





มีตำนานเื่เล่าที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวกับศาลเ้าซุกิมิยะ
ตำนานเล่าว่า ‘กระจกบูชาในศาลเ้ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างหลับใหลอยู่’
ตำนานเล่าว่า ‘กระจกบูชาในศาลเ้าเป็กระจกที่สูงส่งและมีค่ามาก’
ตำนานเล่าว่า ‘ในคืนพระจันทร์เต็มดวงหากนำกระจกใบอื่นมาตั้งหันหน้าเข้าหากระจกบูชา แล้วมองกระจกบูชาผ่านเงาสะท้อนเราจะถูกเชื้อเชิญไปยังอีกโลกหนึ่ง’
ตำนานที่ถูกเล่าขานกันมานี้ ก็เป็เหมือนตำนานเมืองตามแบบฉบับทั่วๆ ไป
ที่ว่าเมื่อท่องบทสวดหลังจากตั้งกระจกเข้าหากันแล้ว ปีศาจร้ายจะปรากฏออกมาบ้างก็ว่าจะสามารถมองเห็นทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งก็มีตำนานคล้ายๆกันนี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก
เล่ากันว่ามันจะมีความรู้สึกราวกับมองผ่านเข้าไปในกล้องสลับลาย แล้วพบกับโลกที่ไร้สิ้นสุดผู้คนมากมายเมื่อได้จ้องมองเข้าไปพบกับภาพเช่นนั้นแล้ว บางทีอาจจะรู้สึกราวกับถูกโอบอุ้มไปด้วยจินตนาการที่ไร้พรมแดน
ซึ่งตำนานที่พูดถึงเมื่อครู่ก็เป็ตำนานที่ถูกเล่ากันมาปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น ---- แต่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เสียทีเดียวที่จริงมันเหมือนเป็เพียงข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่ผู้คนเมืองฮาจิโอะเท่านั้นซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มมาจากไหนหรือเมื่อไร
แต่ข่าวลือที่ว่านั้น...มีอยู่ก็เพื่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“ยู…ยูคุง ยูคุง ยูคุง! พอแค่นี้เถอะนะยูคุง!”
เด็กสาวทำท่าจะร้องไห้ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกลัว พร้อมกับดึงแขนเสื้อของยูโตะที่เดินอยู่ข้างๆ
หัวใจของชูโอ ยูโตะเต้นแรงผู้ชายเมื่อเห็นน้ำตาที่เอ่อล้นไปด้วยความกลัวของผู้หญิง พร้อมกับเงยหน้ามองมาที่ตนเองมันก็อดไม่ได้ที่สัญชาตญาณความอยากปกป้องจะถูกกระตุ้นขึ้นมา
ชื่อของเธอคือ ชิโมยะ มิซุกิ เพื่อนสมัยเด็กของเขา
เธอเป็นักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่ง ซึ่งเป็รุ่นน้องของยูโตะหนึ่งปีดวงตากลมโตของเธอประทับในใจของผู้คนมานักต่อนัก ความน่ารักที่แผ่ออกมา ให้ความรู้สึกเรียบง่ายของเด็กสาวที่เติบโตมาในต่างจังหวัด
“ไม่เอาน่า มาพูดอะไรเอาป่านนี้กันล่ะ”
ยูโตะยักไหล่พร้อมกับถอนหายใจ
รอบบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยเสียงของสายลมที่กระทบผ่านกิ่งไม้และใบไม้เสียงแมลงน้อยใหญ่ร้องระงมดังทั่วทุกทิศทาง ถ้าเผลอจ้องมองเข้าไปในป่าลึกด้านข้างจะรู้สึกราวกับถูกความมืดที่ไร้สิ้นสุดเ่าั้กลืนกินเข้าไป กลางูเาลึกเช่นนี้มีเพียงแสงจากพระจันทร์เต็มดวงและแสงอ่อนๆ ของดวงดาวเท่านั้นที่ทำให้มองเห็นศาลเ้าเล็กๆ สภาพทั้งเก่าทั้งโทรม ได้เพียงรางๆ
“ไม่เป็ไรหรอกน่า พวกที่มาก่อนหน้าพวกเรา ก็กลับบ้านกันแบบครบสามสิบสองไม่ใช่หรือไง”
“แต่...แต่...แต่ว่า...”
มิซุกิจับแขนเสื้อยูโตะไว้แน่น
ถึงจะเป็เด็กผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใสราวกับดอกทานตะวัน และเป็คนที่ร่าเริงได้ตลอดเวลาก็ตามแต่เธอก็เป็คนที่กลัวเื่ผีๆ สางๆ มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วซึ่งเพื่อนสมัยเด็กอย่างยูโตะย่อมรู้เื่นี้ดี
การทดสอบความกล้านี้เดิมทีเป็กิจกรรมกระชับมิตรเฉพาะในชั้นเรียนของมิซุกิ แต่เพราะมิซุกิกลัวเื่พวกนี้เอามากๆทำให้ยูโตะที่แก่กว่าทั้งมิซุกิและเพื่อนๆ ของเธอต้องมาเข้าร่วมด้วยแล้วก็เพราะเหตุนี้ด้วยนี่แหละ ที่ทำให้ยูโตะถูกรุ่นน้องที่เป็เพื่อนๆของมิซุกิแซวกันไปต่างๆ นานา ทำให้เขารู้สึกเขินและอักอ่วนนิดหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีกับเื่นี้
ั้แ่เด็กๆ แล้วที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มิซุกิก็จะมาพึ่งพายูโตะเสมอจนกระทั่งขึ้นชั้นประถมต้น ยูโตะรู้สึกว่ามิซุกิน่ารักน่าแกล้งเขารู้สึกเหมือนได้มีน้องสาวเป็ของตัวเอง แต่พอเข้า่ประถมปลายยูโตะเริ่มไม่ชอบที่เพื่อนๆ ผู้ชายในห้องเอาเื่นี้มาล้อเพราะเหตุนี้ท่าทีที่เขามีต่อมิซุกิจึงเปลี่ยนไปกลายเป็การที่มิซุกิเข้ามาพึ่งพากลับทำให้ยูโตะรู้สึกรำคาญเสียอย่างนั้น
แต่หลังจากเข้าสู่่มัธยมต้นความรู้สึกที่มีต่อมิซุกิก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง การที่มิซุกิเข้ามาพึ่งพาเื่ต่างๆมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น กลับกันเสียอีกที่ยูโตะเริ่มจะรู้สึกดีเมื่อเธอเข้ามาหาและพอขึ้นมาชั้นปีที่สองเขายิ่งอยากจะให้มิซุกิพึ่งพาเขามากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำและด้วยสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ยูโตะเริ่มจะคิดขึ้นมาบ้างแล้ว ว่าตัวเองรู้สึกอะไรบางอย่างกับเธออยู่หรือเปล่า
“ถ้าเธอกลัวขนาดนั้นล่ะก็นะ ช่วยถอยออกไปนิดหนึ่งได้ไหมฉันจะได้รีบทำให้มันจบเร็วๆ”
พูดจบยูโตะก็สะบัดแขนตัวเองเบาๆ ให้มือของมิซุกิที่เกาะไว้หลุดออก
ถึงจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ถ้ากลับไปทั้งอย่างนี้ คงจะโดนพวกรุ่นน้องดูถูกเอาแน่ๆ
แต่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ตอนนี้เขาอยากจะให้มิซุกิเห็นด้านเท่ๆ ของตัวเอง
“เอาล่ะ”
ยูโตะโน้มตัวลงแล้วค่อยๆ เปิดประตูศาลเ้าออก
ภายในศาลเ้ามีกระจกทรงกลมตั้งอยู่ ซึ่งดูจากสภาพแล้วรู้สึกจะโทรมกว่าตัวศาลเ้าเสียอีก...ไม่สิพูดตามตรง มันแทบจะไม่เหลือความเป็กระจกแล้วด้วยซ้ำ มันทั้งมัว ทั้งสกปรกยิ่งกว่านั้นเงาที่สะท้อนยูโตะที่อยู่ตรงหน้า ยังดูพร่ามัว ไม่เป็รูปเป็ร่าง
ยูโตะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
“ทำไมมันโทรมจังล่ะ”
“ยู...ยูคุง!? พูดแบบนั้นเดี๋ยวจะถูกสาปเอานะ!”
“เธอกังวลเกินเหตุไปหรือเปล่ามิซุกิ...ว่าแต่ว่า มาถึงนี่ทั้งที แค่ถ่ายรูปมันก็ออกจะดูน่าเบื่อเกินไปหน่อยนะว่ามั้ย”
ยูโตะหยิบสมาร์ทโฟนรุ่น LGN09 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า“เรกีรัน” ขึ้นมาขณะที่กำลังนึกไอเดียบางอย่าง
สิ่งที่ต้องทำในการทดสอบความกล้านี้คือผู้ที่เข้าร่วมจะต้องถ่ายรูปกระจกที่อยู่ในศาลเ้ากลับไป เพื่อเป็หลักฐานว่าตนได้มาถึงยังศาลเ้านี้แล้วจริงๆแต่เป็ถึงรุ่นพี่ของเด็กพวกนั้นแน่นอนว่ายูโตะต้องคิดที่จะทำอะไรมากกว่าแค่ถ่ายรูป แล้วกลับไปเฉยๆ แน่
“ดะ...เดี๋ยว! จะทำอะไรน่ะ ยูคุง!?”
มิซุกิหน้าเปลี่ยนสี อุทานออกมาด้วยความใ
“หืม? ก็จะถ่ายเซลฟี่กับกระจกนี่ไงอ๊ะ...จะว่าไป อย่างนี้จะนับว่าเป็การหันกระจกเข้าหากันรึเปล่านะ?”
“ไม่ ไม่ ไม่! ยะ...หยุดนะ!ถ้ายูคุงหลุดเข้าไปอีกโลกขึ้นมาแล้วฉันจะทำยังไง...”
“ไม่มีหรอกน่า... เื่งมงายแบบนั้น”
(( f o z o s s s e g e z q ))
“หืม!?”
เหมือนมีเสียงอะไรบางอย่างดังก้องอยู่ในหัว
ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น...ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ เป็ภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างแน่นอนแต่...ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างเรียกหาอยู่
(( g u d , s e g e z q x I ll o s s ! ))
อีกแล้ว...แถมยังชัดกว่าเดิมด้วย
เป็เสียงผู้หญิง
“อุ...อูย?”
ทันทีที่หันไปทางเสียงนั้น จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างรุนแรง
ภายใต้สติและวิสัยทัศน์ที่เลือนรางเขามองเห็นกระจกสองบานส่องแสงแปลกประหลาดออกมาแสงเ่าั้เหมือนจะทับซ้อนกันแต่ก็แยกออกจากกัน แล้วพอมันทำท่าจะแยกออกจากกันก็กลับมาทับซ้อนกันใหม่...เหมือนกับภาพในกล้องสลับลายที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นคืออีกด้านหนึ่งของกระจกเขามองเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนั้นกำลังร่ายรำราวกับกำลังถูกอะไรบางสิงสู่อยู่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ของเธอพลิ้วไหวไปมาอย่างแ่เบาดูเหมือนว่าเธอจะเป็มิโกะผู้รับใช้พระเ้า
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!?”
ยูโตะรีบร้อนยกมือขึ้นขยี้ตา แต่ภาพตรงหน้าก็ไม่หายไป
ยิ่งกว่านั้น
ทั้งที่ตอนแรกเห็นเป็เพียงภาพรางๆ เหมือนกับมองภาพโฮโลแกรมแต่ตอนนี้มันกลับค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสีสันของเสื้อผ้าแขนขาที่อ่อนช้อยของหญิงสาวยิ่งดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
“ยู...คุง...ยู...คุ”
เสียงของมิซุกิฟังดูเหมือนค่อยๆ ไกลออกไป คำสุดท้ายที่ลอยมาก็เบาบางจนได้ยินไม่ชัดเจนทำให้ยูโตะต้องหันกลับไปหา
“เอ๊ะ!?”
ยูโตะประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
มิซุกิหายไปแล้ว...สิ่งที่มาแทนที่เธอกลับเป็กำแพงสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนกำแพงนั้นเต็มไปด้วยรูปวาดต่างๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่เป็รูปมนุษย์แต่ก็มีบางภาพเป็ภาพของตัวประหลาดบางอย่างที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั่วไป
“กำแพงนี่มัน...โผล่มาจากไหนล่ะเนี่ย?....หืม”
ในขณะที่กำลังพึมพำกับตัวเอง เสียงโวยวายรอบข้างก็ทำให้ยูโตะรู้สึกตัวมองไปรอบๆ และตัวเองกำลังถูกล้อมด้วยผู้คนจำนวนมากอยู่
แต่ว่าน่าแปลก...คนพวกนี้มาทำอะไรบนูเากลางดึกแบบนี้กันแล้วก็จนถึงเมื่อกี้นี้ ยังไม่มีใครอยู่เลยไม่ใช่หรือไง จะว่าเป็พวกที่มาทดสอบความกล้าคนอื่นวิ่งกันมาถึงนี่มันก็ออกจะเร็วเกินไปหน่อย
ยูโตะเริ่มสับสนเล็กน้อย เขาส่ายหัวไปมาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาอยู่ข้างนอกมาตลอดจนถึงเมื่อกี้นี้ไม่ผิดแน่แต่ที่นี่มันข้างในอาคารอะไรสักอย่างชัดๆ อาคารที่มีขนาดพอๆ กับโรงยิมขนาดเล็กและรอบตัวก็ถูกล้อมไว้ด้วยผู้ชายประหลาดๆ สิบคน กำลังมองมาที่ยูโตะด้วยสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้เ้าตัวพวกเขาสวมเสื้อผ้าพื้นๆ ไม่มีลวดลาย ไม่ประดับตกแต่ง โครงหน้าดูคมเข้มแค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน
“นี่ฉันหลงมาอยู่ในกองถ่ายหนังงั้นเรอะ?...ฮะ...เฮ้ย!กระจกนั่นมัน!”
ยูโตะสังเกตเห็นแท่นบูชาที่อยู่ด้านหลังชายฉกรรจ์เหล่านี้และสิ่งที่เขาสะดุดตาจำได้เป็อย่างดี คือกระจกที่วางอยู่บนแท่นบูชานั้นถึงใบที่อยู่ตรงหน้านี้จะดูใหม่กว่ามาก แถมตัวกระจกเองก็ใสจนแสบตาแต่รูปร่างนั้นมันเป็แบบเดียวกับที่ศาลเ้าซุกิมิยะเลยไม่มีผิดเพี้ยน
<ในคืนพระจันทร์เต็มดวง หากนำกระจกใบอื่นมาตั้งหันหน้าเข้าหากระจกบูชาแล้วมองกระจกบูชาผ่านเงาสะท้อน เราจะถูกเชื้อเชิญไปยังอีกโลกหนึ่ง>
จู่ๆ ตำนานเื่ศาลเ้าซุกิมิยะก็โผล่ขึ้นมาในหัวของยูโตะ
“โกหกใช่มั้ยเนี่ย!? จะอะไรก็เหอะแต่เื่แบบนี้มันไม่น่าจะ...”
“w e m a z d u !?”
ถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมายเลยสักนิด แต่รู้สึกได้ถึงความดุดันและองอาจกล่าวออกมาพร้อมกับดาบเล่มสีทองที่จ่อมายังคอของยูโตะ
มันเกิดขึ้นเร็วเสียจนยูโตะไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงใใดๆ ออกมาจะว่าไปถึงจะพูดอะไรออกมาได้ก็เถอะ ก็คงจะสื่อสารกันไม่รู้เื่อยู่ดีแต่ฟังจากเสียงที่ดุดันนั้นแล้ว ยูโตะก็พอจะเดาได้ว่าเขาน่าจะกำลังถูกถามอะไรบางอย่างอยู่
ยูโตะทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากกวาดสายตาไล่ไปตามดาบที่จ่อคอหอยตนอยู่มองไล่ขึ้นไปจนเห็นนิ้วเรียวขาวสวยคล้ายปลาชิราอุโอะ (ปลาญี่ปุ่นชนิดหนึ่งหรือที่ไทยเรียกว่าปลาเงิน) กุมด้ามดาบเล่มนี้ไว้ เมื่อกวาดสายตามองขึ้นไปอีก เขาก็พบกับเส้นผมสีเงินเปล่งประกายพลิ้วไหวอยู่เบื้องหน้า
เธอเป็เด็กผู้หญิงที่สวยงามที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อนในชีวิตให้ความรู้สึกราวกับนักรบสาวที่หลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา
อายุของเธอน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับยูโตะหรืออย่างมากก็แก่กว่าไม่เกินหนึ่งปีถ้าให้เปรียบเทียบความเยือกเย็นที่งดงามของเธอคนนี้คงเปรียบได้กับผลงานน้ำแข็งแกะสลักชั้นยอดเลยทีเดียว
เมื่อถูกสะกดไว้ด้วยความงามที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนยูโตะลืมไปโดยสิ้นเชิงเลยว่า ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน
ใช่แล้ว ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่ากำลังจะพบเจอกับอะไรและมีโชคชะตาที่โหดร้ายแค่ไหนกำลังรอเขาอยู่