เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศหนาวเย็น ป่าเขาล้อมรอบหมู่บ้านด้วยหมอกขาวที่ลอยอ้อยอิ่ง จูฉางหยูสะพายธนูและกระบอกน้ำไว้บนหลัง เดินลึกเข้าไปในป่าด้วยความมุ่งมั่น เขา้าล่าสัตว์เพื่อหาอาหารมาจุนเจือครอบครัวใน่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
เสียงใบไม้กรอบแกรบใต้ฝ่าเท้าของเขาและเสียงนกที่ร้องอยู่ในไพรพงทำให้ป่าดูเหมือนมีชีวิต แต่จูฉางหยูไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เขาจดจ่อกับรอยเท้ากวางที่ปรากฏอยู่บนพื้นดิน มันเป็รอยเท้าสดใหม่ที่นำเขาลึกเข้าไปในป่าที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อเขาพบร่างกวางตัวใหญ่ยืนอยู่ไม่ไกล ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ จูฉางหยูหยุดเดิน หัวใจของเขาเต้นแรงขณะที่เขาประเมินระยะและความแม่นยำของลูกธนู เขาค่อยๆ ยกธนูขึ้นเล็ง แต่ในขณะนั้นเอง เสียงแตกของกิ่งไม้บางเบาใต้เท้าของเขาทำให้กวางสะดุ้งและวิ่งหนีไป
จูฉางหยูรีบวิ่งตาม แต่ด้วยความเร่งรีบ เขากลับไม่ทันระวัง พื้นดินใต้เท้าของเขาเป็ทางลาดชันที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง เขาพลัดตกลงไปในเหวเล็กๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้
ร่างของเขากระแทกกับก้อนหินและกิ่งไม้ระหว่างทาง จนกระทั่งเขาหยุดลงที่พื้นดินด้านล่าง เขารู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่แขนและขา รอยแผลเปิดและรอยฟกช้ำกระจายอยู่ทั่วร่าง
แม้จะเ็ป จูฉางหยูรู้ว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองอ่อนแออยู่ที่นี่ได้ เขาฉีกชายเสื้อของตัวเองออกเพื่อพันาแหยุดเืไหล และเริ่มคลานขึ้นจากเหว ด้วยแรงที่เหลืออยู่
การปีนขึ้นนั้นยากลำบากและเต็มไปด้วยความเ็ป ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจากความหนาวเย็นและเืที่ไหลไม่หยุด แต่ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียว เขาต้องกลับไปหาครอบครัว
เมื่อเขาออกจากเหวได้สำเร็จ ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำ เขาต้องใช้ไม้เท้าแทนขาเพื่อพยุงตัวเองเดินกลับบ้าน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่เขากัดฟันอดทน
ในที่สุด เมื่อมองเห็นบ้านของตัวเองจากไกลๆ ความโล่งใจก็ไหลเข้ามาในใจเขา แต่เมื่อเข้าใกล้ เขากลับได้ยินเสียงโวยวายดังออกมาจากบ้าน เสียงของหลินอ้ายร้องขอความช่วยเหลือ และเสียงลูกชายของเขาที่ะโด้วยความใ
ในยามบ่ายที่บ้านเก่าซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด หลินอ้ายกำลังดูแลเช็ดตัวให้จูฉิงอัน ขณะที่จูฉิงหยางกับจูฉิงเฉิงเตรียมข้าวต้มไว้ป้อนพี่สาว พวกเขาที่อายุเพียงเก้าขวบพยายามช่วยเหลือแม่ด้วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ แม้บ้านจะเก่าทรุดโทรม แต่หลินอ้ายพยายามรักษาความสงบสุขเล็กๆ ในครอบครัว
ทันใดนั้น ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น แม่เฒ่าจูเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าถมึงทึง ตามมาด้วยจูฉางไห่ พี่ชายของจูฉางหยู ทั้งสองคนเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เงินที่เ้าพานังตัวขาดทุนไปหาหมออยู่ที่ไหน เอาออกมาเดี๋ยวนี้!” แม่เฒ่าจูะโลั่น ขณะที่จูฉางไห่ก้าวเข้ามาพร้อมกับสายตาเ็า
“ข้าไม่มีเงินเหลือให้พวกท่านอีกแล้ว!” หลินอ้ายพยายามพูดอย่างเด็ดขาด แม้ในใจจะหวาดกลัว เธอพยายามปกป้องทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยที่เหลืออยู่สำหรับลูกๆ
คำพูดนั้นเหมือนเป็ชนวนะเิ แม่เฒ่าจูตรงเข้ามาตบหน้าหลินอ้ายจนล้มลงกับพื้น จูฉางไห่ฉวยโอกาสคว้ากล่องเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งหลินอ้ายเตรียมเอาไว้ซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายทุกคนในบ้าน แต่เมื่อจูฉิงเฉิงเห็นดังนั้น เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปพยายามดึงกล่องคืน
“อย่ายุ่ง!” จูฉางไห่ะโ พร้อมผลักจูฉิงเฉิงจนเด็กชายล้มลงกับพื้นอย่างแรง
“อย่าทำร้ายลูกของข้า!” หลินอ้ายร้องลั่น พยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อปกป้องลูก แต่แม่เฒ่าจูกลับใช้ไม้กวาดในมือฟาดไปที่ตัวเธออย่างไม่ปรานี
จูฉิงหยางที่นั่งอยู่ในห้องด้านในได้ยินเสียงดังลั่น เขาลุกขึ้นเดินออกมาจนเห็นหลินอ้ายถูกแม่เฒ่าจูดึงผมและผลักลงกับพื้นอีกครั้ง เขาจึงรีบเข้าไปขวางจนถูกนางทุบตีไปอีกคน
“เ้าพวกนี้มันเป็ตัวถ่วงชีวิต!” แม่เฒ่าจูคำรามเสียงดัง ขณะที่จูฉางไห่เตะถังข้าวของในบ้านจนกระจัดกระจายไปทั่วพื้น
จูฉิงเฉิงร้องไห้ด้วยความกลัวและพยายามเข้าไปช่วยแม่ แต่ก็ถูกจูฉางไห่จับแขนและเหวี่ยงออกไปอีกครั้ง หลินอ้ายมองลูกชายด้วยความเ็ป เธอพยายามตะเกียกตะกายเพื่อปกป้องเขา
ในจังหวะนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ร่างของจูฉางหยูที่เต็มไปด้วยาแและความเหนื่อยล้าก้าวเข้ามา แม้เขาจะยืนแทบไม่ไหว แต่เขาก็รีบพุ่งไปยืนขวางระหว่างแม่และพี่ชายของเขากับหลินอ้ายและลูกๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงของจูฉางหยูอ่อนแรงแต่หนักแน่น เขาใช้ร่างกายที่าเ็ปกป้องครอบครัว แม้จะถูกแม่เฒ่าจูและจูฉางไห่ทำร้ายจนล้มลง
“เ้าไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งในบ้านนี้!” แม่เฒ่าจูะโ ก่อนที่จูฉางไห่จะเตะซ้ำใส่จูฉางหยูที่นอนหมดแรงอยู่กับพื้น
หลินอ้ายร้องไห้อย่างสิ้นหวัง เธอหันไปสั่งจูฉิงเฉิงด้วยเสียงสั่นเครือ
“ไปตามผู้ใหญ่บ้านเร็วเข้า! รีบไป!”
จูฉิงเฉิงวิ่งลนลานออกจากบ้าน น้ำตาอาบแก้มด้วยความกลัว เขาตรงไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านซึ่งตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน เสียงเคาะประตูดังลั่นสะท้อนความร้อนรนของเด็กชาย
“ผู้ใหญ่บ้าน! ช่วยข้าด้วย! พวกเขากำลังทำร้ายท่านแม่กับท่านพ่อ!”
เสียงะโของจูฉิงเฉิงดึงความสนใจจากผู้ใหญ่บ้านซึ่งกำลังนั่งพักผ่อนหลังจากทำงานหนัก เขาลุกขึ้นทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“ใจเย็นๆ เ้าหนู บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อจูฉิงเฉิงเล่าเื่ด้วยเสียงสั่นเครือ ผู้ใหญ่บ้านก็ตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ เขาเรียกชาวบ้านใกล้เคียงหลายคนให้มารวมตัวกัน พร้อมหยิบไม้เท้าของเขา ก่อนจะพากันเร่งเดินไปยังบ้านของจูฉางหยู
เมื่อผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านมาถึงบ้านเก่าหลังนั้น พวกเขาได้ยินเสียงะโด่าทอและเสียงร้องไห้จากข้างใน ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ทุกคนหยุดอยู่ข้างนอกก่อน แล้วเขาก็ผลักประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ภาพที่เห็นทำให้ผู้ใหญ่บ้านถึงกับขมวดคิ้ว หลินอ้ายนอนอยู่กับพื้น แขนมีรอยช้ำแดงก่ำ ส่วนจูฉางหยูที่เต็มไปด้วยาแก็แทบไม่มีแรงขยับตัว ขณะที่แม่เฒ่าจูยังถือไม้กวาดในมือ ส่วนจูฉางไห่ยืนค้ำหัวครอบครัวนี้ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง
“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเ้าคิดจะทำอะไรกัน?” เสียงของผู้ใหญ่บ้านดังลั่น ทำให้แม่เฒ่าจูและจูฉางไห่หยุดชะงัก
“ผู้ใหญ่บ้าน มันไม่ใช่เื่ของท่าน!” แม่เฒ่าจูพยายามเถียง แต่ผู้ใหญ่บ้านตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้าจะไม่ปล่อยให้คนในหมู่บ้านของข้าถูกทำร้ายเช่นนี้อีก!”
ชาวบ้านที่ตามมาด้วยเริ่มกรูกันเข้ามา แม่เฒ่าจูและจูฉางไห่ถูกดึงออกไป ขณะที่ชาวบ้านบางคนช่วยพยุงหลินอ้ายและจูฉางหยูขึ้นมา
“จูฉางหยูาเ็หนัก เราต้องพาเขาไปหาหมอทันที” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาสั่งให้ชายหนุ่มสองคนในหมู่บ้านใช้เปลไม้ไผ่ที่หาได้อย่างรวดเร็วมาแบกจูฉางหยูไปยังบ้านหมอ