หลินอิงฮวาแทบจะโผ เข้าไปกอดบุรุษหนุ่ม ทันทีที่เห็นหน้าแต่แล้วต้องชะงักท่าทีไว้ เพราะคิดได้ว่า ตนมิใช่เด็กน้อยเช่นเมื่อเจ็ดปีก่อนอีกแล้ว
“เป็พี่จริง ๆ ...” น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ถ้อยคำมากมาย ล้วนตีบตันอยู่ในลำคอ
หลินจวี๋ฮวากล่าวออกมาได้ เพียงคำเดียว
“ท่านสบาย...” สายตาอ่อนโยนนุ่มนวล จับจ้องใบหน้าฟางเสวี่ยเฟย
ผู้พบเห็นใบหน้านางขณะนี้ ไหนเลยจะเชื่อว่า นางคือเซียนแพทย์ไร้ใจผู้เ็า...
ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มให้ดรุณีทั้งสอง
“ข้าพเ้าสบาย...”
ความปีติยินดีซึ่งได้พบน้องสาวทั้งสอง ทำให้ไม่สามารถกล่าวถ้อยคำใด ๆออกมาได้มากกว่านี้
หลังนิ่งอึ้งด้วยความยินดีครู่ใหญ่ ค่อยหันไปทักทายบัณฑิตไร้ร่องรอย
“เจ็ดปีมานี้ท่านสบาย...”
“เจ็ดปีมานี้ข้าพเ้าย่อมสบาย มีเพียงสี่วันนี้เท่านั้นรู้สึกปวดหัวอย่างยิ่ง” วาจาที่กล่าว แม้จงใจแดกดันผู้คน แต่น้ำเสียงยังปกติไม่กระแทกกระทั้นหงุดหงิด หน้าตายิ่งแจ่มใสสดชื่น
ฟางเสวี่ยเฟยยังทำไม่รู้ไม่ชี้
“คาดว่าท่านยังดื่มมากอย่างยิ่ง ข้าพเ้าเคยบอกท่านั้แ่เจ็ดปีที่แล้วว่า สุราไหนเลยช่วยให้สมองปลอดโปร่ง คาดว่าท่านต้องติดตามเื่น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงดื่มมากมายเช่นนี้”
“่นี้ข้าพเ้า ดื่มมากไปจริง ๆ ยังดีที่ได้เื่ราว ไม่น้อยเช่นกัน”
“หวังแต่ว่าคงมิใช่เื่ ที่ท่านคาดคิดขึ้นมาเองอีกล่ะ”หลินอิงฮวาอดเหน็บแนมใส่ไม่ได้
หยางป๋อหูหงุดหงิดขึ้นทันที เมื่อไรตัวยุ่ง จะเลิกก่อกวนผู้อื่นเสียที
“หากเ้าไม่พอใจ สามารถไปอาละวาด ในร้านหนังสือของข้าพเ้าได้ แค่ร้านเล็ก ๆไม่พอมือเ้าอยู่แล้ว”
“ข้าพเ้าไม่วุ่นวายกับร้านท่านหรอก แต่ข้าพเ้าจะไม่อนุญาตให้ขายยาของตระกูลหลิน ในทุกร้านที่มีหนังสือของท่านวางขายดูสิจะมีที่ไหนกล้าขายหนังสือท่านอีก”
หยางป๋อหูตาลุกวาว กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“หากเป็เช่นนั้น คงไม่มีที่ไหนกล้าแน่นอนแต่ข้าพเ้ากลับจะได้เื่น่าสนใจอย่างยิ่ง มาเขียนอีกเื่หนึ่งกำไรจากการขายเื่นี้ คงทำให้ร้านค้าพวกนั้นมีเงินจ้างซินแสแทนที่จะซื้อหยูยาของตระกูลเ้าเื่ราวความไม่ลงรอยกันระหว่างบุคคลผู้มีชื่อเสียง เช่นข้าพเ้ากับตระกูลหลินย่อมต้องมีผู้สนใจมากมาย”
“นี่ท่าน...” หลินอิงฮวาแผดเสียงลั่น นางไหนเลยคาดว่าบัณฑิตเ้าเล่ห์จะมีลวดลายเช่นนี้
“หากเ้าทำเช่นนั้นจริง ข้าพเ้ายินดีแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้ตระกูลหลินของเ้า คาดว่าต้องมากกว่า ส่วนที่เ้าเสียไปเพราะไม่ขายยาให้ร้านเ่าั้แน่นอน” มันป้องปากพูดอย่างแ่เบา ดั่งกำลังตกลงทำสัญญาเป็จริงเป็จัง
“ท่าน!” นางไม่ทราบ จะทำเช่นไรกับคนผู้นี้จริง ๆ
ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะร่วน
“ที่แท้มีการค้าขายเช่นนี้ด้วย”
ยามนี้มันรู้สึกคึกคัก กระปรี้กระเปร่ายิ่ง อาการมึนงงเมามายสลายไปหลายส่วน เนื่องเพราะเมื่อมีมิตรสหาย ไม่กลัวความลำบาก เสาะหาตนจนพบไหนเลยสามารถหงุดหงิดซึมเศร้าอยู่ได้
เมื่อตัดสินใจพบปะผู้คน มันยังเกรงกลัวอยู่บ้าง แม้ตนเองกับบุรุษสตรีเหล่านี้ล้วนยึดถือเป็พี่น้อง มิตรสหาย กระนั้นเจ็ดปีนี้ ไม่เคยพบปะกันอีกเลย
มันทราบว่า แต่ละคนได้กลายเป็ผู้มีชื่อเสียง ทั้งทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในยุทธจักรปัจจุบัน...
ดังนั้นจึงไม่แน่ใจ เวลานี้ทุกคนจะรับมันเป็พี่น้อง มิตรสหายเหมือนเช่นเดิมหรือไม่...
แต่ตอนนี้มันทราบแล้ว มันจึงหัวเราะได้เต็มที่อย่างยิ่ง...
ยิ่งมันหัวเราะ ยิ่งเสียงดัง สายตาหลินจวี๋ฮวาซึ่งมองมันยิ่งทอประกายแจ่มใส...
เมื่อคืนนางวิตกกังวลอย่างยิ่ง เกรงว่าพี่เสวี่ยเฟยจะกลายเป็คนอมทุกข์ไร้ชีวิตจิตใจ เช่นเสียงร่ำลือซึ่งเกิดขึ้นในยุทธจักรจริง ๆ
ตอนนี้นางจึงยินดีอย่างยิ่ง ที่แท้เสียงร่ำลือยังคงเป็แค่เสียงร่ำลือเท่านั้น
เจ็ดปี...พี่เสวี่ยเฟยดูอ้วนท้วนขึ้น คล้ายคนไม่ใส่ใจดูแลตนเองดั่งคนมิได้สนใจฝึกปรือวิชาฝีมือ
บนใบหน้าปรากฏ รอยหนวดเคราซึ่งเพิ่งโกน ทิ้งรอยเป็แถบสีเขียวยาวลงมาตามใบหน้าเรียว ดวงตาหรี่ปรือไม่แจ่มใสเหมือนเมื่อก่อนเสื้อผ้ายิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง สารรูปเช่นนี้ไม่เหลือเค้า กงจื่อเ้าสำราญผู้รุ่มรวยในอดีตแม้แต่น้อย...
เจ็ดปี...เปลี่ยนแปลงคนผู้หนึ่งได้ถึงขนาดนี้...
เวลามิได้กัดกร่อนผู้คน...ที่กัดกร่อนผู้คน คือความปวดร้าวรันทด...
บ่อยครั้ง นางเฝ้าถามตนเอง เจ็ดปีนี้มีผู้ใดบ้างถูกความรู้สึกนี้กัดกร่อน...
ผู้เป็เช่นนี้ มีไม่น้อยจริง ๆ ตัวนางเอง ย่อมเป็หนึ่งในนั้นด้วย...
ฝ่ายบัณฑิตไร้ร่องรอย ยังหัวเราะร่วน แกล้งกล่าวเคร่งขรึมจริงจัง
“ข้าพเ้าไหนเลยจะกล้า ทำข้อตกลงกับตระกูลหลิน อีกทั้งคาดว่าตระกูลหลินคงร่ำรวยเพียงพอแล้ว ความจริงการผลิตยาขาย ต้องร่ำรวยอย่างมหาศาลเมื่อเป็เช่นนั้นไหนเลย ต้องตรากตรำรักษาผู้คนอีก ผู้ใดป่วยไข้ซื้อยาตระกูลหลินเพียงชุดสองชุดก็หาย บุคคลผู้คู่ควรให้เซียนแพทย์รักษาเยียวยา อย่างน้อยต้องมีฐานะเป็เ้าสำนักผู้มีชื่อเสียงแล้ว”
หลินอิงฮวาทำเสียงขึ้นจมูก ตอบโต้อย่างไม่ลดราวาศอก
“ท่านก็กล่าวเกินไป มิใช่ต้องเป็เ้าสำนักที่มีชื่อเสียงท่านพี่จึงยอมรักษาให้ ครั้งก่อนอาจารย์อา ท่านเ้าอาวาสวัดเส้าหลิน อาพาธหนักท่านพี่ยังยินยอมเดินทางจากบ้าน ไปรักษาถึงเชิงเขาเส้าซื่อ”
ฟางเสวี่ยเฟยได้ยินคำพูดแดกดัน ประโคมโหมของดรุณีเ้าเล่ห์ต่อล้อต่อเถียงกับบัณฑิตไร้ร่องรอย อย่างไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อยถึงกับไม่อาจหยุดหัวเราะได้
หากมันยังต้องชะงัก เมื่อเห็นสายตาทุกคน จ้องเขม็งไปยังบุรุษผู้หนึ่ง...
บุรุษผู้กำลังเดิน ตรงมายังศาลาหลังนี้ อย่างไม่รีบร้อน...
นาคามูระ โยชิอิก็มาถึงแล้ว...
บุรุษผู้มีใบหน้าเฉยเมย ก้าวเดินอย่างแช่มช้า จากทางสายใหญ่ มาหยุดยืนนิ่งณ เบื้องนอกศาลา
หลินอิงฮวาเพียงเห็นหน้าอีกฝ่าย พลันบันดาลโทสะ โผร่างบอบบางออกมานอกศาลาทันที
เมื่อรู้ว่า ผู้ทำให้นางต้องวิ่งหนี อย่างทุลักทุเลเป็มนุษย์มิใช่ภูตผีดรุณีน้อยยิ่งรู้สึกอับอาย ขายหน้าผู้คนเป็ร้อยเท่า นางดันแสดงอาการหวาดกลัวคนผู้หนึ่งได้ถึงเพียงนั้น ยิ่งอับอายโทสะยิ่งเพิ่มเป็ทวีคูณ
“เป็เ้าอีกแล้ว!”
น้ำเสียงตอบกลับ ยังคงสงบราบเรียบ
“เป็ข้าพเ้าเอง...”
ดวงตาแน่วนิ่ง จับจ้องใบหน้าหลินอิงฮวา ทำเอาร่างบอบบาง ซึ่งก้าวอาด ๆด้วยความขุ่นแค้น พร้อมจะหาเื่กับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่จำต้องชะงักฝีเท้าเกือบจะทันที
วูบหนึ่ง เมื่อต้องปะทะแววตาคู่นั้นจัง ๆ นางถึงกับรู้สึกใจหายวาบคล้ายหนาวสั่นร่างสะท้าน โดยไม่มีสาเหตุ
ดรุณีน้อยััได้ถึง ความเฉยเมยเ็าไม่ยินดียินร้ายต่อเื่ราวใดทั้งสิ้น จากร่างบุรุษซึ่งนางกำลังเผชิญหน้าความจริงพี่สาวของนาง ก็มีสีหน้าเฉยชาอยู่เป็นิจ หากความรู้สึกซึ่งััได้จากคนทั้งสอง กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
พี่สาวของนางแสดงสีหน้าเ็าเหตุผลหนึ่งเนื่องเพราะ ไม่ชอบเผยความรู้สึกให้ผู้อื่นรับรู้ทั้งที่มีอารมณ์ความรู้สึก เฉกเช่นปุถุชนทั่วไปทว่าสาเหตุหลักเป็เพราะความเคยชิน...
เนื่องเพราะพี่สาวของนาง ต้องตรวจรักษาผู้คนอยู่เป็นิจหลายครั้งผู้มารับการรักษาเจ็บหนัก กระทั่งมิอาจเยียวยาแล้วบางครั้งทำได้เพียงยืดเวลา ให้คนเ่าั้ได้สั่งเสียญาติพี่น้อง
ทั้งส่วนมาก ผู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาพบเซียนแพทย์ล้วนเจ็บหนักยากเยียวยาทั้งสิ้น เมื่อเผชิญผู้ป่วยเช่นนี้ไหนเลยแสดงอารมณ์ใดทางสีหน้า ให้คนเ่าั้ทราบได้ว่าอาการพวกมันไม่มีหนทางรักษาแล้ว
ดังนั้นพี่สาวนาง วางสีหน้าเ็า ไม่บ่งบอกสิ่งใดกับผู้ใกล้ตายเ่าั้
อย่างน้อยคนเ่าั้ยังไม่ต้องเผชิญ ความวิตกหวาดกลัวยามความตายกรายเข้าหาพวกมัน...
อย่างน้อยผู้คนเ่าั้ อาจสนทนากับญาติมิตรอย่างแจ่มใสเป็ครั้งสุดท้าย...
เป็เช่นนี้บ่อยครั้ง จนเกิดเป็ความเคยชิน ในที่สุดพี่สาวของนางจึงแสดงสีหน้าเ็าเป็นิจ
ทว่าสำหรับบุรุษเบื้องหน้าผู้นี้...
ดรุณีน้อยััได้อย่างชัดเจนว่า ความเฉยชานั้น ต่างจากพี่สาวนางโดยสิ้นเชิง
บุรุษผู้นี้ไม่เพียงมีสีหน้าเฉยชา แต่คล้ายอารมณ์ความรู้สึก เยี่ยงคนทั่วไปได้สูญสลายไปจากร่างสิ้นแล้ว
วูบหนึ่ง ขณะดรุณีน้อยชะงักร่าง ยืนประจันหน้ากับบุรุษผู้มีใบหน้าเฉยชาดั่งศิลาแลง
แววตาชืดชา ดุจไร้ร่องรอยอารมณ์มนุษย์ ของนาคามูระ โยชิอิพลันบังเกิดเงาร่าง คนผู้หนึ่งผุดขึ้น
...เงาร่างกระจ่างชัด อันถูกซุกซ่อนไว้ ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจตลอดเวลาแปดปี
เป็เพียงชั่ววูบ...แต่คล้ายมันได้กลืนกิน ่เวลาที่เหลือทั้งหมดของชีวิต...
สติดั่งล่องลอย หลุดจากร่าง...จับจ้องเงาร่างนั้นด้วยความรู้สึกถวิลหาจับใจ...
ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ขณะมัวตะลึงลาน ประกายสีขาวรวดเร็วดุจสายฟ้าพลันฟาดพาดผ่านเงาร่างนั้น!
...พริบตาในห้วงสำนึก เหลือเพียงสีแดงฉาน...หยดโลหิตสาดกระเซ็นลงบนชุดกิโมโนสีฟ้าดั่งถูกย้อมจนแดงฉานด้วยสีบริสุทธิ์...เป็สีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่สุด!
ร่างอุ่นคล้ายหลับใหล อยู่ในอ้อมกอดของมัน แต่นางไม่มีวันตื่นขึ้นมาชมดูแสงอาทิตย์ยามเช้ากับมันอีกแล้ว ทั้งร่างพลันสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง ภาพทั้งหมดพลันสลายไปสิ้นสติสัมปชัญญะกลับสู่ร่างอีกครั้ง
นั่นเป็่เวลา เพียงวูบหนึ่ง ยากยิ่งผู้ใดจะสังเกต กิริยาดังกล่าวได้เนื่องเพราะทุกผู้ต่างจับจ้อง ไปที่ชายเสื้อสีเขียว ปลิวสะบัดตามแรงลมเผยให้เห็นดาบยาวฝักสีดำสนิท ไร้ลวดลายใด ๆ !
มือแข็งแกร่งทั้งคู่ ปล่อยตามสบายข้างลำตัว ไม่มีท่าทีเกร็งพลังตระเตรียมป้องกันตัวแม้แต่น้อย
แววเจิดจ้าแน่วนิ่ง ในดวงตาคมกล้า กวาดผ่านผู้คน ภายในศาลาช้า ๆ
มันยังอยู่ในชุดสีเขียวเช่นเดิม ร่างไม่สูงใหญ่แต่หนักแน่นดุจกำแพงศิลาตั้งกลางมหาสมุทร ยืนหยัดต้านทานคลื่นลม ซัดสาดโหมกระหน่ำอย่างไม่มีวันโยกคลอน คิ้วหนาเป็แพขนาดใหญ่ ยิ่งขับให้ใบหน้าขมึงทึงผู้พบเห็นล้วนต้องรู้สึก ครั่นคร้ามอยู่หลายส่วน
น้ำเสียงหนักแน่น ก้องกังวาน แต่ราบเรียบเอ่ยขึ้น
“ผู้ใด้าประลองกับข้าพเ้าก่อน หรือพวกท่านคิดเข้ามาพร้อมกัน”
หยางป๋อหูมองบุรุษผู้นี้ ด้วยแววตาตื่นตะลึง ไหนเลยคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล่าววาจาหาเื่ผู้คน ตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าเช่นนี้
ติงฝูหรงได้แต่ฝืนยิ้ม
หลินจวี๋ฮวายามนี้จึงได้ตระหนัก เหตุใดเมื่อคืนน้องของนางจึงวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงเช่นนั้น
หลินอิงฮวาคาดว่า คนผู้นี้หากไม่โง่งมที่สุด ย่อมต้องเป็คนวิกลจริตคนปกติไหนเลยจะกล่าววาจา ท้าทายเช่นนี้ออกมาได้
“ดูเหมือนเ้าจะไม่รู้ว่า พวกเราเป็ใครกันบ้าง”
นาคามูระ โยชิอิปรายสายตา ผ่านผู้คนในศาลาอีกครั้ง ประกายคมกล้าหยุดยั้งลงเขม้นมองใบหน้างาม หากเ็าดุจแกะสลักจากหยกเนื้อดี
“ท่านคือเซียนแพทย์ไร้ใจหลินจวี๋ฮวาดังนั้นเ้าควรเป็คุณหนูรอง...หลินอิงฮวา”
สายตาทั้งคู่ปรายไปยังบุคคลต่อไป
“ท่านคือ ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง อีกท่านย่อมเป็บัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู”
ดวงตากลมโตมาจับจ้องแน่วนิ่ง คล้าย้าประเมินบุรุษผู้แต่งตัวมอซออีกคนเป็พิเศษ
“สำหรับท่าน...คงเป็ประมุขตระกูลฟาง คุณชายฟางเสวี่ยเฟย..”
ดรุณีน้อยทำเสียงขึ้นจมูก แววตาเดือดดาล ราวจะกินเืกินเนื้อเชิดหน้าใส่อีกฝ่ายอย่างท้าทาย
“อ้อ...ที่แท้เ้ายังนับว่า รู้จักผู้คนอยู่บ้าง...เช่นนี้เป็ว่าเ้าต้องสติไม่ดีอย่างยิ่ง ถึงกล้าท้าประลองกับพวกเรา พร้อม ๆ กัน”
หยางป๋อหูมักทระนงตนว่า รอบรู้ข่าวสารทั่วทุกสารทิศ รวดเร็วกว่าผู้อื่นสายสืบของมันทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมา เวลานี้ยังต้องขมวดคิ้วจนหน้านิ่ว
การที่อีกฝ่ายสามารถระบุชื่อผู้อื่น ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนความจริงไม่นับว่าน่าตระหนกเท่าไร เพราะต่างเป็บุคคลซึ่งกำลังมีชื่ออย่างยิ่งในยุทธจักรปัจจุบัน แต่ไฉนมันระบุอย่างไม่ลังเลว่าชายมอมแมมผู้นั่งข้างตนคือฟางเสวี่ยเฟย
ทั้งที่หมู่ตึกบูรพา เข้ามาตั้งรกรากในจงหยวน หลังจากคุณชายฟางเก็บตัวอยู่ในหมู่ตึกตระกูลฟาง สายสืบของหมู่ตึกบูรพา มีประสิทธิภาพยิ่งจริง ๆ
มีเพียงฟางเสวี่ยเฟย ซึ่งยังคงสีหน้าปกติ มันใช้ฝ่ามือลูบใบหน้าอันปราศจากหนวดเคราไปมา พลันบังเกิดความสงสัยงงงวยขึ้น
มันมิได้สงสัยว่า เหตุใดคนผู้นี้ถึงรู้จักมัน พี่หยางสามารถรู้ทันทีเมื่อมันก้าวขาออกจากบ้าน ดังนั้นจะแปลกอะไร ถ้าผู้ซึ่งไม่เคยรู้จักมักจี่จะทราบว่ามันเป็ใคร ที่ขบคิดไม่ตกยังเป็เื่อื่น...
ขณะเก็บตัวอยู่ในหมู่ตึก ฟางเสวี่ยเฟยได้ยินได้ฟังเื่ราวของมือสังหารไร้รักมากมาย...
สถานการณ์ภายหลังตระกูลซ่างกวน ถอนตัวออกจากลุ่มน้ำฉางเจียงวุ่นวายอย่างยิ่ง
เนื่องเพราะลำน้ำสายนี้ เป็เส้นเืใหญ่ เกี่ยวพันกับความเป็อยู่ของผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสน เมื่อตระกูลซึ่งกุมอิทธิพล เหนือลำน้ำสายนี้ถอนตัวออกไปบรรดาสำนัก พรรค ค่ายต่าง ๆ อันมีถิ่นฐานแถบนั้น ต่างเปิดศึกฆ่าฟันแย่งชิงสร้างอิทธิพลกันเป็การใหญ่
คราวนั้นไม่ว่าผู้ใด ไม่อาจชิงมีเปรียบได้ เมื่อเกิดศึกต่อสู้ยืดเยื้อเหล่าผู้ทำการค้าตลอดลำน้ำ ย่อมรับความเดือดร้อนกันไปทั่ว สถานการณ์เป็เช่นนี้อยู่ครึ่งปีหมู่ตึกบูรพาจึงเคลื่อนย้ายกำลัง เข้ามาร่วมแย่งชิงด้วย
ทีแรกยังไม่มีใครสนใจ การเข้ามาของหมู่ตึกบูรพา เนื่องเพราะต่างคาดคิดว่าพยัคฆ์ข้ามถิ่นเช่นนี้ ไหนเลยเข้ามาร่วมแย่งชิง กับเหล่าัเ้าถิ่นได้
ทว่าการณ์กลับไม่เป็เช่นนั้น เพียงไม่ถึงปี หมู่ตึกบูรพากลับยึดกุมกิจการขนส่งทางน้ำได้มากมาย ถึงเวลานั้นเหล่าผู้เหี้ยมหาญแถบฉางเจียงต้องจับจ้องไปที่หมู่ตึกบูรพาเป็ตาเดียวต่างทราบว่าประเมินหมู่ตึกแห่งนี้ต่ำไปแล้ว
ทั้งหมดยังทราบดีแก่ใจว่า เหตุผลหนึ่งซึ่งหมู่ตึกบูรพาขยายอิทธิพลได้รวดเร็ว เป็เพราะตระกูลซ่างกวน ให้การสนับสนุนอยู่เื้ั
ตระกูลซ่างกวนทำการค้ากับหมู่ตึกบูรพา ต่อเนื่องเป็เวลายาวนานดังนั้นการย้ายขุมกำลัง เข้ามาในจงหยวนของหมู่ตึกบูรพาครั้งนี้ย่อมอาศัยอิทธิพลตระกูลซ่างกวน คอยช่วยเหลืออีกแรง
สถานการณ์ใน่เวลานั้น กลับกลายเป็ว่า บรรดาสำนัก พรรค ค่ายกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ หันมาจับมือกันเพื่อต่อต้าน การรุกสร้างอิทธิพลของหมู่ตึกบูรพาหมู่ตึกบูรพาเผชิญการต่อต้านอย่างหนัก ่เวลาไม่ถึงปีก็แทบเพลี้ยงพล้ำไม่อาจยืนหยัด ต้านการรวมตัวของบรรดาค่าย พรรคต่าง ๆ ต่อไปได้
กระทั่งเมื่อห้าปีก่อน นาคามูระ โยชิอิจึงเดินทางเข้าสู่จงหยวน...
หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี ด้วยความสามารถของนาคามูระ โยชิอิสถานการณ์พลิกผันกลับกลาย เหล่าผู้เหี้ยมหาญแถบลุ่มน้ำฉางเจียง ต่างต้องยอมศิโรราบภายใต้เพลงดาบอันล้ำเลิศ ของบุรุษเหล็กผู้นี้จนสิ้นชื่อเสียงของมือสังหารไร้รักดังระบือก้องลำน้ำ พร้อมกับอิทธิพลของหมู่ตึกบูรพาซึ่งเข้าควบคุมกิจการในลำน้ำสายนี้
สามปีหลังจากนั้น หมู่ตึกบูรพาสร้างรากฐานจนแข็งแกร่งเวลานี้ทั้งอิทธิพลบารมี มิได้ด้อยไปกว่าตระกูลซ่างกวน เมื่อเจ็ดปีก่อนแต่อย่างใด
ทั้งหมดล้วนเกิดจาก ความสามารถของนาคามูระ โยชิอิบุรุษเหล็กแห่งหมู่ตึกบูรพาผู้นี้...
ที่นับถือเลื่อมใสต่าง ยกย่องนาคามูระ โยชิอิเป็เทพเ้าแห่งดาบ
ที่เคียดแค้นชิงชังต่าง ประณามด่าทอเป็ปีศาจเืเย็น
ผู้เหี้ยมหาญแห่งหมู่ตึกบูรพาบุรุษผู้อาศัยดาบเล่มเดียว เข้ายึดกุมเส้นเืใหญ่ทางใต้ไว้ได้ที่แท้เป็บุคคลเยี่ยงไรกันแน่…