ครอบครัวลู่ที่กำลังสุขสันต์หาได้สังเกตไม่… ว่ามีคนสองคนแอบมองพวกเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง
แม้จะอยู่ไกลแต่ลมที่พัดมาทางนี้ก็หอบเอากลิ่นหอมของเนื้อโชยมาด้วย
สองร่างปริศนาลอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน
“ครอบครัวนี้ไม่เหมือนชาวนาทั่วไปเลย! ทุกคนลี้ภัยกันแทบเอาชีวิตไม่รอดแต่คนพวกนี้กลับกินอยู่อย่างดี จุจุจุ ดูนั่นสิ! ข้าวสวยหม้อใหญ่ ไหนจะเนื้อสัตว์อีก!”
“แหงสิ! หากเป็ชาวไร่ชาวนาจริงจะยอมเอาเงินสามสิบตำลึงไปแลกกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ”
“อืม อย่าว่าแต่ชาวนาธรรมดา ๆ เลย เ้าดูแม่เฉียนสิ มีเงินมีทองถึงเพียงนั้นแต่เวลาซื้อตัวสตรีเข้าหอนางโลมแต่ละทีจ่ายครั้งละสิบกว่าตำลึงนางยังทุกข์ใจแทบแย่”
ชายโฉดทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งได้ข้อมูลของเป้าหมายพอสมควรแล้วจึงถอนตัวกลับไปที่หอเฟิงอวิ้น เมื่อมาถึงพวกเขาก็แอบเข้าทางด้านหลังอย่างเงียบ ๆ
ในห้องเซียงฝางด้านหลังหอคณิกา สตรีวัยกลางคนแต่งตัวแต่งหน้าฉูดฉาดกำลังนั่งพัดวีด้วยความผ่อนคลาย นางก็คือแม่เฉียนที่ชายทั้งสองกล่าวถึงเมื่อครู่
“ไปสืบได้ความอย่างไรบ้าง?” แม่เฉียนเอ่ยถามด้วยท่วงท่าสบาย ๆ
“คนพวกนั้นไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ขอรับ แม้จะลี้ภัยแต่ดูแล้วเป็ครอบครัวมีเงิน ทุกคนกินข้าวสวยกับเนื้อเหมือนกัน ว่ากันตามเหตุผลแล้วคนที่มีเงินเช่นนี้สามารถพักที่โรงเตี๊ยมได้เลย ไม่น่าจะไปนอนกองกันอยู่ที่ประตูเมือง”
ผู้รายงานส่ายหน้าไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะคิดหาเหตุผลอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
“เหอะ” แม่เล้าแค่นหัวเราะ “ที่แท้ก็เป็คนหน้าใหญ่ใจโตนี่เอง จับตาดูต่อไป พวกมันเดินทางออกจากเมืองเมื่อไรให้มารายงานข้าทันที ข้าจะทำให้พวกมันได้รู้ว่า จุดจบของคนที่ตั้งตัวเป็ศัตรูกับข้าเป็อย่างไร!”
ตอนนี้สถานการณ์นอกเมืองแย่มาก เหล่าขุนนางสนใจแต่ความสงบภายในเมือง เพราะพวกเขาไม่อาจปล่อยให้ในเมืองเกิดความวุ่นวายได้เด็ดขาด หาไม่การจัดการจะยิ่งยาก
ดังนั้นแม่เฉียนจึงจะยังไม่ทำอะไรกับครอบครัวลู่ในตอนนี้ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายออกจากเมืองละก็…
“ขอรับ!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้แม่เฉียนไม่พอใจมากจริง ๆ ปกติแล้วนางซื้อตัวเด็กสาวมาในราคาเพียงสิบกว่าตำลึงเท่านั้น แต่เด็กสาวที่ได้มาในวันนี้งดงามหาได้ยาก นางจึงยอมทุ่มราคาถึงยี่สิบตำลึง หากนำมาอบรมสั่งสอนให้ดีกว่านี้สักหน่อย วันหน้าสินค้าชิ้นนี้อาจทำเงินให้นางได้ถึงสองร้อยตำลึง หรืออาจถึงสองพันตำลึงก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้!
แต่จู่ ๆ ก็มีสองสามีภรรยาชาวนาเสนอหน้าเข้ามาขัดลาภ! นางเห็นว่าสองคนนั้นเป็คนยากจน จึงเรียกราคาขู่ไปส่ง ๆ อย่างไรเสียพวกเขาไม่มีปัญญาหาเงินมาไถ่ตัวได้แน่
แต่นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่คิดไว้จะผิดคาด!
บัญชีนี้ นางต้องให้ครอบครัวบัดซบนั่นชดใช้ให้นางเป็เท่าทวี!
----------
ยามดึกสงัด ชายวัยกลางคนของหมู่บ้านตระกูลลู่ผลัดกันทำหน้าที่เฝ้าเวรยาม เด็กและสตรีนอนพักผ่อนอย่างสบายใจ อย่างไรเสียตลอดการเดินทางหลายวันมานี้พวกเขานอนกลางดินกินกลางทรายผ่านความยากลำบากมาแทบทุกรูปแบบ ตอนนี้ได้อยู่ในเมืองที่มีการรักษาความปลอดภัยจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
หลังจากเหอจิ่วเหนียงมั่นใจว่าโก่วเอ๋อร์หลับสนิทแล้วจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบและผละตัวออกมา
ตอนนี้คนที่เฝ้าเวรยามคือลู่จิ้งซวน นางกระซิบบอกเขาเสียงเบา “พี่ใหญ่ ข้าฝากดูเสี่ยวโก่วเอ๋อร์สักประเดี๋ยวนะเ้าคะ ข้าจะไปทำกิจส่วนตัวสักหน่อย”
“ไปเถอะ ระวังตัวด้วย”
ลู่จิ้งซวนไม่ได้คิดอะไร หันกลับไปโยนฟืนใส่กองไฟต่อ
.
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ออกมาทำกิจส่วนตัวดังที่บอก นางแอบย่องไปหาโจรสองคนที่ซุ่มอยู่
หนึ่งในสองคนอ้าปากหาว ก่อนจะบ่นออกมา “แม่เฉียนระแวงเกินไปแล้ว ตอนนี้คนพวกนั้นก็หลับกันหมด พรุ่งนี้เช้าพวกมันออกจากเมืองหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ให้เราสองคนมานั่งเป็อาหารยุงอยู่ที่นี่ทำไม!”
ขณะพร่ำบ่นก็ยกมือตบยุงที่กัดบนหน้าตัวเอง ยุงตัวอ้วนถูกตบจนแบนราบอยู่บนแก้ม ทั้งยังทิ้งรอยเืเอาไว้
“ไม่บ่นสักคำเ้าจะตายหรือไม่ฮะ หากเ้ากล้าก็ไปพูดต่อหน้าแม่เฉียนสิ! เหอะ!”
เห็นได้ชัดว่าอีกคนไม่อยากจะพูดกับเขา จึงสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
คนขี้บ่นไม่ใส่ใจ ขยับเข้าไปใกล้คู่หูแล้วเอ่ยต่อ “เ้าว่า ที่แม่เฉียนบอกว่าจะสั่งสอนคนพวกนี้ คงไม่ใช่เพราะถูกใจบรรดาผู้หญิงในครอบครัวนี้เข้าแล้วกระมัง ดูสิ แต่ละคนสวย ๆ ทั้งนั้น!”
ระหว่างพูดโจรใจทรามก็กลืนน้ำลายด้วย ท่าทางช่างกักขฬะยิ่งนัก
ชายอีกคนกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคู่หูที่เอนกายพิงตนอยู่ไม่ขยับตัวแล้ว
เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงหลับไปจึงจะผลักร่างออก ทว่าทันทีที่หันหน้าไปเขากลับรู้สึกถึงความง่วงแล่นจู่โจมอย่างฉับพลัน และเพียงชั่วพริบตาก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก
เหอจิ่วเหนียงออกมาจากมุมมืด เมื่อเห็นโจรสองคนที่นอนหมดสติสภาพราวกับหมูตายมุมปากบางก็ยกขึ้นยิ้ม
ปกติแล้วนางไม่ใช่คนหาเื่ใครก่อน แต่หอเฟิงอวิ้นกลับมาหาเื่รังแกกันถึงที่ เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางต้องอยู่เฉย ๆ รอให้อันตรายเกิดขึ้นก่อนทั้ง ๆ ที่ภัยมาถึงตัวแล้ว
ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้ไม่มีคนของฮูหยินเจียงคอยปกป้อง หากเกิดเื่ขึ้นนางก็ไม่สะดวกจัดการอย่างโจ่งแจ้ง จึงต้องลงมือตัดไฟแต่ต้นลมเสียตอนนี้
หญิงสาวหามุมลับตาเปลี่ยนเสื้อผ้าอำพรางตัวที่เอาออกมาจากห้วงมิติ จากนั้นมุ่งหน้าไปที่หอเฟิงอวิ้น
.
ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็หาหอคณิกาคู่กรณีเจอ
หอเฟิงอวิ้นเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยกามารมณ์ แม้กลางวันจะเงียบสงัดไร้ผู้คน แต่เมื่อถึงยามรัตติกาลละก็ สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าครึกครื้นเกินต้านทาน
…ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเผชิญกับภัยพิบัติใด ผู้ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากก็คือคนยากจนอยู่ร่ำไป ส่วนคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองไหนเลยจะถูกลิดรอนความสุขสบาย
ตรอกแห่งนี้สว่างไสวและคึกคักตลอดทั้งเส้นทาง เหอจิ่วเหนียงหาโอกาสแอบเข้าไปในชั้นสองของห้องเซียงฝางในหอเฟิงอวิ้น
“นายท่าน ไม่ได้มาหาเชียงเอ๋อร์หลายวันแล้ว กว่าจะมาได้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย เหตุใดถึงทำหน้าเครียดคิ้วขมวดเช่นนี้ล่ะเ้าคะ?”
น้ำเสียงออดอ้อนของหญิงสาวดังขึ้น เหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะสนใจ แต่เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่ดูเหมือนอีกฝ่ายเป็ขุนนาง สตรีผู้มีภารกิจจึงขอหยุดตั้งใจฟังสักหน่อย
“ใช่ว่าข้าไม่อยากมา แต่งานข้ายุ่งมากจริง ๆ! รินให้ข้าเต็มจอกเลย คืนนี้ไม่เมาไม่กลับ!”
ชายวัยกลางคนผู้นี้ดูเหมือนมีเื่ไม่สบายใจ ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่ามีเื่อะไรถึงขั้นทำให้เขาต้องมาหาความสุขที่หอคณิกาแห่งนี้
“เหล่าผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้เข้าเมืองมาไม่ใช่หรือเ้าคะ แต่ถึงเข้ามานายท่านก็ให้คนทำโจ๊กแจกแล้ว นี่ก็เป็การช่วยเหลือพวกเขาแล้ว ตอนนี้ในเมืองของเราก็ยังสงบสุขดี นายท่านยังมีเื่อะไรให้กังวลอีกหรือเ้าคะ?”
เป็ไปได้ว่าเชียงเอ๋อร์และชายผู้นี้มีความสัมพันธ์กันในระดับที่ลึกซึ้ง เพราะเื่เช่นนี้หญิงคณิกาจะรู้ได้อย่างไร หากอีกฝ่ายไม่ได้เล่าให้ฟัง
“เ้าจะไปเข้าใจอะไร กระต่ายเมื่อถึงยามจนตรอกก็สู้เป็ นับประสาอะไรกับคนอดอยาก” ชายผู้นั้นถอนหายใจอย่างหนักอก “ไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ข้าก็ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร อีกอย่าง คนเ่าั้เดินทางมาตั้งไกล ใครจะรู้ว่าร่างกายติดเชื้ออะไรมาบ้าง หากเข้ามามีหวังวุ่นวายกันทั้งเมืองแน่ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกทหารที่เฝ้าประตูเมืองจะรับมือได้ถึงเมื่อไร”
เื่ที่นำตัวเด็กแลกอาหารพวกเขาเหล่าขุนนางก็รู้ ยิ่งไปกว่านั้นเื่ผู้อพยพกินซากศพประทังชีวิตพวกเขาก็รู้ดี ดังนั้นร่างกายของผู้อพยพเ่าั้ย่อมต้องมีเชื้อโรคไม่มากก็น้อย หลายวันมานี้เขาเครียดจนหัวแทบะเิอยู่แล้ว
เชียงเอ๋อร์เอ่ยด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย “นะ นายท่านหมายความว่า คนพวกนั้นอาจบุกเข้ามาได้ทุกเมื่ออย่างนั้นหรือเ้าคะ?”
“คิดว่าเป็เช่นนั้น”
“นายท่านทั้งฉลาดรอบรู้ วรยุทธ์เลิศล้ำ อย่างไรเสียข้าก็ไม่กลัวหรอกเ้าค่ะ!”
…
ได้ฟังบทสนทนาที่ราวกับเสียงเตือนภัยเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูท่าอีกไม่นานในเฉียนโจวคงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้ประตูเมืองซึ่งตระกูลลู่ใช้พักค้างอ้างแรม หากมีการบุกเข้ามาของผู้ลี้ภัย พวกนางจะเป็กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ
.
.
.