เออร์วินที่อยู่ในสภาพตัวดำเมี่ยมผมกระเซิงเดินโซซัดโซเซคู่กันมากับลิลิธที่สภาพต่างกันราวฟ้ากับเหวกลับมาที่พระราชวัง สภาพของเขาในยามนี้ไม่ว่าใครก็คงดูไม่ออกว่าเป็เ้าชายเออร์วินเมื่อมายืนคู่กับเ้าหญิงที่ดูงดงามแถมยังสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนลูกเศรษฐีกับยาจก แม้แต่ยามก็ยังมองว่าคงเป็พวกเด็กเหลือขอจนเกือบไม่ให้เขาเข้าไปในเขตขุนนางแล้วโชคยังดีที่เขากลับมาพร้อมกับเ้าหญิงลิลิธพี่สาวของตนทำให้พวกยามยอมปล่อยให้เขาเข้าไป
ขณะที่เดินผ่านบ้านของพวกขุนนางลิลิธก็ถามว่า “สรุปก็คือที่ให้ผู้หญิงคนนั้นมาเป็สาวใช้ส่วนตัวเพราะเห็นว่าฝีมือเธอค่อนข้างใช้ได้สินะ”
“ครับ ท่านพี่ก็รู้ว่าพลังเวทของผมเป็แบบนี้นี่ครับ”
พอได้ระบายอารมณ์ของลิลิธก็ดีขึ้นมากแล้วเมื่อเทียบกับเมื่อเช้า แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่น้องชายของเธอพูดสีหน้าเธอก็ดูหมองลงทันทีโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นคือการโกหกหน้าตาย
“เธอยังคิดมากเื่พลังเวทของเธออยู่อีกเหรอ”
นับแต่ที่รู้ว่าน้องชายคนนี้เกิดมามีพลังเวทอ่อนด้อยเธอก็มุมานะฝึกฝนเรื่อยมาตลอด เธอรู้ดีว่าในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนตร์คือทุกสิ่งน้องชายเธอไร้ค่าขนาดไหนในโลกใบนี้ แต่เธอไม่สนตราบใดที่เธอยังอยู่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกน้องชายของเธอเป็อันขาด ขณะที่เธอกำลังคิดว่าจะพูดอะไรเพื่อให้น้องชายเธอเลิกกังวลดีอีกฝ่ายก็พูดว่า
“ที่ผมคิดมากไม่ใช่เื่ของผมหรอกครับ เื่ของท่านพี่ต่างหากที่ทำให้ผมคิดมาก”
“เอ๊ะ?”
เออร์วินพูดพลางทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะโกหกหน้าตายต่อไปว่า “ผมกลัวว่าท่านพี่จะเป็ห่วงผมจนไม่ยอมแต่งงานน่ะสิครับ ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่างให้ท่านพี่เห็นว่าผมอยู่ได้โดยไม่ต้องมีท่านพี่ล่ะก็ท่านพี่คงได้โสดตลอดชีวิตแน่”
คำตอบของน้องชายทำให้ลิลิธอึ้งไปทันทีไม่นึกเลยว่าเขาอายุแค่ 10 ขวบก็อยากถีบเธอไปให้คนอื่นแล้ว แต่ในใจของเธอก็ยังรู้สึกอุ่นวาบที่รู้ว่าแท้จริงแล้วน้องชายคนนี้ก็ยังเป็ห่วงเธอเสมอ แต่เธอก็ตอบว่า
“พี่จะไม่แต่งงานหรอก”
“เอ๊ะ?” คราวนี้เป็เออร์วินที่ร้องเอ๊ะ
“พี่จะไม่แต่งงานและจะอยู่ดูแลเธอไปจนแก่เฒ่าเลยพี่สัญญา”
น้ำเสียงของนั้นบ่งบอกว่าเธอไม่ได้พูดเล่น ๆ เออร์วินไม่ตอบอะไรเพียงแค่เดินคู่กับพี่สาวของตนต่อไปเงียบ ๆ ในใจของเขารู้สึกตื้นตันอย่างที่สุด เพราะนี่เป็สิ่งที่ตัวเขาในชาติก่อนปรารถนาแต่ไม่ได้มา ซึ่งก็คือความรักความห่วงใยของคนในครอบครัว และเขาก็บอกตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากสิ่งเหล่านี้ไปจากเขา
ดังนั้นเขาจึงต้องปฏิรูปเมืองนี้แล้วทำให้มันมีศักยภาพที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจดูแคลน
เมื่อกลับมาที่ปราสาทเออร์วินก็แยกตัวจากลิลิธเพราะ้ากลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากสภาพนี้เสียที ระหว่างที่เขาเดินในปราสาทพวกคนรับใช้ในปราสาทกลับมองเขาด้วยสายตาประหลาด สาวใช้บางคนก็เดินเข้าหาอย่างเป็มิตรแล้วพูดว่า
“นี่หนูน้อยหลงมาจากไหนจ๊ะ หนูเข้ามาที่นี่ไม่ได้นะ ปะเดี๋ยวพี่พาออกไป”
บ้างก็มีท่าทางลุกลน “เอ๋!!! นี่หนูหิวมากจนคิดจะมาขโมยของกินในพระราชวังเชียวเหรอจ๊ะ ไม่ได้นะถูกจับได้เดี๋ยวก็ถูกลงโทษหรอก ปะ เดี๋ยวพี่พาออกไป”
บ้างก็มีท่าทีเอ็นดูระคนเป็ห่วง “เอ๋!!! หนูน้อยมาวิ่งเล่นที่นี่ไม่ได้นะ เดี๋ยวก็ถูกจับไปลงโทษหรอก ปะ เดี๋ยวพี่พาออกไป”
นี่ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่เขาเจอปัญหานี้แต่แทบจะเจออยู่ตลอดทาง และทุกครั้งเขาต้องเสียเวลาอธิบายให้สาวใช้เ่าั้ฟังว่าเขาเป็ใครและทำไมถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่เออร์วินรู้สึกว่าระยะทางจากหน้าประตูพระราชวังมายังห้องนอนเขามันช่างยาวไกลเสียจริง
โชคดีที่เออร์วินเจอกับเรเวนระหว่างทางเธอมองเพียงปาดเดียวก็มองออกว่าเขาคือเ้าชายเออร์วินจึงพาเขามาที่ห้องทันทีเพราะเดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้เขา้าอะไรมากที่สุด
ภายในห้องนอนของเขาหลังฉากกั้นเออร์วินกำลังแช่น้ำอยู่ในถังไม้พร้อมกับถูตัวไปมา ส่วนเรเวนตอนนี้ยืนรอเขาอยู่หลังฉากกั้น ความจริงแล้วในฐานะของสาวใช้ส่วนตัวเธอควรจะต้องทำหน้าที่ขัดถูร่างกายเ้านายขณะอาบน้ำ แต่สิ่งที่เธอได้รับการอบรมจากหัวหน้าสาวใช้ลาน่าในวันนี้มีแค่จัดเตียงกับเตรียมน้ำอาบ ส่วนเออร์วินก็ติดนิสัยชอบทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร
ขณะที่กำลังถูตัวเองอยู่นั้นเออร์วินก็พูดว่า “ต้องขอบคุณพี่สาวมากเลยนะครับถ้าไม่ได้พี่สาวมาเจอล่ะก็ป่านนี้ผมคงยังกลับมาไม่ถึงห้อง”
เรเวนที่ยืนอยู่หลังฉากกั้นไม่ตอบอะไรเธอนิ่งไปพักหนึ่งจนเกิดความเงียบขึ้นในห้อง ก่อนจะพูดว่า
“จำได้ว่าตอนที่เธอต่อสู้นั้นเธอใช้เวทความเร็วได้ทำไมเธอไม่ใช้มันพาเธอกลับมาที่ห้องล่ะ”
“เวทความเร็วงั้นเหรอครับ?” เออร์วินทวนคำก่อนจะร้องอ๋อออกมา “ย่างก้าวเงาภูตสินะครับ”
“ย่างก้าวเงาภูต?”
“ใช่ครับเป็ทักษะที่ผมสร้างมันขึ้นมาเอง ด้วยปริมาณมานาของผมขืนใช้เวทความเร็วที่มีอยู่ทั่วไปเดี๋ยวเดียวมานาก็ร่อยหรอแล้วนี่ครับ ก็เลยต้องสร้างทักษะที่ใช้ปริมาณมานาน้อย ๆ ขึ้นมา ถ้าพี่สาวสนใจล่ะก็ผมสอนให้ได้นะครับ”
คำตอบของเด็กชายทำให้เรเวนนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร ก่อนที่เขาจะอธิบายต่อว่า
“ที่ผมไม่ใช้ย่างก้าวเงาภูตกลับมาที่ห้องนั้นเพราะว่าตัวตนเ้าชายขยะยังจำเป็อยู่น่ะครับ จนกว่าแผนการของผมจะเป็รูปเป็ร่างจนกว่าผมจะปีกกล้าขาแข็ง ผมยังจำเป็ต้องให้ตัวตนของผมอยู่ภายใต้เงาของพี่สาวต่อไป เป็เพียงแค่เศษขยะที่ต้องให้พี่สาวมาคอยปกป้อง ดังนั้นจะยังให้ใครรู้ความสามารถของผมไม่ได้ครับ”
เรเวนขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “แต่จากที่เธอทำในวันนี้ฉันไม่คิดเธอจะยังรักษาตัวตนนั้นไว้ได้หรอกนะ”
เออร์วินยิ้มแล้วตอบเธอไปว่า “ถ้าพูดถึงที่ผมร่วมมือกับพี่สาวจัดการพวกนั้นล่ะก็ไม่ต้องเป็ห่วงครับทั้งทักษะการใช้เรเปียร์กับการใช้ย่างก้าวเงาภูติตอนที่ปะทะกับพวกเจค เพราะพวกเจคเป็คนไร้บ้านหรือพวกคนชายขอบของสังคม เป็พวกคนที่เกิดมาไร้พลังและถูกโลกใบนี้ทอดทิ้ง และคำพูดของคนเหล่านี้มักจะไม่ถูกรับฟังและถูกเมิน ต่อให้พวกเขาป่าวประกาศออกไปว่าคนที่ยำพวกเขาคือเ้าชายที่ใครต่อใครพากันปรามาสว่าเป็ขยะเป็คนซ้อมพวกนั้นจนเยินทั้งแก๊งก็คงไม่มีใครเชื่อเป็อันขาด และมองเป็เื่เพ้อเจ้อเหลวไหล”
“พี่สาวอาจจะยังไม่รู้เมื่อวานนี้ผมได้แบล็กเมล์พวกขุนนางด้วยนะครับ”
“แบล็กเมล์?” เรเวนทวนคำเพราะเจอคำศัพท์ที่ไม่คุ้น
“หมายถึงการเอาความลับของอีกฝ่ายมาข่มขู่เพื่อให้อีกฝ่ายทำตามที่เราสั่งน่ะครับ ผมใช้ความลับของพวกเขาบีบให้พวกเขาเสนอกับท่านพ่อที่จะสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลที่เหล่าสามัญชนเข้าถึงได้ขึ้นมา”
เรเวนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะถามอีกว่า “ถ้าเป็อย่างนั้นเธอจะถูกพวกเขาเพ่งเล็งมาที่เธอแล้วตัวตนเ้าชายขยะของเธอจะยังรักษาได้อีกเหรอ”
เออร์วินตอบกลับไปอย่างสบายอารมณ์ “เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกครับ เพราะคนพวกนั้นได้ติดกับดักทางความคิดกันไปเรียบร้อยแล้ว”
“กับดักทางความคิด?” เรเวนทวนคำที่ไม่คุ้นอีกครั้ง
“การบิดเบือนทางความคิดโดยใช้ทั้งอคติ ความเชื่อ หรือประสบการณ์มาตัดสินทำให้ความจริงที่อยู่ตรงหน้าถูกบิดเบือนออกไปน่ะครับ”
เรเวนนิ่งเงียบไปทันทีและพยายามคิดตามที่เขาพูดเพราะว่าสิ่งที่เด็กอายุ 10 ขวบคนนี้กำลังพูดนั้นเป็เื่ที่เธอไม่เคยรับรู้หรือได้ยินมาก่อน
“ผมได้ทำการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็เ้าชายขยะในความคิดของเหล่าขุนนางเอาไว้แล้วครับ ดังนั้นพวกเขาก็จะติดกับดักทางความคิดว่าเ้าชายเออร์วินเป็แค่เศษขยะและที่ผมทำนั้นล้วนแต่ถูกชักใยมาอีกที และเมื่อผมเริ่มทำการฝึกพวกเจคตามแผนที่วางไว้ก็จะถูกมองว่าเป็เ้าชายขยะใช้อำนาจบิดาที่เป็พระาารังแกพวกระดับเดียวกันเพื่อให้ตนรู้สึกดี กว่าพวกนั้นจะรู้ว่าอะไรเป็อะไรทุกอย่างก็สายเกินไปแล้วล่ะครับ”
จบคำความเงียบก็ปกคลุมทั้งคู่เรเวนพยายามคิดตามและย่อยในสิ่งที่เออร์วินบอก สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนว่าอีกฝ่ายลุกจากถังไม้ตามด้วยเสียงใส่เสื้อผ้า แล้วก็เห็นเด็กชายในเสื้อแขนยาวสีขาวเดินออกมาจากฉากหลังพร้อมกับติดกระดุมที่แขนเสื้อ เขาพูดอย่างใจเย็นว่า
“อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นดังนั้นผมจะขอใช้เวลาที่เหลือชี้แจงเกี่ยวกับเป้าหมายของพี่สาวในคืนนี้และสิ่งที่ต้องทำกันเลยนะครับ”
เรเวนกลับตัดบทดื้อ ๆ ว่า “ตอนนี้คงไม่ได้หรอก”
“เอ๋...”
“เพราะที่จริงกำลังเรียนรู้งานเมดจากคุณหัวหน้าสาวใช้อยู่น่ะ”
“ฮะ...”
“ดังนั้นไว้ว่ากันในคืนนี้นะ”
พูดจบเรเวนก็เดินเนิบนาบออกจากห้องไม่สนใจเออร์วินที่ยืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น
เรเวนเดินออกจากห้องนอนของเออร์วินแล้วเดินตามทางมาเรื่อยลงบันไดมาที่โถงกลางปราสาท ขณะที่เธอกำลังเดินลงบันไดอยู่นั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับคน ๆ หนึ่งที่กำลังขึ้นบันไดมา ผมยาวสีดำขลับั์ตาสีแดงเพลิงใบหน้างดงามราวกับเป็งานศิลปะชิ้นหนึ่งแสดงความเ็าอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่พบเห็นต่างรู้สึกยากจะเข้าใกล้
เรเวนสบตากับลิลิธเธอรู้สึกว่าเ้าหญิงผู้นี้คล้ายไม่เห็นเธออยู่ในสายตาและบรรยากาศที่เธอแผ่ออกมามันก็ช่างต่างกับเมื่อเช้าลิบลับ เรเวนไม่รู้เลยว่านี่คือลักษณะท่าทีที่เธอมักแสดงออกมาอยู่เสมอ จะมีก็แต่ยามที่เธออยู่กับเออร์วินน้องชายเธอเท่านั้นที่เ้าหญิงลิลิธผู้เ็าจะเผยความรู้สึกด้านอื่น ๆ ออกมา
เรเวนสบตาเ้าหญิงลิลิธกลับด้วยท่าทีที่ไม่มีสะทกสะท้านไร้ความยำเกรง ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินสวนกันตรงบันได ลิลิธก็พูดขึ้นว่า
“ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไปหว่านเสน่ห์ยังไงเด็กนั่นถึงได้ยอมรับเธอเป็สาวใช้ส่วนตัว แต่ขอเตือนอะไรเอาไว้อย่าง”
เรเวนหยุดเดินแล้วหันมาสบตากับลิลิธ ลิลิธก็พูดต่อว่า
“ถ้าทำให้เด็กคนนั้นเป็อะไรล่ะก็ฉันไม่เอาเธอไว้แน่”
เรเวนจ้องตากับลิลิธพักหนึ่งก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างไม่มีท่าทีหวาดกลัวว่า
“เ้าหญิงควรจะรู้อะไรอย่างนะเพคะว่าไม่ใช่หม่อมฉันที่ร้องขอ แต่เป็เขาต่างหากที่เป็คนเสนอให้หม่อมฉันมาทำหน้าที่นี้ ถ้าไม่เชื่อไปถามเขาดูก็ได้”
พูดจบเรเวนก็เดินลงบันไดโดยไม่สนสายตาที่พร้อมจะขย้ำเธอได้ทุกเมื่อจากทางด้านหลัง เธอเดินลงมาที่ชั้นหนึ่งแล้วตรงมาที่ห้องครัวพบว่ายามนี้ทุกคนต่างกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น แต่เหมือนในบรรดาคนครัวทั้งหมดจะมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ สตรีที่มีใบหน้างดงามคนหนึ่งในชุดลำลองที่มีการตัดเย็บอย่างประณีต ผมสีน้ำตาลสวยงามกำลังหั่นแครอทอย่างสบายอารมณ์
เรเวนเพิ่งได้ทราบว่าสตรีคนนี้คือแม่ของเออร์วินหรือก็คือราชินีของเมืองนี้ ส่วนเื่ที่ทำไมคนที่เป็ราชินีถึงมาทำงานในครัวได้เธอเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ขณะที่เรเวนกำลังยืนงงอยู่อย่างนั้น เสียงของหัวหน้าสาวใช้ก็ดังขึ้นที่ข้างตัว
“อ้าวมาแล้วเหรอใช้เวลานานจังเลยนะคงยังไม่ชินกับงานล่ะสิ ป่ะเดี๋ยวจะขึ้นไปตรวจงานผิดพลาดตรงไหนจะได้บอกแล้วจำไว้ด้วยนะ”
เรเวนหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสาวใช้แม้ว่าจะไม่เท่ากับราชินีเอลิเซียแต่ความงามของเธอก็จัดว่าหาได้ยากไม่แพ้กัน เธอจะเดินนำเรเวนออกจากห้องครัวแต่เรเวนกลับพูดว่า
“คือว่าเ้าชายเพิ่งอาบน้ำเสร็จและตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในห้องค่ะคุณลาน่า”
ผู้หญิงคนนี้ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ความจริงวันนี้ว่าจะสอนแค่เก็บที่นอนจัดเตียงแล้วก็เตรียมน้ำอาบ แต่ตอนนี้ยังมีเวลาจะปูความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับชาให้เธอหน่อยแล้วกัน”
ตกเย็น
มื้อเย็นวันนี้ก็ดำเนินตามปกติ ใช่เหมือนปกติ ราชินีเอลิเซียก็ยังดูไฮเปอร์เหมือนเช่นเคย เธอยังคงเฝ้าสังเกตและซักถามว่าอาหารมื้อนี้เป็ยังไง และยังดูภูมิใจมากทั้งที่เธอทำหน้าที่แค่หั่นผัก พระาาอัลเฟรดทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนเออร์วินนั้นกลับตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารไปคอยเช็ดปากให้น้องสาวของตนไป นับว่าเป็เื่ดีที่ลิลิธนอกจากแสดงท่าทีเ็าเหมือนทุกทีแล้วเธอไม่ได้ปล่อยออร่าเหมือนเช่นเมื่อเช้า ทว่าอยู่ ๆ อัลเฟรดก็โพล่งเื่หนึ่งออกมาขัดอาการระรี้ระริกของภรรยา
“เออนี่ที่รักวันนี้มีเื่แปลก ๆ ด้วยล่ะ”
“เื่แปลก ๆ เหรอเพคะ”
อัลเฟรดยกไวน์ขึ้นมาจิบ “ใช่เพราะวันนี้ไม่รู้พวกขุนนางกินอะไรผิดสำแดงเข้าไปถึงพากันเสนอให้สร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลให้กับพวกเหล่าสามัญชน ไม่พอนะแถมยังเสนอตัวที่จะช่วยออกค่าใช้จ่ายในการสร้างทั้งยังจัดหาบุคลากรให้ด้วย”
ราชินีเอลิเซียที่ได้ฟังตาเป็ประกายขึ้นมาทันทีพูดขึ้นมาว่า “ฟังดูน่าสนุกจังเลยนะเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะลองไปเป็ครูให้พวกเด็ก ๆ มั่งดีกว่า”
“หยุดเลยนะคุณ”
“หยุดเลยท่านแม่”
อัลเฟรดกับเออร์วินที่กำลังทานอาหารอยู่พูดพร้อมกัน
“เอ๋!!!”
ราชินีเอลิเซียทำหน้างง อัลเฟรดใช้มือขวานวดขมับพลางกล่าวว่า
“หัดคิดบ้างเหอะถ้าราชินีอย่างเธอไปสอนหนังสือล่ะก็ เด็กพวกนั้นคงเกร็งจนไม่เป็อันเรียนเลยทีเดียว”
คำพูดของอัลเฟรดทำให้เอลิเซียทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เออร์วินจึงพูดกับเธอว่า
“ท่านแม่ครับท่านแม่ยังสนใจเื่ทำอาหารไม่ใช่เหรอครับ ผมว่าท่านแม่ก็หั่นผักเก่งขึ้นแล้วอีกไม่กี่วันก็เรียนขั้นต่อไปได้แล้วครับ”
คำพูดของลูกชายทำให้เอลิเซียตาเป็ประกายทันทีหันมามองเขาแล้วถามว่า
“จริงเหรอจ๊ะ”
“จริงสิครับท่านแม่” เออร์วินตอบพลางลอบปาดเหงื่อบนหน้าผาก
เหล่าสาวใช้ที่ยืนเรียงแถวกันมองภาพเหตุการณ์นี้แล้วพากันอมยิ้มออกมา เรเวนมองภาพเหล่านี้แล้วถามสาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ข้างตัว
“นี่เป็เื่ปกติของครอบครัวนี้เหรอ”
สาวใช้ที่ถูกถามตัวเล็กกว่าเรเวนหนึ่ง่ศีรษะผมสีแดงถักเป็เปียสองข้างสองแก้มมีรอยกระ เธอตอบโดยไม่หันมามองเรเวนว่า
“อื้มเื่ปกติแหละ เธอเพิ่งมาใหม่สินะได้ยินมาว่าเ้าชายเออร์วินที่มีนิสัยแปลก ๆ อยู่ ๆ ก็รับสาวใช้ส่วนตัวขึ้นมาคงเป็เธอสิท่า”
“นิสัยแปลก ๆ ?”
“อื้ม เ้าชายเป็คนที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเองน่ะทั้งการอาบน้ำการแต่งตัวและเื่อื่น ๆ เธอว่าแปลกไหมล่ะสำหรับคนที่เป็เชื้อพระวงศ์”
เรเวนนึกภาพตามแล้วคิดไปถึงตอนที่อีกฝ่ายอาบน้ำแล้วเธอรออยู่หลังฉากกั้น ความจริงควรจะเป็หน้าที่เธอในฐานะสาวใช้ส่วนตัวในการช่วยเขาอาบน้ำ ไม่เพียงเท่านั้นตอนที่ลาน่าที่เป็หัวหน้าสาวใช้ปูความรู้เื่ชาให้เรเวนนั้นลาน่าก็ยังบอกเธอว่า เ้าชายน้อยผู้นี้กลับไม่ชอบดื่มชาแต่กลับไปชอบเครื่องดื่มแปลก ๆ ที่ไม่รู้เอามาจากไหนที่เรียกว่ากาแฟ
“แปลกจริงด้วย”
เรเวนตอบเพียงสั้น ๆ อีกฝ่ายหันมายิ้มให้เธอแล้วแนะนำตัว
“ฉันชื่อแม็กกี้นะ เป็สาวใช้ส่วนตัวของเ้าหญิงเรเชล เธอล่ะ”
เรเวนหันสบตาอีกฝ่ายแล้วแนะนำตัวตอบ “เรเวน”