ยามค่ำคืน ม่านราตรีมืดดำไร้ขอบเขต สำนักกระบี่บ้านไผ่หอมสงัดวิเวกตะไคร่เขียวขึ้นคละในดงไผ่ลึก
ลูกไฟวาบสว่าง ไฟเพลิงลุกท่วมหลังคามุงหญ้า เสียงคมดาบ คมกระบี่ฟาดฟันเชือดเถือเืเนื้อของคนที่เร้นกายหาความสงบจนไหลนอง แม้รักสงบแต่ภัยก็มาถึงตัวหวังถอนรากถอนโคนด้วยใจกระหายในขุมอำนาจของตระกูลแลทั้งจิตริษยาของสตรีที่มีต่อบุรุษหนึ่งเดียวของแผ่นดิน
เพราะไม่คาดคิดว่าอยู่อย่างสงบนานปีจะมีเื่มีราวมาถึงตัวอายุยังน้อยฝีมือยังด้อย เด็กหนุ่มอายุสิบสี่จึงถูกลอบทำร้ายที่เรือนพักเมื่อล่วงรู้ถึงตัวผู้ประสงค์ร้ายที่ขนกำลังมาหวังกำจัดทุกชีวีซึ่งเกี่ยวข้องให้สิ้นซากอาจารย์อาท่านหนึ่งได้พาเขาหลบหนีลงเขาเสี้ยวเวลาระหว่างความเป็ความตายเคราะห์ดีพบกับหลันิที่เดินทางผ่านหมู่บ้านแถวนั้น
เสียงครางอือๆ ดังขึ้นจากปากของคนที่นอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเตียงเด็กหญิงวัยสามขวบเศษซึ่งนั่งเล่นลูกหินอยู่บนเก้าอี้ใกล้กันชะเง้อหน้ามองเงาร่างของบิดาที่ยังคงวุ่นวายอยู่ในครัวเล็กเสียงครางอือดังขึ้นมาอีก นางวางลูกหินแล้วหย่อนขาะโลงจากเก้าอี้เท้าเล็กก้าวรวดเร็วไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงเมื่อครู่ใหญ่บิดานางเพิ่งจะทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนที่นอนเจ็บมาสองคืนแล้ว
มือป้อมยื่นไปแตะบนหน้าผากที่ชื้นด้วยเม็ดเหงื่อ
‘เจ็บ...ท่านแม่’ คนบนเตียงครางเสียงแ่โหยเมื่อนางเลื่อนมือมาแตะยังอกซึ่งกระเพื่อมไหวขึ้นลงช้าๆ เพราะแรงลมหายใจ
ท่านแม่...ความรักจากมารดาเป็เช่นใดหนอ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้
หลันซิ่วจูขึ้นไปนั่งบนเตียงแล้วแนบหน้าลงกับอกเขาพร้อมกับตบฝ่ามือเบาๆเหมือนอย่างที่นางเคยปลอบใจลูกสุนัขป่วยของเพื่อนบ้าน
‘โอ๋ๆ นิ่งนะ’
‘อ้าว’ เสียงบิดาร้องขึ้น
เด็กหญิงหันหน้ามายิ้มแฉ่ง ‘เสี่ยวจูรักษาเขา’
หลันิเดินเข้ามาอุ้มลูกรักลงจากเตียง ฝ่ามืออวบอูมลูบเบาๆที่กลางกระหม่อมกลมเกลี้ยง ‘เขายังต้องนอนพักอีกมากเสี่ยวจูต้องไม่ดื้อ ไม่ซน อย่ารบกวนเขาเป็อันขาด’
‘เสี่ยวจูเป็หมอนะ...เป็หมอ’
‘เอาละๆ เ้าเป็หมอแบบพ่อนั่นแหละ จำไว้ อย่าเพิ่งไปรบกวนคนเจ็บออกไปกินข้าวกับพ่อ และต้องกินเยอะๆ ด้วย’
เดินทางรอนแรมกับเด็กหญิงลูกสาวผ่ายผอมลงไปมากอยู่เพราะอาหารไม่ใคร่ถูกปากเพิ่งมีโอกาสพักในบ้านส่วนตัวที่มีครัวเขาจึงลงมือตุ๋นยาทำอาหารบำรุงร่างกายให้นางการรักษาคนที่ต้องคมอาวุธซ้ำยังถูกพิษนั้นใช้เวลานานกว่าแผลจะสมานคาดว่าจะติดอยู่ที่นี่อีกร่วมเดือน คงไม่ดีแน่หากลูกสาวต้องมาเจ็บป่วยด้วยอีกคน
‘เพราะเป็หมอจึงต้องกินอาหารมีประโยชน์เยอะๆเขาตื่นเสี่ยวจูจะได้มีแรงดูแลรักษาเขาจริงไหม’
เด็กหญิงตาวาว พยักหน้า นางเป็หมอรักษาคน นางเก่งแบบท่านพ่อ
‘เสี่ยวจูทราบแล้วเ้าค่ะ’
หลายราตรีผ่านไปชีวิตถูกยื้อจากความตายด้วยยาทุกขนานและการดูแลทั้งกลางวันกลางคืนของหลันิ แม้สติรับรู้จะยังไม่สมบูรณ์ครบแต่ทุกครั้งที่พยายามลืมตา ท่ามกลางสายตาพร่าเลือนเขาซึ่งนอนอยู่บนเตียงต้องพานพบดวงหน้าเล็กๆยื่นเข้ามาใกล้เสมอ
ในบ่ายที่เปลวแดดจัดจ้าไอความร้อนและลำแสงดวงตะวันลอดผ่านรอยแยกของซี่หน้าต่างทำจากไผ่เข้ามาในห้องร่างบนเตียงขยับตัว ปรือตาตื่นแต่เพราะแสงสว่างจ้าเกินไปจึงทำให้ต้องหลับตาลงอีกครั้ง
โสตประสาทได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าวิ่งมาใกล้ ไม่นานเงาหนึ่งก็พาดทับ
‘ฟื้นแล้วๆ’ เสียงเล็กๆสดใสร้องขึ้นด้วยความดีใจ ััจากมือน้อยแตะลงบนหน้าผากลากลงมาข้างแก้มที่ซูบตอบ เถียนเยวี่ยรับรู้ได้ถึงความอุ่นที่แนบลงบนอกไออุ่นจากร่างเล็ก กลิ่นของความผ่อนคลายไร้ ไอสังหารฆ่าฟัน ทำให้เขาลืมตาอีกครั้ง
ดวงตาดำสนิทลึกล้ำสบเข้ากับดวงตากลมโตสุกใสเหมือนธารน้ำบนหุบเขาใบหน้ากลมเกลี้ยงยิ้มกว้างอวดซี่ฟันเล็กๆให้ความรู้สึกสว่างไสวเหมือนอาทิตย์กลางฤดูคิมหันต์คางน้อยยังเกยที่อกเขาดั่งคุ้นเคยช้านาน ราวมิใช่คนแปลกหน้าต่อกัน
‘ข้าคือหมอเทวดานะ’
‘หมอเทวดา’
เด็กหญิงพยักหน้า นางหยัดกายนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงของเขานั่นเองหลันซิ่วจูยืดอกวางท่าทรงภูมิ เชิดหน้า มือข้างหนึ่งจับปลายหางเปียม้วนไปมา
‘ใช่น่ะสิ หมอเทวดาหลันซิ่วจู ไม่เคยได้ยินหรือ’วาจาฉะฉานเกินเด็กสามขวบเจื้อยแจ้ว
เขาไม่เคยได้ยินจริงๆ นั่นแหละ ชั่วชีวิตของเขาเคยพบปะหมอสักกี่คนเชียวอยู่แต่ในหุบเขาไผ่หอมยากจะรู้เื่คนภายนอกแม้คิดดังนั้นแต่เถียนเยวี่ยก็ยิ้มให้เด็กน้อย
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก
‘เสี่ยวจูรบกวนเขาอีกแล้วละสิ’
‘เสี่ยวจูช่วยให้เขาฟื้นนะ’ ปากเล็กจิ้มลิ้มคุยโอ่
เ้าของร่างอ้วนสมบูรณ์ชะโงกหน้าเข้ามาในม่านที่เปิดชายขึ้นข้างหนึ่งนั่นเป็ครั้งแรกที่เถียนเยวี่ยได้พบหน้าผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา...ท่านหมอหลันิ
สำหรับหลันินั้น ตอนรับตัวเด็กหนุ่มไว้เขาถูกกำชับว่าผู้าเ็เป็บุคคลสำคัญยิ่งยวด จะมีความผิดพลาดในการรักษาไม่ได้หมอหนุ่มเพียงรับรู้เพราะสำหรับเขาแล้วทุกคนที่เข้ามาให้เขารักษาล้วนสำคัญกับบุคคลในครอบครัวด้วยกันทั้งนั้นจะยากดีมีจน เขาล้วนให้ความเท่าเทียม
อีกทั้งเถียนเยวี่ยอายุยังน้อย ตายเร็วไปก็น่าเสียดายาแกลางอกนั้นฉกรรจ์ ซ้ำยังถูกพิษร้าย หลันิก็เลยทุ่มความพยายามรักษาเต็มที่ด้วยเส้นสายกับขุนนางท้องที่จึงหาบ้านพักส่วนตัวห่างตาผู้คนก่อนจะย้ายเขามาพักในที่ลับตา ไม่แพร่งพรายที่อยู่ของตนและลูกสาวให้ใครรับรู้
หลายเดือนหลังจากนั้น เมื่อเถียนเยวี่ยกลับมาที่หุบเขาไผ่หอมพบว่ามีศิลาใหญ่ตั้งตระหง่านที่เชิงเขา ทั่วทั้งหุบเขากลายเป็เขตต้องห้ามตามราชโองการคนภายนอกห้ามบุกรุกหรือทำให้คนในนั้นเืตกเห็นศิลาหย่งเซี่ยวเสมอเห็นองค์จักรพรรดิ!
คำสลักบนศิลาย้ำเตือนใจแฝงด้วยปรามให้กริ่งเกรงคนที่รู้ความจริงเท่านั้นจะเข้าใจความหมายว่ากตัญญูมิใช่แต่เพียงที่ยังมีชีวิตอยู่แม้หาลมหายใจไม่ก็ยังต้องยึดถือ
หลังจากเหตุการณ์นองเืมีการสืบสาวจนได้ตัวผู้บงการบุคคลชั้นสูงซึ่งเกี่ยวพันกับราชวงศ์ถูกปะาให้ตายตกบ้างถูกเนรเทศไปอยู่นอกด่านทุรกันดารผู้คนต่างสงสัยถึงฐานะของคนในหุบเขาไผ่หอม แต่มิกล้าเอ่ยปากเสียงดังเพราะเป็เื่ต้องห้ามของทางการได้แต่ซุบซิบลือเล่าราวเสียงภูตผี เื่ราวถูกเสริมเติมแต่งจนความจริงผิดเพี้ยนรางเลือนไปตามกาลเวลา...