บทที่ 2 เสิ่นมู่เหยี่ย: คำสาปอันแสนร้ายกาจ!
แต่เสิ่นจืออินกลับไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก และก้าวขาที่สั้นป้อมเดินตามเสิ่นมู่เหยี่ยไป
ครั้งนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยเดินช้าลงมาก
“โอ้ คุณย่าของฉันดูดวงเป็ด้วยเหรอ? ระวังไปพูดมั่ว ๆ กับคนอื่นแล้วโดนตีเอาล่ะ”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
เสิ่นจืออินสำลักขนมปังที่กำลังกินอยู่ เธอคว้านิ้วของเขาทันที “หลานชาย ฉันขอน้ำหน่อย”
นมของเธอหมดแล้ว
เด็กหนุ่มโวยวายทันที “อย่าเรียกหลานชาย เรียกฉันว่าเสิ่นมู่เหยี่ย!”
ถูกเด็กตัวแค่นี้เรียกว่าหลานชาย ถ้าพวกเพื่อน ๆ รู้เข้าเขาคงโดนหัวเราะเยาะแน่
“ฉันขอน้ำ”
นมของเธอหมดแล้ว ท่านอาจารย์ใจแคบให้เธอมาแค่ขวดเดียวเท่านั้น เธอจึงต้องกินอย่างประหยัด!
เสิ่นมู่เหยี่ยกลอกตามองบนอย่างเหลืออด แต่ก็ยอมพาเธอไปซื้อเครื่องดื่มแต่โดยดี
“จะดื่มน้ำหรือโยเกิร์ต?”
ดวงตาของเสิ่นจืออินเป็ประกาย “ฉันขอโยเกิร์ต!”
ทั้งสองออกมาจากสนามบิน เมื่อมองไปที่มอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา เสิ่นมู่เหยี่ยก็เงียบไป
รถแบบนี้ จะพาเด็กซ้อนไปด้วยได้ยังไงกัน?
คำตอบคือเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่อยากถูกจับเข้าคุกเพราะเื่แบบนี้
เขาเรียกรถกลับไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ขณะนั่งบนรถ เสิ่นจืออินที่อุ้มโยเกิร์ตไว้ก็เปิดหน้าต่างรถที่เบาะหลัง ดวงตาสีดำขลับมองดูเมืองที่ทันสมัยแห่งนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้
เธอไม่ใช่คนยุคนี้ พูดให้ถูกก็คือิญญาของเธอไม่ได้มาจากยุคนี้ ถ้านับภพชาตินี้ด้วย เธอก็มีชีวิตมาแล้วถึงสามภพ
ภพแรกเป็เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาในยุคสาธารณรัฐจีน เสียชีวิตเพราะภัยา จากนั้นก็ไปเกิดใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของตนเอง ในที่สุดก็กลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่ใกล้บรรลุเซียนในสามพันปีต่อมา
แต่ยามเผชิญทัณฑ์์ ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคร้ายหรืออะไร ทัณฑ์์สายนั้นกลับแฝงไว้ซึ่งกฎแห่ง์ ทำให้แม้กำลังจะบรรลุเป็เซียน แต่ทัณฑ์์สายนั้นกลับฟาดใส่อย่างจัง ทำให้ตัวเธอหายวับไป
พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในโลกนี้แล้ว และยังเป็ทารกแรกเกิดอีกต่างหาก
ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่าแคว้นหลานโจว เธอเคยถามท่านผู้เฒ่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ใน่แรก ๆ มันก็คล้ายกับโลกแรกในความทรงจำของเธอ แต่พอกลางยุคราชวงศ์ถัง ประวัติศาสตร์ก็กลับพลิกผัน ตัวตนที่เก่งกาจเทียบเท่าหลี่ซื่อหมิน ได้ปรากฏตัวขึ้น พลิกสถานการณ์ช่วยราชวงศ์ถังที่กำลังล่มสลายให้กลับมาได้
หลังจากนั้นพัฒนาการก็ต่างจากประเทศจีนโดยสิ้นเชิง บุคคลผู้นั้นมีวิธีการทำงานคล้ายกับหลี่ซื่อหมิน จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนคาดเดาว่าเป็หลี่ซื่อหมินกลับชาติมาเกิด หรือมีใครบางคนทะลุมิติมา
ด้วยเหตุนี้ แม้ระดับการพัฒนาของโลกนี้จะคล้ายกับประเทศจีน แต่บางอย่างก็ยังคงรูปแบบของยุคโบราณอยู่
ยกตัวอย่างเช่น สถานีตำรวจที่นี่เรียกว่าสำนักลาดตระเวน ตำรวจเรียกว่าสายตรวจ และยังคงมีราชวงศ์อยู่ แต่ในปัจจุบัน ราชวงศ์ไม่มีอำนาจแล้ว เป็เหมือนเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
นี่เป็ครั้งที่สิบที่เธอมาเกิดในโลกนี้ เนื่องจากร่างกายตอนเป็ทารกไม่สามารถรองรับพลังิญญาของเธอได้ แก่นญาณถูกผนึกไว้บางส่วน ทำให้เธอมีอาการไม่เต็มสักเท่าไหร่ตอนที่เกิดมา บวกกับที่แม่ป่วยเป็มะเร็งก่อนจะคลอดเธอออกมา ดังนั้นเมื่อคลอดเธอแล้ว แม่ของเธอจึงจากไปทันที ทำให้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอเป็ใคร
สุดท้าย เธอก็ถูกส่งไปที่ศาลเ้าเล็ก ๆ บนเขาในหมู่บ้านตระกูลเสิ่น และถูกเลี้ยงดูโดยตาซึ่งเป็เ้าอาวาสเพียงคนเดียวของศาลเ้านั้น
ตาแก่นิสัยแปลกที่ไม่ยอมให้เรียกตา ให้เรียกท่านผู้เฒ่าอย่างเดียว
ด้วยอายุของเธอในตอนนี้ควรจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ที่นั่นไม่มีโรงเรียนดี ๆ แถมตาแก่ก็จนยิ่งกว่าอะไรจึงได้แต่ส่งเธอมาที่นี่
หลังจากบำรุงรักษามาสามปี จิติญญาหลักของเธอก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูขึ้นบ้างแล้ว แต่คาดว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหายสนิท ดังนั้นแม้ว่าพฤติกรรมของเธอจะดีกว่าเด็กทั่วไป แต่หลายครั้งก็ยังดูไม่ต่างจากเด็กทั่วไปนัก
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการฝึกฝนของเธอ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ภายในคฤหาสน์หลังโตมีเพียงพ่อบ้าน ป้าแม่ครัว และคนรับใช้ที่คอยทำความสะอาดอีกสองคนเท่านั้น
พวกเขารู้ว่าวันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาจึงเตรียมตัวกันแต่เช้า
“คุณชาย ทำไมไม่ให้คนขับรถไปรับพวกคุณล่ะครับ แล้วคุณย่าอยู่ไหนครับ?”
คุณชายไม่ได้ไปรับหรอกเหรอ? ทำไมไม่เห็นคุณย่า แต่กลับเห็นเพียงเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างคุณชาย?
โอ้ น่ารักจังเลย น่ารักกว่าคุณชายตอนที่ยังเด็ก ๆ อีกนะเนี่ย!
“อยู่นี่ไง”
เสิ่นมู่เหยี่ยมองไปที่เสิ่นจืออินด้วยสีหน้าไม่ดีนัก แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับก็ตาม
เหล่าคนรับใช้ต่างก็พูดไม่ออก
ล้อเล่นแรงไปหรือเปล่า? คุณชายต้องเรียกเด็กหญิงตัวน้อยว่า ‘ย่า’ อย่างนั้นเหรอ?
“สวัสดีค่ะ" เสียงเล็ก ๆ น่ารักน่าเอ็นดูของคุณย่าตัวน้อยทักทายขึ้น ใบหน้าป้อมและแก้มยุ้ยน่ารักน่าชังนั่นยิ่งขับให้เสียงเล็ก ๆ นั้นฟังดูไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น
เธอช่างเหมือนลูกแมวแร็กดอลตัวน้อยแสนสวยที่มีอายุราวหนึ่งเดือนเสียจริง!
“สวัสดีครับนายหญิง อาหารกลางวันและห้องพักเตรียมพร้อมแล้วครับ ไม่ทราบว่าคุณชายและนายหญิง จะรับประทานอาหารเลยหรือไม่ครับ?”
ถึงแม้จะแปลกใจอยู่บ้าง แต่พ่อบ้านก็ยังคงรักษามารยาทอย่างมืออาชีพ เขาตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทานข้าว’ ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้างขึ้น
ถึงแม้ว่าบนรถ เธอเพิ่งจะกินเค้กที่หลานชายซื้อให้ไปแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้ เธอก็ยังสามารถทานอะไรต่อได้อีกเยอะ!
เด็กน้อยเดินตามเข้าไปติด ๆ ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้ามองไปยังคนรับใช้คนหนึ่งที่เดินผ่านมา
เขาคนนั้นก้มหน้าลงและยิ้มซื่อ ๆ ให้เธอ
“สวัสดีครับนายหญิง ผมเป็คนขับรถของตระกูลเสิ่นครับ”
เธอกะพริบตาปริบ ๆ แล้วพยักหน้า จากนั้นก็ไม่พูดอะไรและเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารทันที
ธรรมเนียมของตระกูลเสิ่นนั้นดีมาก อาหารบนโต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแค่สองที่เท่านั้น ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือยจนเต็มโต๊ะ
ขณะมองอาหารรสชาติเยี่ยมตรงหน้า เสิ่นจืออินในร่างเด็กน้อยก็ไม่อาจเก็บอาการเฉยเมยได้อีกต่อไป น้ำลายของเธอแทบจะไหลออกมา
“ท่าทางหิวโหยน่าดู”
เธอไม่ได้สนใจเขา สายตามุ่งมั่นกับอาหารตรงหน้าเท่านั้น!
ระหว่างทานอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะนั้นเงียบมาก เธอตั้งใจกินและอาหารทุกอย่างก็ถูกปากเธอมาก
อาหารอร่อยขนาดนี้ ชาติที่แล้วเธอพลาดอย่างมากที่ถูกหลอกให้กินแต่ยาเม็ดมาตลอด ช่างน่าเสียดายจริง ๆ!
เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูเธอจัดการกับน่องไก่ ผักหลากชนิด ปลาครึ่งตัว และลูกชิ้นอีกจำนวนหนึ่ง
สายตาของเขาจ้องมองไปที่ท้องของเด็กน้อยอย่างอดไม่ได้
เด็กตัวแค่นี้กินเข้าไปได้ยังไงตั้งเยอะแยะ?
ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากกินอิ่มแล้ว เธอยังอุ้มขวดนมแล้วเรียกพี่เลี้ยงให้เติมนมเข้าไปอีกขวดหนึ่ง
เมื่อกินหมดแล้วเธอก็อุ้มขวดนมและเรอออกมา
“ฉันอยากไปเดินย่อยหน่อย หลานชายจะไปไหม?”
“ไม่ไป”
ใครใช้ให้เธอกินเยอะขนาดนั้น สมควรแล้ว
“กินข้าวเสร็จแล้วเดินย่อยจะได้สุขภาพดี นั่งอยู่เฉย ๆ ก้นจะเบี้ยวนะ”
เธอแช่งเสิ่นมู่เหยี่ยด้วยคำสาปอันแสนร้ายกาจ!
สุดท้ายเขาก็จำใจยอมไปเดินย่อยกับเสิ่นจืออิน
ทั้งสองคนเดินวนรอบบ้านพักตากอากาศอย่างไม่รีบร้อน ส่วนใหญ่เป็เพราะว่าขาของเธอมันสั้นเกินไป
“คนขับรถคนนั้นทำงานกับที่บ้านของเธอมานานแค่ไหนแล้ว?”
“สี่ปีแล้ว อยู่ ๆ ทำไมถามถึงเขาล่ะ?”
เธอตบพุงกลม ๆ ของตัวเองเบา ๆ เสียงหวานใสเอ่ยประโยคชวนใ
“งั้นเธอช่วยไปตรวจสอบเขาหน่อยสิ ฉันดูแล้ว เขากับบ้านของเธอมีเื่บาดหมางผูกพันธ์กันอยู่ ฉันลองคำนวณดูแล้ว สาเหตุมาจากทรัพย์สินของบ้านเธอ ถ้าจัดการไม่ดี จะมีคนในบ้านเธอต้องเจอกับภัยพิบัติถึงเืถึงเนื้อ”
เสิ่นมู่เหยี่ยกะพริบตาปริบ ๆ
“อายุแค่นี้ทำไมถึงได้ทำตัวเป็หมอดูไปได้ ที่ผ่านมาเธออยู่ที่ไหนกันแน่?”
ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในรถเมื่อครู่ก่อนจะดูลึกลับ แต่เขาก็ไม่เชื่อเื่งมงายพวกนี้เลยสักนิด
ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินจ้องมองเขาอย่างจริงจัง
“ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน งั้นเธอก็ลองไปตรวจสอบดูสิ ตรวจสอบคนขับคนนั้นกับครอบครัวของเขา ดูซิว่ามีใครที่กำลังจะติดหนี้ก้อนโตภายในครึ่งเดือนนี้หรือเปล่า”
เสิ่นจืออินสามารถบอกเื่ทั้งหมดนี้ได้จากใบหน้าของคนขับรถคนนั้น
เธอบอกเสิ่นมู่เหยี่ยเพราะเธอเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น
แม้ว่าหลานชายคนนี้จะหยาบคายกับผู้าุโไปบ้าง แต่เขาก็เป็คนที่ไม่เลว
และในเมื่อต่อไปเธอต้องอาศัยอยู่ในตระกูลเสิ่น ก็ถือว่าเป็บุญคุณที่เธอติดค้างไว้ การช่วยเหลือพวกเขาก็เป็สิ่งที่เธอควรทำ
เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้ารับฟังแบบขอไปที
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจฟังที่เธอพูด เด็กน้อยจึงทำแก้มป่องอย่างขัดเคือง
“ถ้าเธอไม่เชื่อที่ฉันพูด จะไปสืบเองก็ได้นะ ฉันถือว่าเตือนเธอแล้ว”