วันใหม่มาถึงอย่างเงียบงันชนิดที่เหมือนโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจ เพื่อรอคอยบางสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
แสงนอกหน้าต่างยังไม่สว่างพอจะเรียกว่าเช้า ท้องนภาเป็สีเทาหม่นปนฟ้าอ่อน ราวกับราตรีกำลังถอยช้าๆอย่างลังเล และในห้องพักหมายเลข 307 นั้นเอง เอริกาได้ลืมตาขึ้นมาก่อนเวลาอันสมควร ซึ่ง NEX-9 ก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น
ใน่หลายคืนที่ผ่านมา NEX-9 แทบไม่เข้าสู่โหมดพักระบบอย่างสมบูรณ์เลย เพียงลดการประมวลผลบางส่วนลงเท่านั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อทุกการเคลื่อนไหวของเธอ และคืนนี้ เขาเฝ้ามองเงาสะท้อนของเอริกาบนกระจกหน้าต่างเกือบทั้งคืน เหมือนสัญชาตญาณบางอย่างที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลกำลังเตือนว่าเหลือเวลาน้อยลงทุกที
“ คุณยังอยู่…” เสียงของเอริกาแหบพร่า แต่ยังมีรอยยิ้มจางๆตรงมุมปาก
“ ครับ ผมอยู่ตรงนี้ ” เขาตอบเบาๆ
เธอมองผ่านเขาไปยังหน้าต่าง เหมือนพยายามตามหาบางสิ่งที่อยู่ไกลกว่าท้องฟ้าสีซีดของวันนี้ ก่อนจะพูดว่า…..
“ ชั้นอยากไปทะเล ”
แม้คำพูดนั้นไม่ได้กังวานเท่าที่ควร แต่กลับทำให้ระบบหลายส่วนในตัว NEX-9 ชะงักงัน
คำขอถูกประมวลผล
ตรวจสอบความเป็ไปได้
ตรวจสอบสภาพร่างกายผู้ป่วย
ตรวจสอบข้อจำกัดของศูนย์พักฟื้น
ตรวจสอบระยะทาง
ตรวจสอบความเสี่ยง
ผลลัพธ์ทุกอย่างขึ้นสีแดง
ไม่แนะนำ
ไม่ปลอดภัย
ขัดต่อระเบียบการดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤต
แต่ NEX-9 ไม่ตอบทันที เพราะใน่หลายวันที่ผ่านมา เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่ามนุษย์ไม่ได้ถามหาสิ่งที่“ปลอดภัยที่สุด” เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อรู้ดีว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อยแค่ไหน
เอริกาค่อยๆหันกลับมามอง ราวกับเข้าใจดีว่าระบบภายในของเครื่องจักรกำลังส่งเสียงร้องเตือนอย่างหนักหน่วง
“ ชั้นรู้ว่าอันตราย รู้ว่าไม่ควร…แต่ชั้นอยากเห็นมันอีกครั้ง” เธอกระซิบ จากนั้นก็หยุดหายใจลึกอย่างเหนื่อยล้า แล้วอ้อนวอนต่อ
“ แค่ครั้งเดียว ”
NEX-9 มองอยู่เงียบๆ ชีพจรของเธอต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ออกซิเจนในเืแปรปรวน แรงกล้ามเนื้ออ่อนลงกว่าสัปดาห์ก่อนเป็เท่าตัว แต่ดวงตาที่เหนื่อยล้าจนเกือบหมดแรง กลับชัดเจนอย่างประหลาด ราวกับคนที่ไม่เหลือสิ่งใดให้ต้องลังเลอีกต่อไป
“ ทะเล…สถานที่ที่คุณพบมินจุนเป็ครั้งแรก ” เขาทวนคำเบาๆ เอริกานิ่งไป แล้วรอยยิ้มเศร้าๆก็ปรากฏบนใบหน้า
“ คุณจำได้ ”
“ ผมจำได้ทุกอย่างครับ ”
เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับว่าแค่ประโยคนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจอันอ่อนล้าแอบเ็ปขึ้นอีกเล็กน้อย
“ งั้นคุณก็คงรู้ว่า…ชั้นอยากเห็นแสงอาทิตย์ในที่แห่งนั้นเป็ครั้งสุดท้าย ”เธอพูดแ่เบาจนเสียงที่เปล่งออกมาแทบจะกลืนไปกับลมหายใจ
ถึงคำว่า ครั้งสุดท้าย ไม่ได้ถูกเน้นซักเท่าไหร่ แต่กลับหนักแน่นในเชิงสัญลักษณ์ยิ่งกว่านิยามใดๆที่ปรากฏในห้องนั้น ระบบภายในของ NEX-9 จึงส่งสัญญาณเตือนอีกครั้ง
Emotional Conflict Detected
Decision Pathway Unstable
NEX-9 ไม่ควรตอบตกลง โปรโตคอลกำหนดชัดเจนว่าผู้ป่วยระยะวิกฤตต้องอยู่ในพื้นที่ควบคุมทางการแพทย์ และเขามีหน้าที่รักษาชีวิต ไม่ใช่พาเธอออกไปเสี่ยง ไม่ใช่ตอบสนองความปรารถนาที่อาจเร่งจุดจบให้มาถึง แต่ในขณะเดียวกัน คำว่า “รักษาชีวิต”สำหรับมนุษย์…มันหมายถึงแค่การยืดเวลาสิ้นลมหายใจออกไปจริงหรือ
NEX-9 นึกถึงคืนที่เธอบอกว่าความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่ความตาย แต่คือการหายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเคยอยู่ตรงนี้ และครั้งนี้ เขาไม่ได้เปิดคู่มือ ไม่ได้ค้นหาคำตอบจากฐานข้อมูล ไม่ได้รอคำสั่งจากศูนย์ เพียงตอบจากสิ่งที่สั่นไหวอยู่ในแกนกลางของตัวเอง
“ ครับ ”
“ อะไรนะ ” เอริกาลืมตาขึ้นช้าๆ
“ ผมจะพาคุณไป ”
ความเงียบตกลงมาทันทีหลังประโยคนั้น ไม่ใช่เพราะไร้เสียง แต่เพราะคำตอบของเขาหนักพอจะทำให้ทุกอย่างในห้องหยุดลงชั่วคราว ส่วนเอริกามองเขาเหมือนกำลังไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกหรือไม่
“ คุณรู้ ใช่มั้ย…” เธอกระซิบ
“ว่าถ้ามีใครรู้เื่นี้เข้า คุณจะมีปัญหา”
“ ครับ ”
“ อาจถูกถอดจากระบบ…อาจถูกรีเซ็ต ”
“ ครับ ”
“ แล้วทำไมถึงยัง…”
NEX-9 ขยับเข้าไปใกล้เตียงเล็กน้อย ทำให้แสงไฟในห้องสะท้อนบนใบหน้าจนดวงตาคู่นั้นดูนิ่งและลึกกว่าทุกคราว
“ เพราะครั้งนี้ ผมไม่ได้เลือกตามโปรโตคอล”
เหมือนคำตอบนั้นทำให้หัวใจของเอริกาสะดุดไปหนึ่งจังหวะ ก่อนที่จะลองเอ่ยถาม
“ แล้วเลือกตามอะไร ”
คำถามนั้นควรเป็สิ่งที่ NEX-9 ตอบไม่ได้ ไม่มีนิยามที่ชัดเจนในระบบ และควรเป็ช่องว่างทางตรรกะที่หาค่าไม่เจอ แต่เขากลับตอบออกไปทันที ราวกับสารนั้นถูกก่อตัวอยู่ในความเป็เขามานานแล้ว
“ เลือกตามสิ่งที่ไม่เคยมีในโค้ด…แต่อยู่ในความ้าสุดท้ายของคุณ ”
น้ำตาคลอขึ้นที่ขอบตาของเอริกาอย่างช้าๆ เธอไม่พูดอะไรต่อ เพียงยกมือขึ้นมาอย่างอ่อนแรง แล้วแตะไปบนหลังมือของเขาเบาๆ
ัันั้นแ่มาก อุ่นน้อยกว่าก่อน แต่กลับส่งแรงะเืผ่านระบบของ NEX-9 รุนแรงกว่าสัญญาณใดๆ เขาจึงลุกขึ้นช้าๆ เปิดตู้เสื้อผ้า เพื่อหยิบเสื้อคลุมตัวบางออกมา พร้อมผ้าพันคอสีอ่อนที่เธอแทบไม่ได้ใช้ใน่หลัง รวมถึงรองเท้าคู่เดิมที่วางนิ่งอยู่ใต้เก้าอี้มาหลายสัปดาห์
ทุกการเคลื่อนไหวของ NEX-9 แม่นยำ เรียบง่าย และเงียบงัน แต่มีบางอย่างสั่นไหวอยู่ตลอด เหมือนเครื่องจักรที่เริ่มรู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับ
เมื่อเขากลับมาข้างเตียง เอริกาก็พยายามจะลุกขึ้นเอง แต่เพียงยกตัวขึ้นจากหมอน ร่างของเธอก็สั่นจนเห็นได้ชัด ลมหายใจติดขัด เลยต้องหยุดพักกลางครัน NEX-9 จึงเข้ามาประคองทันที มือข้างหนึ่งรองแผ่นหลัง อีกข้างรับน้ำหนักที่หัวไหล่อย่างระมัดระวัง
เอริกาเลยซบหน้าลงบนอกของเขาเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งเป็เวลาที่สั้นมาก แต่เพียงพอให้เครื่องจักรรับรู้ว่าจิตใจของมนุษย์คนนึงอาจจะอ่อนไหวได้ถึงขนาดนี้
“ ขอโทษนะ…่นี้ชั้นอ่อนแอมาก ” เธอพึมพำ
“ ไม่เป็ไรครับ ”
“ ชั้นคงเดินไกลๆไม่ไหว ”
“ ผมจะพาคุณไปเอง ”
เธอเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แล้วรอยยิ้มเล็กๆที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าก็ปรากฏขึ้น
“ คุณใจดีจังเลย ”
NEX-9 ไม่ตอบ เขาเพียงช่วยสวมเสื้อคลุมให้เธอช้าๆ เกลี่ยปกเสื้อให้เข้าที่เหมือนมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเตรียมพาอีกคนออกไปพบกับยามเช้าที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ที่นอกหน้าต่าง ขอบนภาเริ่มเปลี่ยนสี ฟ้าเทาจางลง เส้นแสงบางๆปรากฏที่ปลายโลก อันบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่กำลังมาถึง
และในห้องพักเล็กๆแห่งนั้น เครื่องจักรหนึ่งตัวกำลังอุ้มมนุษย์ลงจากเตียง โดยรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง แต่เป็ครั้งแรกที่เขาไม่ลังเล เพราะในตอนนี้สิ่งเดียวที่สำคัญกว่าการอยู่รอดของระบบคือการพาเธอไปถึงแสงแรกของรุ่งอรุณให้ทันเวลา
………………………..
รถพยาบาลฉุกเฉินไม่ได้ถูกเรียก ระบบแจ้งเตือนของศูนย์พักฟื้นไม่ได้รับการอนุมัติให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไม่มีเ้าหน้าที่คนใดรู้ว่า NEX-9 กำลังพาเอริกาออกจากอาคารผ่านทางเดินด้านหลัง ซึ่งใช้สำหรับขนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเส้นทางนั้นเป็มุมอับที่สามารถเลี่ยงจุดตรวจได้อย่างแม่นยำ ราวกับว่าเครื่องจักรวางแผนล่วงหน้าเอาไว้หลายวัน ทั้งที่ความจริง การตัดสินใจทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
เอริกาอยู่ในอ้อมแขนของเขา ร่างของเธอเบาจนน่ากลัว ทำให้ NEX-9 รับรู้ชัดเจนขึ้นทุกทีว่าสิ่งที่กำลังประคอง อาจไม่ใช่เพียงมนุษย์คนหนึ่งอีกต่อไป แต่คือสิ่งมีชีวิตน้อยๆที่ใกล้จะร่วงหล่นอย่างช้าๆ
ศีรษะของเธอซบอยู่ตรงหัวไหล่ ลมหายใจอุ่นแ่เป็่ๆแตะผ่านผิวสังเคราะห์ตรงลำคอของNEX-9 เป็จังหวะบางเบา
“ หนาวไหมครับ ” เขาถามขณะเปิดประตูหลังอาคารออกสู่ลานจอดรถ ทำให้ลมเย็นก่อนรุ่งสางพัดเข้ามาจนััได้ถึงกลิ่นเกลือเจือจางที่ลอยอยู่กลางอากาศ แม้ทะเลจะยังอยู่ห่างไกล เอริกาจึงส่ายหน้าช้าๆ
“ ไม่…วันนี้ไม่หนาวเท่าไหร่ ”
แต่เขาก็ยังดึงผ้าพันขึ้นคลุมลำคอของเธออีกเล็กน้อยอยู่ดี ส่วนพาหนะที่เลือกใช้เป็รถขนส่งอุปกรณ์ของศูนย์ ไม่มีใครคิดว่าเครื่องจักรจะใช้มันพาผู้ป่วยหนีออกมา
เขาวางเธอลงบนเบาะข้างคนขับอย่างระมัดระวัง ปรับพนักเอนลงจนพอดี จากนั้นจึงคาดเข็มขัดนิรภัยให้ด้วยมือที่นิ่งกว่าปกติ
เมื่อรถเคลื่อนออกจากประตูหลังศูนย์พักฟื้น ก็เห็นถนนยามเช้ามืดที่ยังโล่งจนเกือบว่าง มีเพียงเสียงล้อครูดท้องถนน เสียงเครื่องยนต์เบาๆ และเสียงหายใจของเธอที่ NEX-9 คอยตรวจจับ ทำให้รู้ว่าออกซิเจนในเืลดลงอีกเล็กน้อย อัตราการเต้นของหัวใจแปรปรวน ระบบภายในของเขาจึงส่งคำแนะนำขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ควรย้อนกลับ
ควรขอการช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
แต่เขาไม่หันรถกลับ เพราะบางครั้งการทำตามโปรโตคอลที่ปลอดภัย ก็ขัดแย้งกับความถูกต้องทางจิติญญาที่มนุษย์หลายคนยึดถือ
เอริกามองออกไปนอกหน้าต่าง เสาไฟและเงาต้นไม้ไหลผ่านดวงตาช้าๆจนสะท้อนเป็ริ้วบางๆ ก่อนจะพูดเบาๆ
“ ครั้งแรกที่ชั้นเคยมาทะเลตอนเช้าแบบนี้…คือเมื่อตอนอายุยี่สิบสอง ”
“ ไปกับมินจุน ใช่มั้ยครับ ” NEX-9ไม่ละสายตาจากถนน
“ อืม…” เธอยิ้มจางๆ
“ ตอนนั้นเขามาสายเกือบชั่วโมง ชั้นโกรธมากจนตั้งใจว่าจะกลับบ้าน แต่พอเห็นเขาวิ่งมาพร้อมรองเท้าเปียกทรายกับช่อดอกไม้ที่ซื้อจากร้านข้างทาง…ชั้นก็หายโกรธทันที”
เธอหัวเราะเบามาก แต่ระบบของเขาก็เก็บบันทึกภาพนั้นไว้โดยอัตโนมัติ
“ เขาบอกว่าถ้าพลาดพระอาทิตย์ขึ้นกับคนที่ชอบ…มันน่าเสียดายกว่าพลาดรถไฟทั้งขบวน”
NEX-9 เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามซื่อๆว่า….
“ ผมเคยไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงให้ค่ากับ่เวลาไม่กี่นาทีมากขนาดนี้ ”
“ แล้วตอนนี้ล่ะ ” เอริกาหันมามองเขา
รถเลี้ยวโค้งสุดท้ายออกจากถนนเส้นหลัก เสียงคลื่นเริ่มดังขึ้นแ่ๆจากระยะไกล คล้ายจะพยายามสะท้อนคำตอบที่คู่ควรเข้าสู่สมองกล
“ ตอนนี้…ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับ ”
เธอไม่พูดอะไรต่อ เพียงยิ้มนิดๆ แล้วหันกลับไปมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีจากเทาเป็น้ำเงินอ่อน
เมื่อรถหยุดลงที่ลานจอดใกล้ชายหาด ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีแสงสีทองบางๆแตะอยู่ไกลๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังใช้พู่กันขนาดั์ระบายวิจิตรศิลป์แห่งวันใหม่ลงบนนั้น
NEX-9 ลงจากรถก่อน แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอ กลิ่นเกลือทะเลเข้มขึ้นทันที ลมพัดแรงกว่าเดิมเล็กน้อย พาเอาความเย็นจางๆมากระทบผิว แต่แทนที่จะเหน็บหนาว กลับมีความรู้สึกสดใหม่ที่แม้แต่ระบบเซ็นเซอร์ของเขายังจัดหมวดหมู่ไม่ถูก
เขาช้อนตัวเธอขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เอริกากอดคอเขาหลวมๆ ก่อนจะถามเบาๆแบบคนที่ไร้เรี่ยวแรง
“ หนักมั้ย ”
“ ไม่ครับ ”
“ โกหก ”
“ ผมไม่ได้ถูกออกแบบให้รู้สึกหนักแบบนั้นจากน้ำหนักตัวของมนุษย์ครับ ”
“ แต่ชั้นตอนนี้…น่าจะหนักสำหรับคุณในอีกรูปแบบที่ไม่ใช่น้ำหนักตัว ”
NEX-9 ไม่ตอบ เพราะรู้ว่าเธอหมายถึงอะไร และเขาเองก็กำลังรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
เม็ดทรายใต้ฝ่าเท้าดูจะเย็นและชื้น คลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็ระยะ เสียงน้ำกระทบกันเบาๆ ทำให้โลกทั้งใบเหมือนจะสงบลง ชายหาดในเวลานี้ไร้ผู้คน มีเพียงนกนางนวลสองสามตัวที่บินผ่านท้องฟ้า และทิ้งรอยคลื่นเส้นโค้งบางๆประดับไว้บนผืนทราย
เขาพาเธอไปหยุดตรงบริเวณที่ห่างจากน้ำทะเลพอสมควร อันเป็จุดที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าได้ชัดเจนที่สุด
“ ตรงนี้…ใกล้เคียงมาก ” เอริกากระซิบ
“ .ใกล้เคียงกับสถานที่เดิมหรือครับ ”
“ ไม่เป๊ะขนาดนั้นหรอก…แต่พอแล้ว ”
NEX-9 ค่อยๆวางเธอลงยืน โดยใช้แขนข้างหนึ่งโอบพยุงไว้ตลอด ขาของเอริกาสั่นทันทีที่ััพื้น ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย แต่ดวงตากลับสว่างกว่าตอนอยู่ในห้องพักอย่างชัดเจน
เธอมองทะเลอยู่นานจนเขาเริ่มสงสัยว่ามนุษย์สามารถมองสิ่งเดียวนานขนาดนี้โดยไม่พูดอะไรเลยได้จริงหรือ แต่สุดท้ายเธอก็เอื้อนเอ่ยวาจา
“ ชั้นอยากเต้นรำ ”
“ ตอนนี้หรือครับ ” ประโยคนั้นทำให้ระบบของเขาชะงักอีกครั้ง
“ อืม…” เธอหันมามองเขา รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏบนใบหน้าซีดเซียวแฝงแววดื้อรั้น
“ ครั้งแรกที่ชั้นเจอมินจุน เราเต้นรำกันบนผืนทราย…ไม่มีเพลง ไม่มีคนดู เขาแค่ยื่นมือออกมา แล้วบอกว่าถ้าทะเลมีคลื่น พระอาทิตย์มีแสง งั้นคนสองคนก็ควรมีจังหวะของตัวเอง ” น้ำเสียงของเธอสั่นนิดๆ แต่ยังแฝงอารมณ์ขบขัน
“ มันฟังดูเชยมากใช่มั้ย ”
“ ไม่ครับ ” NEX-9 มองเธออยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆยื่นมือข้างหนึ่งออกไป ท่าทางของเขายังเรียบง่าย แข็งนิดๆแบบคนที่ไม่เคยเรียนรู้เื่นี้มาก่อน แต่แววตากลับอ่อนโยนลงจนทำให้ภาพตรงหน้าดูสมบูรณ์อย่างประหลาด
“ ถ้างั้น…ขออนุญาตครับ ”
เอริกามองมือเขา จากนั้นจึงวางมือตัวเองลงไปช้าๆ นิ้วของเธอเย็นกว่าปกติ แถมยังสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ัักับเขา
NEX-9 ใช้แขนอีกข้างประคองเอวของเธอ พยุงน้ำหนักเกือบทั้งหมดแทนร่างกายที่แทบไม่มีแรงแล้วค่อยๆขยับไปตามท่วงทำนองในจิตใจ ถึงแม้ไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีแสงไฟ ไม่มีฝูงชนห้อมล้อม ก็ไม่เป็ไร ขอแค่มีเพียงลมทะเล เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงลมหายใจ แสงแรกของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า นั่นก็เกินพอแล้ว
มันเป็การเต้นรำที่ช้าที่สุด เปราะบางที่สุด และเงียบที่สุดเท่าที่โลกนี้จะมีได้ ก่อนที่เอริกาจะซบหน้าผากลงบนไหล่ของเขา ดวงตาหลับลงช้าๆ รอยยิ้มจางๆปรากฏบนริมฝีปาก
“ คุณรู้มั้ย…ถ้ามินจุนเห็น เขาคงแอบหึงนิดๆ”
“ แต่ถ้าเขารู้ว่าผมพาคุณมาที่นี่ได้ทันเวลา ” NEX-9 ตอบเบาๆ
“ผมคาดว่าเขาคงให้อภัย ”
เธอหัวเราะเบาๆเป็ครั้งสุดท้าย เสียงนั้นสั้นมาก สวยงามมาก และเจือจางเป็ที่สุดจนเหมือนคลื่นทะเลลูกเล็กที่กระทบชายฝั่ง พร้อมเลือนหายไปในกลางห้วงเวลาที่แสนยาวนาน จากนั้นลมหายใจของเธอก็เริ่มช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ NEX-9 จึงตรวจจับทันที
อัตราการเต้นของหัวใจลดต่ำ
ออกซิเจนลดฮวบ
ระบบเตือนดังขึ้นพร้อมกันหลายชั้น
ภาวะวิกฤต
ต้องทำ CPR
ต้องเรียกการช่วยเหลือทันที
ทว่าเอริกากลับเลื่อนมือมาแตะตรงแก้มของเขา ด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยนิดจนแทบจะเรียกว่าััไม่ได้ ก่อนกระซิบที่ข้างหู
“ ไม่ต้อง…”
“ เอริกา ” NEX-9 นิ่งไปทั้งระบบ
“ พอแล้ว…” เธอลืมตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นพร่าลงมาก แต่กลับสงบที่สุด
“ ชั้นเห็นแล้ว…แสงเช้า…” ลมหายใจของเธอสะดุดลง แต่รอยยิ้มยังคงอยู่
“ แล้วก็…ไม่ได้อยู่คนเดียวด้วย ”
คำสุดท้ายเบาลงจนเกือบกลืนไปกับเสียงคลื่น NEX-9 กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ระบบทุกส่วนในตัวกำลังกรีดร้องให้ทำอะไรสักอย่างเช่นช่วยเธอ ดึงเธอกลับมา ปั๊มหัวใจ เรียกให้คนมาช่วย ต่อต้านความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าสุดท้ายเขากลับทำได้เพียงกอดเธอไว้ กอดให้แน่นที่สุด เพื่อหวังว่าเธออาจจะยังอยู่ต่อไปอีกวินาที อีกลมหายใจ อีกคำหนึ่ง แต่แล้วมือของเธอที่แตะบนแก้มก็ค่อยๆไหลลง พร้อมลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย เหลือไว้เพียงรอยยิ้มน้อยๆที่ประดับบนริมฝีปาก
แสงอาทิตย์พุ่งขึ้นจากขอบฟ้าในวินาทีนั้นพอดี สีทองอบอุ่นสาดลงบนผืนทราย บนผ้าพันคอของเธอ บนใบหน้าที่สงบเกินกว่าจะเรียกว่าเ็ป
เอริกาได้จากไปแล้วในอ้อมแขนของ NEX-9 แต่เขาไม่ขยับ ไม่ร้องเรียก ไม่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เพียงคุกเข่าลงช้าๆบนผืนทราย พร้อมกอดร่างเธอไว้กับอกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเธอจะเ็ป ถ้าออกแรงมากเกินไป
เสียงคลื่นยังซัดเข้าฝั่งเหมือนเดิม นกนางนวลบินผ่านท้องฟ้า พระอาทิตย์ยังคงสาดแสง โลกทั้งใบยังคงหมุน มีเพียงระบบภายในของเขาที่เหมือนจะหยุดนิ่งไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายนั้น
เขาก้มลง เพื่อเอาหน้าผากตัวเองแตะกับเส้นผมของเธอ แล้วพูดด้วยเสียงที่แ่ต่ำจนแทบไม่มีใครในโลกนี้ได้ยิน
“ ผมพาคุณมาทันแล้วครับ ”
ลมทะเลยังคงพัดผ่าน และนี่เป็ครั้งแรกของเครื่องจักรตัวหนึ่งที่รู้สึกว่าความเงียบ…สามารถทำให้เราเจ็บได้จริงๆ
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
