บทที่1
บทนำ
เสียงเตียงไม้หนานมู่ขยับคลอนไปตามจังหวะแห่งห้วงอารมณ์ปรารถนาของบุรุษบนเตียงคลอเคล้าไปกับเสียงหอบหายใจแหบต่ำถี่กระชั้น
ทุกสรรพเสียงภายในห้องนอนของตำหนักเย็นคล้ายกับจะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักลึกซึ้งจะติดก็ตรงเสียงร่ำไห้สลับกับเสียงอ้อนวอนอย่างเ็ปของสตรีผู้หนึ่งที่ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องเหลือเพียงกลิ่นอายของการขืนใจ
ทหารเฝ้าประตูตำหนักนายหนึ่งหลับตาลงเพื่อเก็บซ่อนความรวดร้าวในแววตามือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นหมายจะข่มกลั้นอารมณ์ที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ทว่าเมื่อตาปิดหูจึงเปิดเสียงที่ดังลอดออกมาจากในตำหนักยิ่งเด่นชัดขึ้นราวกับดังอยู่ข้างหู
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้ยินเสียงนี้ถึงกระนั้นเสียงที่เกิดขึ้นเช่นเดิมซ้ำ ๆ ทุกวี่วัน กลับยังคงบาดลึกไปถึงกลางใจได้ในทุกครั้งที่ได้ยิน
กระทั่งในคืนหนึ่งที่บุรุษหนุ่มผู้นั้น หรือก็คือ ‘ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน’ไม่ได้เสด็จมา ทหารนายนั้นจึงตัดสินใจอย่างอาจหาญพาสตรีที่อยู่ในตำหนักเย็นแห่งนั้นหนี
สตรีนางนั้นละล้าละลัง จะอยู่ก็ทุกข์ใจจะจากไปก็ไม่กล้า ทั้งยังมีเหตุผลสำคัญบางประการที่ทำให้นางมิอาจตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
ในขณะที่คนทั้งคู่กำลังจะลอบออกจากเขตพระราชฐานชั้นในได้สำเร็จหญิงสาวก็รั้งแขนชายหนุ่มไว้ อีกฝ่ายจึงจำต้องหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับมาทางด้านหลังพร้อมกับกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างระแวดระวังก่อนเบนกลับมามองนางด้วยสายตาเคร่งเครียดแฝงความกังวล “มีอะไรหรือขอรับคุณหนู”
สตรีของฮ่องเต้ย่อมต้องมีศักดิ์ฐานะอันสูงส่ง ต่อให้โดนลดเกียรติและถูกย้ายที่พำนักมายังตำหนักเย็นอีกทั้งตำแหน่งที่ได้รับก็กลายเป็เพียงอักษรที่ประดับอยู่หน้าแซ่และเป็คำที่ผู้คนใช้เรียกขานกันเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ยังสูงส่งเกินกว่าฐานะเดิมที่เป็เพียงคุณหนูแห่งตระกูลขุนนาง
ด้วยเหตุนี้ การเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยฐานะเดิมจึงดูคล้ายการล่วงเกินแต่ถึงกระนั้นนายทหารหนุ่มก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนคำเรียกขานอีกฝ่ายแต่อย่างใดนางจะยังคงเป็คุณหนูของเขานับั้แ่แรกพบจวบจนิญญาดับสูญเพราะสาเหตุสำคัญบางประการที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจ
สาเหตุนั้นก็คือคำเรียกขานด้วยตำแหน่งที่เป็การตีตราว่านางคือสตรีของผู้อื่นนั้นห่างเหินเกินไปและสูงส่งเกินไปจนลึก ๆ ในใจเขาอดที่จะรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรที่จะปกป้องนางหรือแม้แต่จะเป็คนที่คอยรับฟังนางปรับทุกข์
หญิงสาวมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาฉายความกังวลเช่นเดียวกัน ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ“พี่หาน ข้ากำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา หนีมาเช่นนี้...”
ความตกตะลึงระคนเ็ปวาบผ่านดวงตาของนายทหารหนุ่มมือไม้ก็สั่นเทิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นทุกความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขากลับมีเพียงเขาเพียงผู้เดียวที่รับรู้
ชายหนุ่มยิ้มปลอบใจหญิงสาว ด้วยแววตาที่แห้งผาก “หากยังทนอยู่ที่นี่เกรงว่าคงไม่เป็ผลดีต่อเด็กในครรภ์คุณหนูอย่ากังวลใจไปเลย ข้าน้อยจะดูแลคุณหนูกับบุตรเป็อย่างดีตอนนี้เรารีบหนีกันก่อนเถิดขอรับ”
หญิงสาวยิ้มออกมาได้ในที่สุดด้วยหัวใจที่ราวกับได้รับการชโลมน้ำทิพย์สิ้นข้อกังขาในอนาคตข้างหน้าเมื่อกลับมาตระหนักได้อีกครั้งว่าภายใต้ปีกที่กางออกเพื่อปกป้องนางของบุรุษตรงหน้าไม่ว่าขึ้น์หรือลงนรก ความทุกข์ใจจะมากล้ำกรายหัวใจนางไม่ได้อีก
สายตาเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ของนายทหารหนุ่มมองสบกับดวงตาคู่งามที่ประดับอยู่บนใบหน้าอิดโรยและซูบตอบคล้ายกับจะสร้างความมั่นใจให้กับอีกฝ่าย
แม้เค้าความงดงามปานล่มชาติล่มเมืองเมื่อครั้งอดีตของสตรีตรงหน้าจะถูกความทุกข์ตรมกลืนกินไปเสียสิ้นแล้วแต่ในใจของชายหนุ่ม หญิงสาวยังคงเป็ดั่งชีวิตและลมหายใจของเขาโดยที่สังขารและกาลเวลามิอาจพราก
ชายหนุ่มหันหน้ากลับเตรียมจะชักเท้าก้าวต่อทว่าร่างกายกลับต้องแข็งค้างไปเพราะกระบี่ที่พาดอยู่บนลำคอแต่หลังจากชะงักค้างไปเพียงครู่เขาก็หมุนกายกลับมาดึงร่างบอบบางด้านหลังเข้ามาชิดโดยไม่สนใจประกายอันตรายที่พาดอย่างิ่เหม่อยู่ที่ลำคอแล้วใช้ร่างสูงใหญ่กำยำของตนบังนางไว้
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนหรือยื้อยุดกันเกิดขึ้นเพราะไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ออกแรงต่อต้านใด ๆทหารจำนวนหลายนายที่โอบล้อมอยู่ก็แยกนางออกไปจากเขา
เสียงร้องให้ช่วยเหลือคละเคล้ากับเสียงร่ำไห้สายตาวิงวอนของนางที่มองมาสองแขนที่ยื่นมาด้านหน้าเพื่อหมายจะให้เขาดึงนางกลับไปปกป้องไว้ใต้ปีกของเขาอีกครั้งทำให้ชายหนุ่มเ็ปปานโดนควักหัวใจออกมา
ชายหนุ่มคำรามเสียงดังกึกก้องแม้กระบี่ที่เคยห้อยอยู่ที่เอวจะถูกยึดไปแล้วก็ไม่คิดยอมจำนนฝ่ามือและกำปั้นจึงปัดป่ายไปอย่างสะเปะสะปะคล้ายกับคนคลุ้มคลั่ง
นายทหารที่ติดอาวุธครบมือซึ่งล้อมอยู่โดยรอบไม่ได้สืบเท้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มแต่กลับเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้ให้อีกฝ่ายได้อาละวาดจนกว่าจะพอใจเพราะอย่างไรในสายตาพวกเขาคนตรงหน้านี้ก็เป็สหายที่ร่วมกินอยู่หลับนอนมาด้วยกันทั้งยังเป็คนดีมีน้ำใจ
“หานลู่ เ้าก็ยอมให้พวกข้าจับแต่โดยดีเถอะทำเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด มีแต่ต้องสูญเสียมากขึ้น หมายปองสตรีใดไม่หมายปองกลับไปหมายปองเอาสตรีขององค์จักรพรรดิ”นายทหารผู้หนึ่งเอ่ยเกลี้ยกล่อมขึ้นมาเป็คนแรก
นายทหารอีกคนจึงเอ่ยเสริมขึ้นว่า “อย่างไรพระสนมแซ่มู่ผู้นั้นก็คงไม่พ้นข้อหาสวมหมวกเขียว[1]ให้องค์จักรพรรดิไปได้ส่วนเ้า... เฮ้อ” จบคำก็ส่ายหน้าอย่างปลงตกนึกเห็นใจในโชคชะตาของสหายผู้นี้ไม่น้อย
เมื่อได้ยินว่าหญิงสาวจักต้องข้อหาสวมหมวกเขียวให้องค์จักรพรรดิ หานลู่ก็ตะลึงงันไปอากัปกิริยาราวคนคลุ้มคลั่งหยุดชะงักลงนายทหารที่ล้อมอยู่โดยรอบจึงปรี่เข้ามาประชิดตัวแล้วมัดชายหนุ่มไว้อย่างแ่า
ฮ่องเต้หนุ่มจำต้องตื่นจากบรรทมในทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนอยู่ที่หน้าประตูตำหนักเหตุการณ์ที่หานลู่พาสตรีที่อยู่ในตำหนักเย็นหนีออกมากว่าจะถูกส่งผ่านจากปากคนของฮองเฮามาถึงหูคนสนิทของฮ่องเต้ข้อเท็จจริงก็ถูกบิดเบือนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเื่ราวจึงกลายเป็ว่านายทหารผู้หนึ่งลักลอบเป็ชู้กับสตรีของพระองค์ทั้งยังพาตัวนางไปซ่อนไว้
ทหารสามสี่นายที่อยู่ในเหตุการณ์เสียงเบาเกินกว่าที่องค์จักรพรรดิจะได้ยินหรือต่อให้คนเ่าั้เสียงดังกว่านี้ก็ไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงอีกต่อไปแล้ว
องค์จักรพรรดิเดินออกจากห้องบรรทมมายังที่คุมขังบุรุษที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าผู้นั้นพร้อมกับใช้สายตาดุดันทรงอำนาจมองไปหมายจะสร้างความกดดันแกมข่มขู่ให้อีกฝ่ายยอมเปิดเผยที่ซ่อนคน
“พึงใจก็ส่วนพึงใจแต่จนป่านนี้แล้วเ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าตนเองไม่มีปัญญาจะได้กินเนื้อห่านฟ้าเหตุใดจึงไม่ยอมล้มเลิก บอกมา! เอานางไปซ่อนไว้ที่ใด!”
สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมานั้นทำให้หานลู่ต้องมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันในทันทีคล้ายกับฟังที่อีกฝ่ายพูดไม่เข้าใจแม้แต่น้อยก่อนหลุบสายตาลงครุ่นคิด แล้วจู่ ๆ อารามแตกตื่นใกับความคิดของตนเองดวงตาของชายหนุ่มจึงเบิกโพลงขึ้นจนหางตาแทบฉีก
“ตามหานาง! ค้นวังหลวงตามหานาง!”วาจาสับสนวกวนถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับตัวคนที่พุ่งเข้าใส่กรงขัง หานลู่เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกคราจนทหารสองสามนายต้องปรี่เข้ามาบังตัวองค์จักรพรรดิไว้
ฮ่องเต้หนุ่มถอยหลังออกมาสองสามก้าว ก่อนตวาดกร้าวขึ้น “เ้ากล่าววาจาผีสางอันใด!ข้าถามเ้าอยู่นี่อย่างไร ว่าเอานางไปซ่อนไว้ที่ใด”
“ไปตามหานาง! ปกป้องนาง!”หานลู่ยังคงพูดวนเวียนอยู่เพียงแค่สองสามประโยคนั้นที่คนฟังยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงและเดือดดาล
ฮ่องเต้หมดความอดทน ตะเบ็งเสียงสั่งทหาร “เอามันไปเฉือนทั้งเป็[2]จนกว่ามันจะยอมเปิดปาก”
หานลู่คำรามก้องคุกหลวงมิใช่เพราะเดือดดาลหรือหวาดกลัวที่ตนถูกใส่ร้ายและกำลังจะถูกแล่เนื้อเถือหนังแต่ชายหนุ่มกำลังหวาดกลัวว่าคุณหนูของตนอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตราย
สิ่งที่หานลู่หวาดกลัวมิอาจหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้หญิงสาวถูกคนของฮองเฮาจับมาขังไว้ในห้องใต้ดินที่อับชื้นแห่งหนึ่งทั้งยังเต็มไปด้วยมุสิกที่แค่เห็นก็ชวนสะอิดสะเอียน แต่โชคชะตาของหญิงสาวเลวร้ายยิ่งกว่านั้นเพราะนางต้องอาศัยอยู่ร่วมกับมัน
มุสิกที่อดอยากมานานวิ่งไต่ไปทั่วร่างผอมบางของหญิงสาวพร้อมกับกัดแทะเนื้อหนังอันขาวซีดของนางอย่างหิวกระหาย หญิงสาวอ้าปากกรีดร้องจนหนูตัวหนึ่งสบโอกาสวิ่งเข้าไปในปากนาง
หญิงสาวน้ำตาไหลอาบแก้ม เนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความขยะแขยงดิ้นรนปัดป่ายฝูงเดียรัจฉานด้วยท่าทางทุรนทุรายและใกล้จะเสียสติเต็มที
กระทั่งเรี่ยวแรงเริ่มเหือดหายจวนเจียนจะหมดสติสตรีสูงศักดิ์ที่ถูกผู้คนเรียกขานว่าฮองเฮาก็ให้คนพาตัวหญิงสาวออกมาย้ายนางไปไว้อีกห้องหนึ่งที่มีสภาพไม่ต่างกันนักจะต่างกันก็ตรงที่ไม่มีมุสิกวิ่งพล่านเต็มห้องและทันทีที่ถูกจับโยนเข้าไปหญิงสาวก็หมดสติลงทันที
วันคืนล่วงเลยผ่านไปวันแล้ววันเล่า ไม่มีเบาะแสใดหลุดออกจากปากหานลู่กระทั่งฤดูกาลเก่าผันผ่าน ฮ่องเต้หนุ่มก็ยังคงตามหาสตรีของตนไม่พบ ความรักยังคงอยู่แต่ก็เป็เพียงสิ่งที่เลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ส่งผลให้ความถวิลหาจืดจางลงไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน
วันหนึ่งในฤดูคิมหันต์ที่สายฝนพรำราวกับท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ก่อนเสด็จไปเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านติดชายแดนซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยาก็ทรงเอ่ยเปรยขึ้นกับข้ารับใช้“ระหว่างที่เราไม่อยู่ หากหาตัวนางพบก็ให้ฮองเฮาจัดการตามสมควรเถอะ”
องค์จักรพรรดิไม่มีทางได้รู้เลยว่าก่อนที่พระองค์จะเอ่ยปากเช่นนี้การจัดการของฮองเฮาก็ไม่มีอะไรที่สมควรั้แ่แรกและหลังจากที่พระองค์เอ่ยปากออกมาแล้วยิ่งหาสิ่งที่สมควรกระทำไม่ได้ เพราะนี่มิใช่การลงโทษตามกฎหมายแต่เป็การลงโทษเพื่อความพึงพอใจส่วนตัวของสตรีโเี้ผู้หนึ่ง!
หากความรักขององค์จักรพรรดิที่มอบให้หญิงสาวหนักแน่นและบริสุทธิ์กว่านี้และไม่มีการเอ่ยปากอย่างไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ฮองเฮาจะกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!
หานลู่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัดดวงตาแดงก่ำจับจ้องไปยังจุดเดียวกันกับฝูงชนเ่าั้นั่นคือเรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าอยู่ในกรงไม้ซึ่งกำลังถูกแห่แหนไปรอบเมืองราวกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งชาวบ้านต่างพากันขว้างปาของสดของเน่าใส่นางปากก็ขยับก่นด่าด้วยคำหยาบคายต่าง ๆ นานา
กายแกร่งของหานลู่สั่นเทิ้มดวงตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นมีหยาดน้ำหลั่งรินออกมาเป็สายบุรุษผู้หนึ่งยากนักที่จะยอมเสียน้ำตา แต่หากมันหลั่งรินออกมาแล้วนั่นหมายความว่าเื่ราวที่พานพบหนักหนาเกินกว่าที่หัวใจจะแบกรับไว้ได้อีก
ผู้คนรอบกายไม่มีใครให้ความสนใจกับบุรุษที่กำลังยืนร้องไห้อย่างไร้ความกระดากอายผู้นี้เพราะชายหนุ่มเป็เพียงิญญาดวงหนึ่งเท่านั้น ที่การมีตัวตนยังสู้สายลมไม่ได้
ความทรมานของหญิงสาวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้นวันคืนต่อจากนั้นนางถูกกระทำราวกับไม่ใช่คน สภาพของหญิงสาวไม่ต่างจากลูกนกที่เพิ่งเกิดศีรษะที่เคยปกคลุมด้วยเส้นผมยาวดำขลับเหลือเพียงเส้นผมสั้นเตียนและหยิกงอจากการถูกไฟเผา
ถึงกระนั้นตลอดระยะเวลาอันแสนโหดร้ายของหญิงสาวหานลู่กลับทำได้เพียงแค่มองดู
วันหนึ่งในขณะที่หญิงสาวกำลังโดนรุมขืนใจจากบุรุษนับสิบจนเสียสติ ิญญาของหานลู่ได้แต่แผดเสียงคำรามทว่าคนต่ำช้าเ่าั้กลับได้ยินเพียงเสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคา
และราวกับความเ็ปของหานลู่ที่มีเพียงการดับสูญของิญญาเท่านั้นจะหยุดยั้งมันลงได้ยังไม่นักหนาพอจะให้ฟ้าดินเห็นใจ หญิงสาวจึงถูกทุบท้องจนก้อนเืในนั้นไหลออกมาตามเรียวขาเปล่าเปลือยก่อนที่ไม้แหลมจะเสียบเข้าไปยังกึ่งกลางลำตัวของนางอย่างไร้ความปรานี
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปแสนสาหัสดังขึ้นกลบเสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมารุนแรงขึ้นทุกที
ทว่าสรรพเสียงใด ๆ กลับเบาลงไปถนัดใจเมื่อเสียงคำรามห้าวลึกด้วยความเจ็บแค้นของหานลู่ดังขึ้นเสียงนั้นดังกึกก้องปานฟ้าจะถล่ม ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องครืนครั่นสลับกับเสียงร้องของวิหคที่ดังกังวานขึ้นอย่างน่าประหลาดคล้ายกับเป็เสียงที่ตอบรับกันไปมาก็ไม่ปาน
หลังจากนั้นความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณฝนหยุดตก เมฆดำเคลื่อนผ่านพร้อมกับแสงสว่างที่ปรากฏบนท้องฟ้าลมหายใจของหญิงสาวสิ้นสุดลงพร้อมกับความทรมานที่นางได้รับ
ฝ่ามือของหานลู่ที่กำผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเอาไว้แน่นคลายออกช้า ๆ ก่อนที่ภาพเลวร้ายตรงหน้าจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมนอนธการ
[1] สวมหมวกเขียว เปรียบได้กับ การสวมเขาในสำนวนไทย
[2] การปะาด้วยวิธีการที่เรียกว่า “หลิงฉือ” คือค่อย ๆ เฉือนเนื้อนักโทษทั้งเป็ทีละชิ้น ๆ จนกว่าอีกฝ่ายจะสิ้นใจหรือยอมสารภาพ