บทที่ 48 แย่งไม่ได้(เปิดฟรี 07/09/2568)
เมื่อย่าหนิงได้ยินว่ามีของขวัญด้วย และยังเป็นของที่เตรียมไว้ให้สองพี่น้องบ้านรองอีก นางก็ตื่นตัวทันที ยื่นมือออกไปหมายจะคว้ากล่องของขวัญมาถือเองเลย สีหน้ายิ้มแย้ม ใบหน้าที่มีริ้วรอยเป็นร่องลึกกลับผัดแป้งหนาเตอะ ตอนที่ยิ้มก็เกิดเป็นริ้วๆ ชัดเจนจนแทบจะรีดแป้งทำบะหมี่ได้
“โธ่ พี่ใหญ่ ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว เด็กสาวสองคนนี้จะต้องการของขวัญไปทำไม วันๆ ก็เอาแต่เกียจคร้านไม่ทำงานให้เป็นประโยชน์ ยังจะหวังได้กินของดีอีกหรือ บุตรชายคนที่สามของข้ากำลังเตรียมตัวแต่งงานอยู่พอดี เขาควรได้กินอาหารบำรุงมากกว่านะ” ย่าหนิงพูดอย่างมีเหตุผล
ทุกคนที่อยู่ในนี้เคยเจอคนไร้ยางอายมาแล้ว แต่ไม่เคยเจอใครหน้าด้านได้เท่านี้มาก่อน
ตอนที่ยังไม่ได้แยกบ้าน พวกนางทำงานหนักยิ่งกว่าวัว แต่ได้กินน้อยกว่าลูกแมวเสียอีก ไหนจะต้องทนฟังคำดุด่าตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็น ‘ตัวถ่วง’ หรือ ‘เด็กไร้ค่า’ ย่าหนิงพูดเช่นนี้จนติดปาก แต่ตอนนี้พวกนางแยกบ้านออกมาแล้ว นางยังกล้ามาหน้าด้านหวังจะหาผลประโยชน์อีกหรือ ถึงหนิงเวยจะยอม แต่หนิงลั่วไม่มีทางยอมแน่นอน!
ขณะที่ย่าหนิงกำลังจะยึดของขวัญสองกล่องนั้น หนิงลั่วก็ชิงคว้ามาไว้ก่อน จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมแต่หนักแน่น “เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านย่าหรอก อีกอย่าง เรื่องภายในบ้านของข้า ข้ากับพี่สาวสามารถจัดการเองได้ ท่านเป็นผู้สูงวัย หากต้องเหนื่อยเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก็จะเป็นความผิดของข้าแล้ว”
ย่าหนิงคาดไม่ถึงว่าหนิงลั่วจะกล้าชิงของต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้าน ใจของนางแอบด่าทอเด็กสาวไปเป็นสิบรอบ ‘นางเด็กสารเลว! นางเด็กบัดซบ!’ แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเอ่ยเสียงหวาน “ดูสิ เจ้าช่างไม่รู้จักกาลเทศะเลย ทำให้พี่ใหญ่ขบขันเสียแล้ว”
พูดจบ ย่าหนิงก็ปรายตามองหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเป็นนัย ก่อนจะฉวยโอกาสยื่นมือไปคว้าของจากหนิงลั่วอีกครั้ง พร้อมกับส่งสัญญาณให้เฉินซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้เข้ามาช่วย!
ย่าหนิงรีบฉวยโอกาสพูดกลบเกลื่อน “พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้หรอกว่าหลานสาวของข้าคนนี้ชอบพูดจาล้อเล่นอยู่เสมอ อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังป่วยบ่อยจนศีรษะเลอะเลือน คำพูดของนางจึงไม่มีความเคารพต่อผู้ใหญ่เอาเสียเลย”
พูดจบก็หันไปตำหนิหนิงเวยแทน “เสี่ยวเวย เจ้าก็เป็นพี่สาว เหตุใดไม่อบรมน้องของเจ้าให้ดี? ปล่อยให้นางพูดจาไร้สัมมาคารวะเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนเด็กๆ พวกเจ้าโตมาได้ก็เพราะข้าคอยเลี้ยงดู ให้ข้าวให้น้ำ แต่สุดท้ายกลับตอบแทนข้าด้วยการเนรคุณ!”
หนิงเวยได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตัวสั่น นางยังมีความหวาดกลัวที่ฝังใจต่อย่าหนิงอยู่บ้าง แต่ยังไม่ทันที่นางจะตอบ หัวหน้าหมู่บ้านก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นใครกัน เขาเห็นความละโมบของย่าหนิงได้อย่างชัดเจน และตอนนี้ผู้ที่ถูกกดขี่ก็คือหนิงลั่ว ซึ่งเขาเองก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น “น้องสะใภ้ เจ้าคงตาฝ้าฟางไปแล้วกระมัง เจ้าบอกว่าเสี่ยวลั่วไม่ดี แต่ข้าว่านางเป็นเด็กดีมากทีเดียว หน้าตาก็ดี ซ้ำยังฉลาดเฉลียว ได้ยินว่านางทำอาหารเก่งมาก อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่นอน อีกอย่าง พวกเจ้าก็แยกบ้านกันไปแล้ว ของที่ข้ามอบให้พวกนาง ข้าก็ย่อมให้พวกนางเก็บไว้เอง เจ้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวแล้ว”
คำพูดประโยคหลังของหัวหน้าหมู่บ้านแทบจะเป็นการเตือนย่าหนิงว่าอย่าได้มาสอดมือในเรื่องนี้ และอย่าหมายจะเอาของที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ย่าหนิงแม้จะโง่เขลาแต่ก็ไม่ถึงกับไร้เดียงสา เมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นของเขา ก็รีบปรับเปลี่ยนท่าทีทันที “ใช่ๆ ข้าแค่พูดไปตามนิสัยเท่านั้น หากพวกนางไม่ต้องการ ข้าก็เคารพการตัดสินใจของพวกนาง”
“แต่ลองคิดดูแล้วก็น่าสงสาร เด็กพวกนี้ไร้บิดามารดาสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งยังหาเงินไม่เป็น มีเงินติดตัวเพียงน้อยนิด แต่กลับใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปซื้อเนื้อกิน หากไม่มีข้าคอยดูแล เกรงว่าคงอดตายกันหมดแล้ว ที่พวกนางขอแยกบ้านออกไปก็เป็นความสมัครใจของพวกนางเอง แต่หากวันใดเกิดปัญหาขึ้นมา ผู้อื่นย่อมต้องมาว่าข้าเป็นแน่” ย่าหนิงแสร้งถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อด้วยท่าทียอมจำนน “ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง ที่ข้าเก็บของพวกนี้ไว้ก็เพราะจะช่วยพวกนางดูแล ไม่ให้ใช้สุรุ่ยสุร่ายเสียเปล่า”
หนิงลั่วฟังออกทันทีว่าย่าหนิงตั้งใจใช้อำนาจความเป็นผู้ใหญ่กดดันพวกนาง แต่เมื่อใช้ไม่ได้ผล นางก็หันไปเอาใจหัวหน้าหมู่บ้านแทน หวังจะให้เขาเข้าข้างตน ช่างเป็นแผนที่แยบยลจริงๆ
ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านมีความคิดของตัวเอง หลังจากที่เขาเอาใจสองพี่น้องไปมากแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นว่าย่าหนิงช่างไม่รู้จักประมาณตน ซ้ำยังถูกสองพี่น้องรังเกียจ เขาย่อมไม่คิดจะสนับสนุนนางอีก
“น้องสะใภ้ ทุกคนในหมู่บ้านนี้ต่างรู้ดีว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร อีกอย่าง หากมิใช่เพราะแรงกดดันของเจ้า บุตรชายคนรองและสะใภ้รองของเจ้าก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร บางครั้งมนุษย์เราควรสะสมบุญกุศล ไม่ใช่เอาแต่กดขี่ข่มเหงผู้อื่น ฟ้าดินนั้นย่อมมีตา”
เมื่อกล่าวจบ หัวหน้าหมู่บ้านก็ลุกขึ้น หันไปกล่าวกับหนิงเวยและหนิงลั่ว “พวกเจ้ารับของพวกนี้ไว้เสีย กินให้หมดเถิด อย่าไปเก็บไว้นานนัก รอให้ข้ามีเวลาว่างเมื่อใด ข้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าเอง หากมีใครในหมู่บ้านกล้ารังแกพวกเจ้า รีบมาบอกข้า ข้าจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเจ้าเอง”
แม้ย่าหนิงจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่ก็ไม่กล้าทะเลาะกับหัวหน้าหมู่บ้านที่มีอำนาจอยู่ในหมู่บ้าน นางคิดว่าในเมื่อเวลานี้ยังโกรธไม่ได้ ก็รอให้เขาไปเสียก่อน แล้วจึงค่อยหาทางเอาคืนสองพี่น้องภายหลัง
หนิงลั่วรีบลุกขึ้นไปส่งหัวหน้าหมู่บ้าน นางยิ้มพลางกล่าว “ขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ได้ฟังเช่นนี้ข้าก็วางใจ หากมีใครกล้ามาหวังผลประโยชน์จากบ้านข้า หรือกล้ารังแกพี่สาวกับน้องชายของข้า ข้าจะรีบมาหาท่านทันที”
“นั่นแหละถูกต้องแล้ว เด็กๆ อย่ากลัวใคร ข้าพูดคำไหนคำนั้น ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้ หากใครคิดร้ายต่อสามพี่น้องตระกูลหนิง ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับข้า หวังเซิ่งลี่!” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวจบก็กวาดตามองย่าหนิงกับเฉินซื่อ ก่อนจะพาต้าพ่างจากไป
ทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านเดินจากไป เฉินซื่อก็คิดจะเข้ามาแย่งกล่องของขวัญจากหนิงลั่ว แต่หนิงลั่วรีบร้องเรียกเสียงดังทันที “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านกลับมาแล้วหรือ!”
กลอุบายนี้ของหนิงลั่วใช้ได้ผลทุกครั้ง
เฉินซื่อนึกว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับมาจริงๆ นางตกใจจนเผลอปล่อยมือ หนิงลั่วฉวยโอกาสรีบคว้ากล่องของขวัญทั้งสองแล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้าน จากนั้นปิดประตูแล้วลงกลอนอย่างแน่นหนา
เมื่อย่าหนิงเห็นเช่นนั้น ก็รู้ว่าคงหมดหวังแล้ว จึงนั่งลงแล้วเริ่มก่นด่าทันที “ดีนักนะ หนิงลั่ว เจ้าคิดจะทำอะไร คิดว่าเราสองคนเป็นขโมยหรืออย่างไร ข้าแค่จะให้ป้าของเจ้าเปิดดูว่าเป็นของอะไร หากเป็นของมีค่าแล้วพวกเจ้าไม่รู้จักใช้จนเสียของ จะทำอย่างไร”
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านย่ากังวล หากไม่มีธุระอื่น ก็ขอเชิญกลับเถิด” หนิงเวยกล่าวพร้อมยกมือทำท่าขอร้องให้กลับไป ครานี้เมื่อมีหัวหน้าหมู่บ้านคอยหนุนหลัง พวกนางก็กล้าหาญขึ้นมาก
“ทำไมล่ะ ข้ามานั่งในลานบ้านของหลานชายหลานสาวข้าสักครู่ไม่ได้เลยหรือ หรือพวกเจ้าคิดจะไล่ข้าไป” ย่าหนิงถาม
หนิงลั่วรู้ดีว่าความวุ่นวายเมื่อครู่จบลงแล้ว หากไม่มีลูกกุญแจ ต่อให้ย่าหนิงกับเฉินซื่ออยากได้กล่องของขวัญ ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะยืนเฝ้าอยู่ตรงนี้เท่านั้น แต่ในใจนางก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หากสองคนนี้กล้าหน้าด้านมาแย่งของจริงๆ นางจะโยนของทิ้งเสีย ดีกว่าให้สองคนนั้นได้ไปโดยง่าย หากต้องแตกหักกันจริงๆ ก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด ไม่ว่าอย่างไรพวกนางก็ตัดขาดกันไปแล้ว
หนิงลั่วรีบหันไปพูดกับหนิงเวย “พี่รอง ท่านไม่ได้บอกหรือว่าต้องไปเอาแบบรองเท้า ตอนนี้รีบไปเถิด ข้าเองก็มีธุระต้องออกไปเหมือนกัน”
สองพี่น้องต่างรู้ใจกันดี หนิงเวยสบตากับหนิงลั่ว ก่อนจะพยักหน้าเตรียมออกไป ส่วนหนิงลั่วหยิบกุญแจขึ้นมาแล้วลงกลอนประตูครัว
ด้วยบทเรียนจากเมื่อวาน ตอนนี้ต่อให้บ้านมีหรือไม่มีของกิน พวกนางก็ต้องป้องกันไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นตอนกลับมา อาจพบว่าข้าวของในบ้านถูกกวาดเกลี้ยงไปหมดแล้วก็เป็นได้
โดยเฉพาะเฉินซื่อที่มีย่าหนิงคอยหนุนหลัง ใครจะรู้ว่านางอาจหน้าด้านเข้ามาหยิบฉวยของไปอีก ดังนั้นจึงต้องป้องกันไว้ล่วงหน้า