยแยกบนพื้นใกล้ริมผา“ในนั้นต้องมีสมุนไพรล้ำค่ามหาศาลแน่ ๆ” เสียงเล็กใสพูดอย่างตื่นเต้นเมื่อมองตามที่น้องชี้ก็เห็นรอยแยกบนพื้นดินที่ไม่ยาวมากนัก แต่พอเดินไปมองใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นรอยแยกที่มีความลึกพอประมาณ ความกว้างก็พอให้คนตัวไม่ใหญ่มากแทรกตัวลงไปได้“พักกินข้าวกันก่อน แล้วพี่จะลองลงไปดู”