คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 84 ชวนพี่ใหญ่กับเจ้าอ้วน

    ตอนที่ 84 ชวนพี่ใหญ่กับเจ้าอ้วน

     

            “อย่าๆ นายอย่าลากฉันไปเอี่ยวด้วยสิ ! ” ซ่งจิงจ้านกลอกตา “ตอนนี้ฉันกำลังหางานอยู่ ก็มีมองๆ อยู่บ้างแล้ว”

     

            “หา ? พี่ใหญ่ พี่ผิดคำพูดนี่หว่า ! ” ซู่ปางจือพูดเสียงอู้อี้เพราะมีข้าวอยู่เต็มปาก“เราตกลงกันว่าจะหางานด้วยกัน แต่พี่แอบไปสมัครงานคนเดียวเนี่ยนะ ! ”

     

            “เจ้าอ้วนนายโทษฉันเรื่องนี้ไม่ได้” ซ่งจิงจ้านมองไปที่หวางเสี่ยวถงแล้วพูดว่า “ตอนนี้ฉันอยู่กับพี่สะใภ้นายแล้วยังต้องให้พี่สะใภ้นายเลี้ยง นายจะไม่ให้ฉันออกไปหางานได้ยังไง ? ”

     

            ผู้ชายมักจะมีศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่เสมอพวกเขาไม่อยากแพ้ผู้หญิงของตน และไม่อยากให้ผู้หญิงของตนเลี้ยงดู ยกเว้นแต่พวกแมงดาที่ชอบเกาะผู้หญิงกินเท่านั้นแหละ

             

            “ดีเลยไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ! ”

     

            หลิวจือเซียเทน้ำผลไม้ให้เยว่เยว่อีกแก้วแล้วพูดว่า“พี่ใหญ่ เจ้าอ้วน ทั้งสองคนอาจจะไม่รู้ว่าฉันเซ็นสัญญาสร้างสตูดิโอกับเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์นอกจากพนักงานที่จำเป็นสำหรับโครงสร้างสตูดิโอพื้นฐานแล้ว ฉันขอโควต้ากับประธานหลางเวิ่นซิงเอาไว้สองสามตำแหน่งทั้งสองคนสนใจจะมาช่วยฉันที่สตูดิโอรึเปล่า”

             

            “สัญญาสร้างสตูดิโอหรือ? ”

     

            ซ่งจิงจ้านอาจจะฟังไม่เข้าใจแต่ไป่เหลียนเฉิงที่เซ็นสัญญาเข้าสตูดิโอของหลี่อ้ายกังแล้ว และซู่ปางจือที่เรียนการบริหารมาทั้งสองถึงกับตกตะลึง

             

            “น้องสามนายไม่ได้หลอกเราใช่ไหม ? ” ไป่เหลียนเฉิงจ้องมองตาโต“สตูดิโอร่วมหรือ ? ”

             

            “ไม่ใช่”หลิวจือเซียส่ายหน้า “เวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์จะออกเงินกับและสร้างสตูดิโอให้ฉัน ก่อนที่จะมีรายได้เวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์จะให้เงินสนับสนุนสตูดิโอเดือนละ 100,000 หยวน”

             

            “ดีขนาดนั้นเลย? ”

     

            “ถ้ารู้ว่านายมีสตูดิโอฉันจะหางานไปเพื่ออะไรกัน ? ”

     

            “พี่สามประธานหลางให้ความสำคัญกับพี่มากจริง ๆ ! ”

     

            ทันทีที่หลิวจือเซียพูดจบทุกคนก็ตกตะลึง จากนั้นก็ส่งเสียงเซ็งแซ่ออกมา

     

            เยว่เยว่ที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ก็เงยหน้าขึ้นหันไปทางนั้นทีทางนี้ที เธอไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณลุงคุณป้าของเธอ ?

     

            “ทั้งสองคนอยากมาไหม? ” หลิวจือเซียถามด้วยท่าทางจริงจังอีกครั้ง

     

            พวกเขาคือพี่น้องกันอย่าว่าแต่หลิวจือเซียมั่นใจในความสามารถของพวกเขาเลย ต่อให้พวกเขาไม่มีความสามารถแต่ตราบใดที่พวกเขาขยันตั้งใจทำงาน ด้วยทรัพยากรมหาศาลของเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์หากจะให้ทั้งสองคนรับผิดชอบงานส่วนตัวของเขาไป ยังจะมีปัญหาอะไรอีก ?

             

            “ฉันอยากไปๆ ! ” ซู่ปางจือพยักหน้ารัว ๆ “ฉันจะเป็นยามให้พี่ ! ”

     

            “ตึกของบริษัทไม่ได้ขาดยามนะ! ” หลิวจือเซียกลอกตา “ให้นายเป็นรองผู้จัดการฝ่ายบริหารเป็นยังไง ? ”

     

            “ฉันทำได้หรือ? ” ตอนแรกสีหน้าของซู่ปางจือก็เต็มไปด้วยความยินดี จากนั้นเขาก็สงบลงและส่ายหน้า“ลืมมันไปเถอะ พี่สาม ! ฉันจะไปเป็นผู้ช่วยที่สตูดิโอของพี่ ฉันไม่มีความมั่นใจที่จะบริหารจัดการทั้งสตูดิโอ”

             

            “อย่ากังวลเลยถึงเวลาก็มีคนช่วยนายเอง ! ” หลิวจือเซียพูด “บริษัทจะส่งผู้จัดการฝ่ายบริหารมาให้ฉันคนหนึ่งนายก็ไปเรียนรู้จากเขา หลังจากนั้นครึ่งปี พอนายรู้สึกว่าสามารถบริหารจัดการทั้งสตูดิโอได้นายก็ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายบริหารซะ”

             

            “นี่…จะดีหรือ ? ” ซู่ปางจือยังคงไม่มั่นใจ

     

            “นายลืมที่พวกเราเคยพูดไว้แล้วหรือ? ” หลิวจือเซียตบไหล่ซู่ปางจือเบา ๆ “เราคือพี่น้องกัน! ”

     

            “ได้! ” ซู่ปางจือกัดฟัน “สตูดิโอใช่ไหม ? มันจะมีอะไรนักหนากัน ! ”

     

            หลิวจือเซียพยักหน้าและมองไปที่ซ่งจิงจ้าน “พี่ใหญ่ เจ้าอ้วนจะมาช่วยฉัน พี่ล่ะจะมาไหม ? ”

     

            “ที่เจ้าอ้วนไปช่วยนายก็เป็นงานที่ตรงสายที่เรียนมาด้วยฉันไปแล้วจะช่วยอะไรนายได้ ? ” ซ่งจิงจ้านลังเล “นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของฉัน แม้แต่บทตัวประกอบดี ๆ ในละครหรือหนังยังหาไม่ได้เลย”

     

            “ถ้าพี่เต็มใจที่จะมาช่วยฉันฉันจะหาคนเขียนบทให้พี่ ดันพี่ให้เป็นพระเอก ! ”

     

            ความจริงหลิวจือเซียมีบทที่เหมาะกับซ่งจิงจ้านอยู่ในใจแล้วรอให้ซ่งจิงจ้านเก็บประสบการณ์ให้มากกว่านี้ ขัดเกลาฝีมือการแสดงอีกสักหน่อย การเป็นพระเอกก็จะไม่เป็นปัญหาเลย

             

            “น้องสามนายอย่าล้อเล่นสิ” หวางเสี่ยวถงยิ้ม “จ้านจื่อของเรามีความสามารถน้อยนิด ถ้าให้ไปวิ่งเป็นตัวประกอบก็ได้อยู่อย่าคิดจะให้เป็นพระเอกเลย”

             

            “พี่สะใภ้พี่ต้องเชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่สิ ! ” หลิวจือเซียส่ายหน้า “แค่พูดมาว่าจะมาช่วยหรือไม่มา! ”

             

            “เอาวะฉันจะทำ ! ” ซ่งจิงจ้านเทเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ “แย่สุดก็ไปวิ่งเป็นตัวประกอบ ใครบ้างไม่ได้เติบโตมาจากบทตัวประกอบกัน? ”

     

            “ต้องอย่างนั้นสิ! ” หลิวจือเซียหัวเราะ “มา ๆ ชนแก้ว ! ”

             

            ทุกคนหยิบแก้วเหล้าของตนขึ้นมาและดื่มรวดเดียวหมด

             

            ………………

             

            ขณะที่หลิวจือเซียชวนซ่งจิงจ้านและซู่ปางจือให้มาทำงานกับเซียเยว่สตูดิโออยู่นั้น

     

            ในเมืองต่างๆ ของประเทศจีน ผู้ชมจำนวนมากกำลังอยู่หน้าจอทีวี ดูรายการ ‘ฮัวเซียนิววอยซ์ ’ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียง

             

            และที่ตามมากับการออกอากาศของรายการคือการถกเถียงกันบนโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับรายการนี้ยิ่งคึกคักมากขึ้น

     

            “การร้องเพลงของเฉินอี้เจี๋ยเมื่อกี้เพราะเกินไปแล้ว! ”

     

            “ลูกทีมของทีมอู๋อิงคนนั้นชื่ออะไรน่ะ? ดูเหมือนฉันจะเคยเห็นจากที่ไหนสักแห่ง ! ”

     

            “ใช่จ้าวเผิงชูไหม? เขาแสดงละครทีวีตั้งเยอะ ไม่คิดเลยว่าเขาจะร้องเพลงได้ด้วยแปลกใจจริง ๆ นะเนี่ย ! ”

     

            “เฮ้หยุดพูดเรื่องไม่มีประโยชน์พวกนั้นซะที ฉันอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จือเซียของฉันจะได้ออกมากัน? ”

     

            “พี่เซียของฉันเป็นลูกทีมของเฉินอี้เจี๋ยต้องรออีกพักหนึ่งแหนะ ทำไมไม่ตัดเอาช่วงนั้นมาฉายก่อนล่ะ ? ”

     

            แม้ว่าจะมีคนมากมายอยากดูการร้องเพลงของหลิวจือเซียและอยากรู้ว่าทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์‘หลิวจือเซียกระแทกหลี่ตงกระเด็น’ แต่การพูดคุยของทุกคนเกี่ยวกับการแบทเทิลของทีมอู๋อิงก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

             

            ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันเหล่านั้นมีคนที่โดดเด่นอยู่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้าวเผิงชู

     

            เนื่องจากเขาเป็นศิลปินที่เซ็นสัญญากับเฉิงกวงมีเดียก่อนหน้านี้จึงเคยเล่นบทตัวประกอบในทีวีมามากมาย แต่ไม่เคยได้เล่นบทนำ ติดอยู่ในดาราเกรด4 มาหลายปี ไม่เคยเป็นที่นิยมเลย

             

            สิ่งที่ทำให้คนคาดไม่ถึงคือจ้าวเผิงชูได้ผ่านรอบบลายด์ออดิชั่นของรายการ‘ฮัวเซียนิววอยซ์ ’ และกลายเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันที่ดังกว่าคนอื่นๆ นอกจากหลิวจือเซีย !

             

            ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองฉางสุ่ยเป่ยหู

     

            จ้าวเผิงชูถือแท็บเล็ตอยู่ในห้องนั่งเล่นดูรายการ ‘ฮัวเซียนิววอยซ์ ’ไปพลาง ขณะที่ก้มมองความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เข้าแข่งขันในรายการ‘ฮัวเซียนิววอยซ์ ’ บนอินเทอร์เน็ต

             

            สำหรับคนที่เป็นดาราระดับสี่มา4-5 ปีไม่เคยได้ลืมตาอ้าปากเลย คำชมของผู้คนที่มีต่อจ้าวเผิงชูบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ นั้นทำให้เขากระโดดด้วยความตื่นเต้น

             

            หลายปีที่ผ่านมาเป็นหลายปีที่ขมขื่นที่สุดสำหรับเขาในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้โผบินแล้ว !

     

            จางหนิงงั้นหรือหลิวจือเซียงั้นหรือ… ในสายตาของจ้าวเผิงชูที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง คนพวกนี้ไม่มีทางเทียบกับเขาได้!

             

            “เสี่ยวเผิงกำลังดูอะไรอยู่ถึงได้ยิ้มมีความสุขซะขนาดนั้นกัน ? ” ตอนนั้นเองก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากในห้องจากนั้นผู้หญิงที่ใบหน้ายั่วยวน สวมเสื้อคลุมชุดนอน ก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น

             

            ต่งลี่ที่แท้ก็เป็นต่งลี่นั่นเอง !

             

            คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ผู้จัดการของหลิวฉีฉีคนนั้น ในวงการผู้จัดการนั้นนับว่าเธอมีความสามารถพอตัว ไม่คิดเลยว่าจะปรากฏตัวในชุดแบบนี้ที่ห้องของจ้าวเผิงชู

             

            นี่คือกฎที่พูดไม่ได้งั้นหรือ?

     

            (กฎที่พูดไม่ได้คือพวกคนมีอำนาจเส้นสายชอบเคลมเด็กที่อยากดังทางลัด)

     

            “พี่ลี่ผมเล่นเวย์ป๋ออยู่ ! ” จ้าวเผิงชูยิ้ม ซ่อนความรังเกียจในสีหน้าเอาไว้ “ชาวเน็ตชมการแสดงของผมในนิววอยซ์ด้วย”

             

            “โอ้! ”

     

            ต่งลี่เดินเยื้องกลายเข้ามานั่งลงข้างๆ จ้าวเผิงชู “ไม่เลวนี่ ครั้งนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ผลงานดี ๆ แล้วเหยียบหลิวจือเซียซะไม่งั้นที่ฉันล่วงเกินซุนเหยาแล้วฉกตัวนายมาก็เปล่าประโยชน์น่ะสิ”

             

            “พี่ลี่พี่ไม่ต้องห่วง ! ” จ้าวเผิงชูตบหน้าอกตัวเอง “กะอีแค่หลิวจือเซีย ถ้าผมเหยียบมันจมดินไม่ได้ไม่ต้องเรียกผมว่าจ้าวเผิงชู ! ”

     

            “คิกๆ… นี่สิเสี่ยวเผิงของฉัน ! ” ต่งลี่ยิ้มและตบที่หน้าอกของจ้าวเผิงชู “ดูสิ พี่อาบน้ำเสร็จแล้วนายจะ…”

             

            พูดแล้วต่งลี่ก็เลียริมฝีปาก

     

            แม้ว่าต่งลี่จะมีรูปร่างที่พอจะเรียกว่าเพอร์เฟคได้แต่หน้าตาก็งั้น ๆ ทำให้ยากที่จ้าวเผิงชูจะมีอารมณ์

             

            แต่ตอนนี้เขาพึ่งพาเธออยู่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับต่งลี่ จึงทำได้แค่ยอมตามใจต่งลี่เท่านั้น

             

            จ้าวเผิงชูฝืนยิ้มออกมาและพูดหยอกล้อขัดกับความรู้สึกในใจ “โอเค พี่ลี่ รอผมครู่หนึ่ง ! ”

             

            ………………

             

            ขณะนี้รายการ ‘ฮัวเซียนิววอยซ์ ’ ของสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียงยังคงออกอากาศอยู่

     

            จนกระทั่งเวลา3 ทุ่ม ลูกทีมทั้ง 9 คนของอู๋อิงก็ตัดสินเรียบร้อยแล้ว และการแบทเทิลของทีมเฉินอี้เจี๋ยก็ได้เริ่มต้นขึ้น

             

            ตอนที่หลิวจือเซียปรากฏตัวในกลุ่มแรกของลูกทีมที่จะทำการแบทเทิลเหล่าผู้ชมที่กำลังเฝ้าดูก็คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที พวกชาวเน็ตที่ดูผ่านทีวีออนไลน์ก็คอมเม้นท์กันอย่างดุเดือดในแพลตฟอร์มออนไลน์นั้นถึงขนาดรัวกันเป็นม่านกระสุนทีเดียว

     

            “ไอ้หยามาแล้ว ! สิ้นสุดการรอคอยซะที พวกทีมงานชั่ว สถานีโทรทัศน์ชั่ว ! ”

     

            “เริ่มเร็วๆ สิ ฉันอยากรู้จะตายอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบนเวที ! ”

             

            “ฉันอยากรู้ว่าคราวนี้พี่เซียของฉันจะร้องเพลงอะไร! ”

             

            เมื่อหลิวจือเซียเดินขึ้นไปบนเวทีผู้ชมก็ปรบมือเสียงดังกึกก้อง จากนั้นเสียงของหลิวจือเซียก็ดังขึ้น

             

            “ได้ยินว่าสโนว์ไวท์กำลังหลบหนี

     

            หนูน้อยหมวกแดงกำลังหวาดกลัวหมาป่า

     

            ได้ยินว่าช่างทำหมวกชอบอลิซ

     

            ลูกเป็ดขี้เหร่จะกลายเป็นหงส์ขาว…”

             

            งานเลี้ยงนิทานเริ่มต้นขึ้นแล้วผู้ชมทุกคนอินไปกับเพลง ‘เมืองแห่งเทพนิยาย’พวกเขานึกภาพของหนูน้อยหมวกแดง นึกภาพซินเดอเรลล่า นึกภาพเจ้าหญิงสโนว์ไวท์…

             

            พวกเขาคิดถึงลูกของตัวเองคิดถึงการเติบโตของลูกไปพร้อมกับตน เริ่มตั้งแต่หัดพูด ไปจนถึงเข้าโรงเรียนประถม มัธยมมหาวิทยาลัย แต่งงานมีลูก…

             

            ทำทุกอย่างด้วยกันเวลาดูเหมือนจะเนิ่นนาน แต่ไม่ทันรู้ตัว วัยเด็กก็จบลง ต้องก้าวเข้าสู่สังคมที่กว้างขึ้นต้องเผชิญกับความสำเร็จและล้มเหลวทุกรูปแบบ ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบสารพัด

             

            ผู้ชมมากมายที่อยู่หน้าทีวีและแพลตฟอร์มออนไลน์เมื่อฟังเพลงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะอินไปกับเพลงผู้ชมที่เป็นผู้หญิงบางคนถึงกับน้ำตาไหลเลยทีเดียว

             

            และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่เขตหมิงฉงของเซี่ยงไฮ้ห่างออกไป 1,300 กม.

             

            เมืองนี้แตกต่างจากเมืองที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เดียวกันของโลก

     

            เซี่ยงไฮ้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่15 และเป็นท่าเรือที่สำคัญสำหรับการค้าต่างประเทศเสมอมา

             

            เขตหมิงฉงคือสถานที่ดั้งเดิมที่สุดในเซี่ยงไฮ้ซึ่งคงสภาพสถาปัตยกรรมรูปแบบสาธารณรัฐจีนเอาไว้ ที่นี่ไม่มีตึกสูงมากนัก แต่เหมือนโฮมสเตย์มีสถานที่ท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ และที่พักอาศัยส่วนตัวมากกว่า

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน