เซียวหยวนิกุมมือซูเจียวเจียวไว้พลางเอ่ย“ผมว่าผ้าผืนนี้สีสวยดีนะ ใส่กับคุณต้องดูดีแน่เลยอีกไม่กี่วันผมจะเอาโสมไปแลกเงินที่ตัวอำเภอ แล้วคุณก็ไปร้านตัดเสื้อที่เคยชอบให้ช่างเหยียนตัดชุดกระโปรงให้สิ”
ซูเจียวเจียวหัวเราะพลางหันไปหยิบผ้าอีกผืนจากตู้เสื้อผ้าออกมา“ฉันมีผ้าอยู่แล้วค่ะ นี่พ่อส่งมาจากตัวเมืองมณฑลโดยเฉพาะเลยคุณไม่ต้องเป็ห่วงว่าฉันจะไม่มีเสื้อผ้าใส่หรอก”
เซียวหยวนิจึงไม่ได้คัดค้านสิ่งใด
ซูเจียวเจียวเอ่ย“เอาล่ะ ฉันวัดขนาดเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปอ่านหนังสือต่อเถอะค่ะฉันจะตัดเสื้อผ้าแล้ว”
ดวงตาของเซียวหยวนิฉายแววประหลาดใจ“คุณตัดเสื้อผ้าเป็ด้วยเหรอ?”
“ฉันทำอะไรได้หลายอย่างเลยค่ะ” ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปากพลางยิ้ม
ในชาติก่อนเธอตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยมือเองได้ตอนที่อาศัยอยู่ในหอพักเก่าที่ตัวเมืองมณฑลเธอเรียนรู้จากคุณย่าอวี๋ที่อยู่ชั้นล่าง
คุณย่าอวี๋เคยเป็ช่างปักผ้าได้ยินมาว่าสมัยก่อนท่านเป็ภรรยาน้อยของเศรษฐีผู้มั่งคั่งทว่าภายหลังเกิดความวุ่นวาย เศรษฐีผู้นั้นก็พาภรรยาเอกและบุตรธิดาหลบหนีไปทิ้งคุณย่าอวี๋ไว้เพียงลำพัง
โชคดีที่คุณย่าอวี๋มีความสามารถทางช่างฝีมือท่านจึงไม่ถึงกับอดตาย
เพียงแต่เมื่อคุณย่าอวี๋อายุมากขึ้นการเดินเหินก็ลำบากขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เธออาศัยอยู่ในหอพักเก่าเธอจะลงมาช่วยคุณย่าอวี๋ทำงานอยู่บ่อยครั้ง เมื่อว่างๆเธอก็จะดูคุณย่าอวี๋ตัดเย็บเสื้อผ้าและปักผ้า
คุณย่าอวี๋มีฝีมือดีเยี่ยมการเย็บปักละเอียดประณีต เรียบร้อยไร้ที่ติ ลวดลายที่ปักก็มีชีวิตชีวาเสมือนจริง
เธอเรียนกับคุณย่าอวี๋พักหนึ่งจึงสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าและปักลวดลายต่างๆ ได้บ้าง
สมัยยังอยู่ที่ตัวเมืองมณฑลเวลาชุดกระโปรงของเธอขาด แม่ก็ไม่กล้าซื้อใหม่ให้ เธอจึงซ่อมแซมและปักลวดลายลงไปชุดกระโปรงก็ไม่เพียงแต่ได้รับการซ่อมแซมเท่านั้น แต่ยังดูสวยงามอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ภายหลังเธอจึงไปเรียนออกแบบเสื้อผ้า
ทว่าหลังจากมาอยู่ชนบทเธอไม่ได้ตัดเย็บเสื้อผ้าอีกเลย ส่วนใหญ่จะสั่งตัดจากร้านตัดเสื้อเป็ส่วนใหญ่สาเหตุหลักคือในชนบทมีงานเยอะ ไม่มีเวลาตัดเสื้อผ้า
กลางวันทำงานเสร็จก็เหนื่อยแทบตายจะเอาเวลาที่ไหนมาตัดเสื้อผ้าอีกล่ะ
ตอนนี้ครอบครัวยากจนไม่มีเงินซื้อจักรเย็บผ้า จึงทำได้เพียงตัดเย็บด้วยมือเท่านั้น
ซูเจียวเจียวนั่งลงข้างเตียงหยิบชอล์กขึ้นมาขีดเขียนลงบนผ้า แล้วจึงหยิบกรรไกรขึ้นมาตัด
ในแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันใบหน้าของเธอช่างอ่อนหวาน ละเมียดละไม และงดงามเกินบรรยาย
เซียวหยวนิมองซูเจียวเจียวใต้แสงไฟตะเกียงน้ำมันคิ้วและดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลงเช่นกัน
ภรรยาจะตัดเสื้อผ้าให้เขาด้วยมือของเธอเอง
เขาก็เป็คนที่มีคนสนใจมีคนเอาใจใส่ ไม่ใช่คนที่ไม่ได้รับความรักความเมตตาอีกแล้ว
ความรู้สึกแบบนี้ดีจริงๆ...
เซียวหยวนิละสายตาจากซูเจียวเจียวสงบจิตใจลง แล้วนั่งลงที่โต๊ะอย่างเงียบๆ อ่านหนังสือและจดบันทึกในเมื่อเจียวเจียวหวังให้เขาเป็คนที่มีความรู้ เขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่จะไม่ทำให้เจียวเจียวผิดหวังเด็ดขาด!
ซูเจียวเจียวใช้เวลาห้าคืนในการตัดเย็บเสื้อเชิ้ตให้เซียวหยวนิจนเสร็จสมบูรณ์เป็เสื้อเชิ้ตแบบเรียบง่ายที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น
ทว่าซูเจียวเจียวได้ปักลายไม้ไผ่สีฟ้าอ่อนด้วยด้ายสีเดียวกันที่ปกเสื้อและแขนเสื้อรวมถึงที่กระเป๋าหน้าอกก็ปักลายไม้ไผ่เล็กๆ หนึ่งต้น ทำให้เสื้อดูประณีตยิ่งขึ้น
ซูเจียวเจียวมองเสื้อในมือด้วยความพึงพอใจ“อาิคะ มาลองดูหน่อยสิว่าเสื้อพอดีตัวไหม”
ตอนนี้เซียวหยวนิเพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ยินเสียงซูเจียวเจียวเรียก ก็รีบเดินเข้ามาทันที
ครู่ต่อมาเซียวหยวนิก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เสื้อพอดีตัวเป๊ะเลย”
โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นลวดลายไม้ไผ่บนเสื้อดวงตาของเขาก็ยิ่งเป็ประกาย “เจียวเจียวคุณมีฝีมือดีจริงๆ”
ใบหน้าของซูเจียวเจียวก็แย้มยิ้ม“อืม เหลือแค่กระดุม ไม่มีกระดุมที่เหมาะกับเสื้อตัวนี้ดูเหมือนต้องไปที่ตัวอำเภอแล้วล่ะ”
่นี้ในกองผลิตมีงานเยอะซูเจียวเจียวและเซียวหยวนิจึงยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปในเมืองเลย
“พรุ่งนี้บังเอิญงานไม่เยอะ เราไปขอลาพักงานแต่เช้าพรุ่งนี้เลยถือเป็การพักผ่อนวันหนึ่งก็แล้วกัน” เซียวหยวนิอารมณ์ดีมาก
ซูเจียวเจียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ตกลงค่ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวหยวนิและซูเจียวเจียวทั้งสองไปขอลาพักงานจากหลี่เกินเซิงแล้วจึงขึ้นรถโดยสารประจำทางไปยังตัวอำเภอด้วยกัน
ซูเจียวเจียวไปซื้อกระดุมที่สหกรณ์เซียวหยวนิสะพายกระเป๋าใบหนึ่งออกไปหาฉีเย่
ซูเจียวเจียวตั้งใจจะตามไปด้วยแต่คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจไม่ไป หากเกิดเื่อะไรขึ้นอาิอยู่คนเดียวยังวิ่งหนีได้สะดวก ถ้าพาเธอไปด้วย คงวิ่งไม่ทันแน่
อีกอย่างในชาติก่อนอาิก็เคยลักลอบค้าขายและไม่เคยเกิดเื่อะไรขึ้นเลยชาตินี้น่าจะไม่เกิดเื่อะไรขึ้นด้วยเช่นกัน
ซูเจียวเจียวซื้อของเสร็จแล้วก็ไปหากระดุมเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็รอเซียวหยวนิอยู่หน้าสหกรณ์หนึ่งชั่วโมงต่อมา เซียวหยวนิก็กลับมา
ทันทีที่เห็นหน้าเซียวหยวนิความกังวลในใจของซูเจียวเจียวก็มลายหายไป
“เป็ไงบ้างคะ? เื่ราบรื่นดีไหม?” ซูเจียวเจียวเอ่ยถามเสียงเบา
เซียวหยวนิพยักหน้าใบหน้ามีรอยยิ้ม “หิวแล้วใช่ไหมเราไปหาอะไรกินกันเถอะ”
จากนั้นเซียวหยวนิก็พาซูเจียวเจียวไปยังร้านอาหารรัฐสวัสดิการ
ซูเจียวเจียวแสดงสีหน้าประหลาดใจในยุคนั้นการกินอาหารนอกบ้านมีเพียงร้านอาหารรัฐสวัสดิการเท่านั้นซึ่งไม่เพียงแต่ต้องใช้เงินเท่านั้นแต่ยังต้องใช้บัตรแลกธัญพืชและบัตรแลกเนื้ออีกด้วย
เมื่อเซียวหยวนิหยิบเงินและบัตรออกมาเขาก็สั่งไก่ผัดพริกจานหนึ่ง ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง และผัดผักจานหนึ่งซูเจียวเจียวกลับยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
เธอเอ่ยถามเสียงเบา“คุณเอาบัตรมาจากไหนคะ?”
ในชนบทแทบจะไม่มีบัตรอะไรเลยจะได้รับแจกเพียงธัญพืช ผัก และเนื้อเท่านั้น ส่วนพนักงานในเมืองจะได้รับบัตรต่างๆ
“วันนี้คุณกินให้เต็มที่เลยนะ” เซียวหยวนิยิ้มอย่างลึกลับพลางจับมือเธอเบาๆ
หลังจากอาหารสองเนื้อหนึ่งผักถูกนำมาวางซูเจียวเจียวและเซียวหยวนิกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยทันใดนั้นใบหน้าคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง
“ไอ๊หยา! หยวนิ เป็คุณจริงๆ ด้วย!” หญิงคนหนึ่งเอ่ยด้วยความประหลาดใจแล้วนั่งลงตรงหน้าเซียวหยวนิและซูเจียวเจียวอย่างคุ้นเคย “ตอนแรกฉันคิดว่าจำคนผิดไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะเป็คุณจริงๆ ไอ๊หยา!ยุวชนซูก็อยู่ด้วย”
ซูเจียวเจียวมองหญิงตรงหน้าอย่างพูดไม่ออกบังเอิญเหลือเกินเป็คนจากกองผลิตเดียวกันเฉินซิ่วฮวาที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ปกติก็เป็คนปากมากอยู่แล้ว
เซียวหยวนิขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยเสียงเรียบ“มีอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ไม่มีอะไรเลย แค่บังเอิญเจอเลยแวะมาทักทายน่ะ” เฉินซิ่วฮวากล่าวพร้อมรอยยิ้ม สายตาเหลือบมองอาหารสองอย่างที่อยู่บนโต๊ะพลางกลืนน้ำลาย “ไอ๊หยา พวกคุณสองคนกำลังกินข้าวอยู่เหรอ!พอดีฉันก็ยังไม่ได้กิน...ยุ่งมาจนป่านนี้แทบจะอดตายแล้ว”
ซูเจียวเจียวรู้ว่าเธอ้าจะขออาหารกินก็รีบเอ่ยทันที “หิวก็ไปซื้อกินสิคะมีเงินมีบัตรก็ซื้อได้”
สีหน้าของเฉินซิ่วฮวาเปลี่ยนไปพลางกลอกตาในใจอย่างไม่พอใจ เธอกล่าวขนาดนี้แล้วยุวชนซูคนนี้ยังไม่รู้จักชวนกินด้วยกันเลย ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเสียจริง!
ทว่าบนใบหน้าของเธอกลับปั้นรอยยิ้มที่ดูอับอายขัดเขิน“ก็... ฉันเงินไม่พอนี่นา”
“งั้นก็ไปซื้อซาลาเปาสองลูกที่หน้าประตูมากินรองท้องสิคะ” ซูเจียวเจียวชี้ไปที่ทางเข้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป พลางกล่าวอย่างไม่เกรงใจ