39 1-2
ตอนที่ 57 อิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิง (1)
คมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นกำลังพวยพุ่งเข้าไปในปากโพลงถ้ำเบื้องหน้า เห็นดังนั้นเหลิงหยุนเจียวรีบขานเรียกเชือกพันธนาการวิญญาณออกมาทันที
“จินโหย่ว! รีบปิดปากถ้ำไว้เร็วเข้า!”
ผ่านไปหลายอึดใจ เชือกพันธนาการวิญญาณบนข้อมือยังคงเงียบนิ่ง ไม่มีวี่แววจะขยับเขยื้อนใดๆ
“....”
แววความกังวลเริ่มเพิ่มพูนขึ้นภายในใจของเหลิงหยุนเจียว แลเห็นว่าคมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นอยู่ห่างจากปากโพลงถ้ำเพียงไม่กี่สิบฉือแล้ว นางก็ยิ่งรู้สึกร้อนจิตใจ สงสัยว่านางจะเรียกขานชื่อของมันผิดไป?
“จินโหย่ว!”
เสียงร้องตะโกนของนางครานี้ทำเอาลำคอถึงกับแหบแห้ง
ทันทีทันใด เส้นด้ายสีทองก็เริ่มเคลื่อนไหวคลายตัวออกจากข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว เชือกพันธนาการวิญญาณลงมือแล้ว!
เวลานี้เอง เหลิงหยุนเจียวรู้สึกโล่งใจขึ้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดนางก็มีแต้มต่อไว้สู้กับเหล่าคมหนามสีดำทมิฬเสียที
แต่เพิ่งจะดีใจได้ไม่ทันไร นางก็กลับลำก่นด่าแทบไม่ทัน! นั่นเพราะจู่ๆ เชือกพันธนาการวิญญาณเส้นนั้น กลับจำแลงร่างกลายเป็นตาข่ายผืนใหญ่สีทองอร่าม แล้วลอยเข้ามาคลุมร่างของเหลิงหยุนเจียวไว้แทน!
“ข้าสั่งให้ไปปิดปากถ้ำโว้ย!”
เหลิงหยุนเจียวกระทืบเท้าก่นด่าไปชุดหนึ่งด้วยความหงุดหงิด อีกด้านหนึ่ง คมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นก็ได้ไหลบ่าเข้าไปในโพลงถ้ำเรียบร้อยแล้ว
หากไป๋ซือหมิงอยู่ภายในนั้นจริงๆ เกรงว่าคงจะต้องจบชีวิตแน่แล้ว
ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ภาวนาว่า เขาจะไม่ได้อยู่ข้างในเท่านั้น
นอกจากฝูงคมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นแล้ว ก็ยังมีเสาหินเสาดินอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ร่างของเหลิงหยุนเจียวแล้วเช่นกัน
โชคยังดีที่มีเชือกพันธนาการวิญญาณคอยปกปักษ์ปกป้องตัวนางอยู่ มิฉะนั้น คงต้องโดนทั้งเสาหินเสาดินกับเหล่าฝูงคมหนามสีดำทมิฬก่อนหน้ารุมจ้วงกระหน่ำแทงจนร่างเป็นรูพรุนไปแล้ว
แต่เมื่อลองพินิจพิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของฝูงคมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นให้จงดี จะค้นพบว่า แท้จริงแล้วพวกมันก็คือเถาวัลย์ที่มีผิวแหลมคมดุจคมหนามนั่นเอง
เห็นเช่นนั้นแล้ว นางจึงย้อนนึกไปถึงข้อมูลที่เคยค้นคว้าอ่านมาก่อนหน้า ปรากฏว่าเจ้าพวกนี้ก็คือ เถาวัลย์ไม้อสรพิษนั่นเอง
“นายหญิง รีบหนีไปจากที่นี่ก่อน! หากโดนพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษเข้าไป เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว!”
เหนียวเหนี่ยวกระโดดเกาะใบหูของเหลิงหยุนเจียวแน่น พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้เป็นนายยอมถอยจากไปแต่โดยดี
เหลิงหยุนเจียวเองก็ใช่ว่าไม่อยากจะถอนตัว แต่...จะให้นางหนีไปที่ใด?
กว่าที่จ้าวอินทรีครามจะหาทางร่อนลงมารับได้ เกรงว่านางคงต้องถูกเถาวัลย์ไม้อสรพิษเหล่านี้กระหน่ำแทงจนร่างพรุนก่อนแล้วเป็นแน่!
หรือจะใช้ประโยชน์จากทะเลเพลิงของวิหคไฟอีกตน จัดการเผาผลาญเถาวัลย์ไม้อสรพิษเหล่านี้ให้วอดไปเสีย?
แต่หากเป็นเช่นนั้น จ้าวอินทรีครามก็จะไม่สามารถร่อนลงมารับนางได้เช่นกัน...
ขณะที่เหลิงหยุนเจียวกำลังคิดคำนวณแผนการหลบหนีอยู่นั้น จู่ๆก็มีสุ้มเสียงทุ้มลึกอันทรงเสน่ห์แผดดังขึ้นจากบนฟากฟ้า
“คิดไม่ถึงเลยว่า ทุกคนจะสนุกสนานกันปานนี้ แม่นางถังยังอยู่ดีมีสุขหรือไม่?”
นางแหงนหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นไปโดยไว เห็นว่าเป็นบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงหรูหรา กำลังยืนอยู่บนยอดเสาดินแท่งหนึ่ง
โม่เฉินหยวนทิ้งตัวดิ่งพสุธาลงมา ชายเสื้อคลุมยาวพลิ้วไสวลู่ไปกับสายลม รัศมีกลิ่นอายเผยให้เห็นถึงความสูงส่งและสง่างามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เถาวัลย์ไม้อสรพิษทั้งหลายทั่วสารทิศถึงกับเร่งล่าถอยด้วยความตื่นตระหนก ประหนึ่งว่ากำลังเผชิญพบกับของแสลง
เมื่อโม่เฉินหยวนเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้า เหลิงหยุนเจียวก็สามารถแลเห็นอีกฝ่ายได้ชัดแจ้งขึ้น ทั้งชุดอาภรณ์สีม่วงที่ถูกถักทอขึ้นด้วยไหมฟ้าชั้นเยี่ยม ประดับเคียงลวดลายปักสุดแสนวิจิตรงดงาม รวมไปถึงเครื่องประดับทั้งที่อยู่บนเอวและอยู่บนเรือนร่างซึ่งกำลังทอแสงระยิบระยับ ภาพฉากเหล่านี้ทำเอานางถึงกับหางตากระตุกขึ้นทันที
เจ้าหมอนี่สวมเสื้อผ้าหรูหราดูมีราคากว่าก่อนหน้านี้เสียอีก! แล้วสุนัขที่ไหนบอกว่า ตนเองไม่มีผลึกวิญญาณกัน!
ทันทีที่เห็นโม่เฉินหยวน เจ้าเชือกพันธนาการวิญญาณก็จำแลงร่างกลับเป็นเชือกสายหนึ่ง และรีบพุ่งทะยานออกไปพันรอบข้อมือภายใต้เสื้อคลุมยาวของเขาทันที
“มิใช่ว่าเจ้ากลับไปก่อนแล้วรึ?”
“กลับงั้นรึ?”
โม่เฉินหยวนยิ้มกระหยิ่มบางเบาทีหนึ่ง คลี่พัดกระดาษสีดำซึ่งมีภาพวาดลวดลายรูปไม้ไผ่สีทองปรากฏอยู่ เขากล่าวต่ออย่างใจเย็นว่า
“หากข้ารีบกลับไปเสียก่อน คงต้องพลาดเรื่องสนุกในวันนี้เป็นแน่”
และเมื่อเขานชำเลืองสายตาหันกลับไปมองที่ปากโพลงถ้ำ ก็พบว่าเถาวัลย์ไม้อสรพิษเหล่านั้นที่เมื่อครู่ถอยกรูออกไป ทั้งหมดได้กลับมารวมตัวกันเป็นหนึ่ง แล้วค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
“ฟังว่าเผ่าพันธุ์ของเจ้าล้วนถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว ไม่คิดเลยว่า ยังมีบางตัวเหลือรอดมาได้จวบจนบัดนี้”
เหลิงหยุนเจียวขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า สิ่งที่โม่เฉิยหยวนกำลังกล่าวอยู่เวลานี้หมายถึงสิ่งใด
อย่างไรเสีย เสี้ยวอึดใจก่อนที่เหลิงหยุนเจียวกำลังจะปริปากเอ่ยถาม จู่ๆก็มีอิสตรีรูปงามในชุดแพรพรรณสีแดงเพลิงปรากฏกายขึ้นต่อหน้าปากโพลงถ้ำ ร่างกายบางส่วนมีเศษชิ้นส่วนผ้าสีดำทมิฬปิดคลุม เรือนร่างโฉมสะคราญของนางสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ผิวพรรณขาวผ่องประดุจหิมะ ตัดกับริมฝีปากบางสีแดงอวบอิ่ม และดวงตาของนางก็เป็นสีแดงเช่นกัน ประกายตาคู่นั้นใสพิสุทธิ์ดุจดั่งทับทิม ผู้ใดได้พบเห็นต่างต้องสัมผัสได้ถึงความงดงามที่ฉาบด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายบางๆ
“หื้ม? พวกเผ่าวิญญาณอย่างนั้นรึ?”
เมื่ออิสตรีรูปงามลืมตาขึ้น ก็มีประกายอาฆาตฉายวาบอยู่ในดวงตาสีแดงคู่สวยของนาง
แต่ก่อนที่โม่เฉินหยวนจะทันปริปากกล่าวอันใดออกมา แววความแค้นอาฆาตในดวงตาของนางก็ยิ่งเพิ่มทวีความเข้มข้นและดุร้ายขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
“ไอ้พวกสารเลว!!!”
สิ้นเสียงกล่าวจบ เถาวัลย์ไม้อสรพิษนับหมื่นนับแสนสายก็ผุดขึ้นจากผืนดินรอบข้าง มุ่งเป้าหมายกระหน่ำเข้าจู่โจมใส่โม่เฉินหยวนอย่างบ้าคลั่ง
หากถูกคมหนามพิษอันใดอันหนึ่งบนเถาวัลย์ทิ่มแทงเข้า แน่นอนว่าระดับความอันตรายที่ได้รับนั้นย่อมถึงแก่ชีวิตทันที!