หนิงมู่ฉือพลิกตัว ก่อนจะค้นพบว่ามีของแปลกๆ ที่ใต้ที่นอน นางลุกขึ้นยกที่นอนขึ้นดูแล้วก็ต้องพบกับ “บางสิ่งบางอย่าง”
บนสิ่งนี้มีรอยเลือดเปรอะอยู่ นางมองมันด้วยความแปลกใจ “นี่มัน…ตุ๊กตา?”
นางนึกถึงวันที่สกุลหนิงถูกยึดทรัพย์สินวันนั้นมีการค้นเจอตุ๊กตาเช่นนี้ในจวน นางมองตุ๊กตาที่มีเข็มปักอยู่ด้วยความกังวล
“เหตุใดถึงมีตุ๊กตาอยู่ใต้ที่นอน ของสิ่งนี้เป็นสิ่งอัปมงคล” นางทำหน้าสงสัย วันนั้นในห้องของบิดาก็พบตุ๊กตาแบบนี้เช่นกัน แล้วเหตุใดนางถึงเจอมันในห้องของมารดาอีก
นางเดินออกจากห้องด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความสงสัยเอาตุ๊กตาแอบไว้ด้านหลัง เพื่อจะนำมันไปทิ้ง เพราะมันคือสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
ทว่าทันทีที่เดินออกมา กลับพบว่าท่านตากำลังนั่งพักผ่อนอยู่ด้านนอก พร้อมกับจิบชาไปด้วย
“ท่านตา กำลังดื่มชาอยู่หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่เป็นธรรมชาตินักขณะซ่อนตุ๊กตาไว้ด้านหลังให้มิดชิดยิ่งกว่าเดิม
ท่านตามองมาทางนางด้วยรอยยิ้มมีเมตตา ยกมือลูบเคราขณะอีกมือปัดเศษฝุ่นไปตามชุดสีน้ำเงินเข้มที่สวมอยู่ ก่อนจะกวักมือเรียกนางให้ไปหา“นางหนู ไม่กี่วันก่อนข้าได้ชาปี้หลัวชุน[1] มา รีบมาชิมเร็ว”
หนิงมู่ฉือขยับขาเล็กน้อย ทว่าไม่กล้าเดินไปข้างหน้าแม้ท่านตาจะเลอะเลือนไปบ้าง แต่ก็ดูออกว่าท่าทางของหนิงมู่ฉือดูแปลกไป
ท่านตาลุกขึ้นยืน ถือแก้วชาเดินเข้าไปหาหนิงมู่ฉือ “นางหนูเจ้าซ่อนสิ่งใดไว้ข้างหลัง”
ครั้นท่านตาเห็นตุ๊กตาที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันทีมองหนิงมู่ฉืออย่างกราดเกรี้ยว วางแก้วชาลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำชากระเซ็นออกมา “เจ้าเจอมันที่ใด!”
ซั่งกวนหลี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นตุ๊กตาในมือหนิงมู่ฉือก็ชะงักแข็งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองท่านตาที่กำลังอาละวาด รีบวิ่งเข้าไปจับตัวเอาไว้
“คุณหนู รีบเอามันไปทิ้ง หากให้นายท่านเห็น นายท่านต้องอาละวาดแน่” ซั่งกวนหลี่ตะโกนบอก
ท่านตาราวกับกลายเป็นคนบ้า ปาแก้วชาไปยังทิศทางของหนิงมู่ฉือ
หนิงมู่ฉือเอี้ยวตัวหลบ แก้วชาจึงตกลงบนพื้นเสียงดังเพล้งนางมองเศษแก้วชาที่ตกแตกอยู่บนพื้น ในนั้นมีทั้งน้ำชาและใบชาอยู่ด้วยก่อนจะหันไปมองท่านตา นางในเวลานี้รู้สึกตกใจยิ่งนัก
“ข้าเจอมันใต้เตียงข้า”
หนิงมู่ฉือรีบวิ่งออกไป นำตุ๊กตาตัวนี้ไปเผาทิ้ง ตุ๊กตาถูกไฟเผาจนค่อยๆสลายหายไป เหลือเพียงกลิ่นเผาไหม้ในอากาศ
ท่านตาสลบไปแล้ว ซั่งกวนหลี่จึงอุ้มท่านตาเข้าไปนอนบนเตียงในห้อง
หนิงมู่ฉือมองท่านตาที่สลบไปอย่างร้อนใจนางรีบวิ่งตามซั่งกวนหลี่เข้าไปในห้อง มองซั่งกวนหลี่คลี่ผ้าห่มคลุมให้ท่านตาสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“คุณหนูตุ๊กตาที่อยู่ในมือคุณหนูเมื่อครู่คือปัญหาที่ติดอยู่ในใจนายท่านมาตลอด” ซั่งกวนหลี่ก้มหน้าพลางถอนหายใจออกมา
“หมายความว่าอย่างไร” หนิงมู่ฉือขมวดคิ้วในใจเต็มไปด้วยคำถาม
“คุณหนูคงไม่รู้ หลังจากเกิดเรื่องกับสกุลหนิงหน้าบ้านสกุลซั่งกวนก็มีตุ๊กตาที่ถูกทำคุณไสยมาวางอยู่ตอนนั้นข้าน้อยไม่ได้คิดอะไรมาก จนถึงตอนที่เห็นจดหมายข้างใน”
“ในตุ๊กตามีจดหมายด้วยหรือ” หนิงมู่ฉือเผาตุ๊กตาไปแล้วนางไม่มีโอกาสจะได้เอาจดหมายออกมาอ่าน จึงรู้สึกเสียดาย
“บนกระดาษเขียนเพียงแค่ไม่กี่คำ เขียนเอาไว้ว่า สกุลหนิงใต้หล้าตอนที่นายท่านเห็นถึงกับเป็นลมไปเลย จากนั้นก็ไม่สบายหนักตอนหลังข้าน้อยจึงเอาตุ๊กตาตัวนี้ไปแอบไว้ในห้องของคุณหนู” ซั่งกวนหลี่ลูบเคราตัวเองพร้อมกับเล่าก่อนจะส่ายหน้ากับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เหตุใดถึงไม่เผาตุ๊กตาตัวนี้ทิ้ง ต้องเป็นฝีมือใครสักคนเป็นแน่ท่านพ่อไม่มีทางทำเรื่องเยี่ยงนี้เด็ดขาด”
บิดามักจะสั่งสอนนางอยู่บ่อยๆ ว่า ให้เห็นแก่ใต้หล้าและภักดีต่อฮ่องเต้ห้ามทำเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรมเด็ดขาด
คิดได้ดังนั้นนางยิ่งเชื่อในสิ่งที่จ้าวซีเหอบอกกับนาง บิดาของนางถูกใส่ร้าย
นางคิดจะถามต่อ ทว่าเห็นสีหน้าของซั่งกวนหลี่มีแต่ความเศร้าและทุกข์ใจนางจึงสะกดความอยากรู้ลงไปทันใดนั้นเองนางนึกถึงเรื่องที่เฉินเกอตามหาหญ้าชนิดหนึ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามออกไป
“พ่อบ้านเคยได้ยินชื่อหญ้าฟั่นอินหรือไม่”
ซั่งกวนหลี่มองนางอย่างแปลกใจพร้อมกับส่ายหน้า “คุณหนูหมายถึง…”
นางเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้จัก “เป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง สามารถรักษากล่องเสียงได้”
“หากจะรักษากล่องเสียง ตามร้านยาทั่วไปล้วนมียาขาย เช่นดอกสายน้ำผึ้งแล้วก็ลูกสำรองในห้องครัวภายในจวนก็มี เพียงแต่ข้าน้อยไม่เคยได้ยินชื่อหญ้าฟั่นอินมาก่อน”
นางส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรข้าแค่อยากรู้เท่านั้น ข้ามีสหายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องใช้ยาชนิดนี้ในการรักษากล่องเสียง”
เอ่ยจบความง่วงก็เข้าจู่โจม นางจึงหมุนตัวเดินออกไป
อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นเป็นสัญญาณว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาอากาศจึงเริ่มอบอุ่น
นับตั้งแต่จ้าวซีเหอได้ทราบข่าวว่าหนิงมู่ฉือถูกคนบุกมาทำร้ายที่โรงเตี๊ยมเขาก็พะวงเป็นห่วงนางมาตลอด หลายวันมานี้ฉีอันก็ไม่อยู่ ทั้งยังไม่มีข่าวคราวใดๆจากอีกฝ่าย เขาจึงกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น
ขณะที่เขากำลังเป็นกังวลอยู่นั้น เสียงเคาะประตูรัวๆ ก็ดังขึ้นเขารีบเดินไปเปิดประตู ฉีอันเอามือกุมท้องด้วยใบหน้าเจ็บปวดยืนอยู่
เขาเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าตกใจก่อนจะพบว่าที่ท้องอีกฝ่ายมีเลือดไหลออกมาตามร่องนิ้ว ที่หน้าผากมีเหงื่อผุดซึมมีเลือดไหลหยดลงบนพื้นตรงที่อีกฝ่ายยืนอยู่เต็มไปหมด
เขาพยุงฉีอันเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ในห้อง เปิดเสื้อตรงหน้าท้องออกดู พบว่าบนนั้นมีรอยถูกมีดแทงเขาขมวดคิ้วพร้อมกับเอ่ยถาม “ฉีอัน เกิดเรื่องใดขึ้น”
ฉีอันในตอนนี้มีท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงทุกครั้งที่พูดเลือดก็จะยิ่งไหลออกมามากขึ้น เขาเอาน้ำใส่กะละมังใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำแล้วนำไปกดที่แผลตรงท้อง “ไม่ต้องรีบ ช้าๆก็ได้”
เขาหยิบยาสมานแผลที่วางอยู่ด้านข้างมาทาที่แผลซึ่งไม่ง่ายเลยกว่าเลือดจะหยุดไหล ฉีอันหายใจแรงขณะเอ่ยปากเล่า
“ซื่อจื่อ ข้าน้อยถูกลอบโจมตีที่จวนอัครมหาเสนาบดีขอรับ”
ฉีอันยังคงเอามือกุมท้อง น้ำเสียงอ่อนแรง ที่หน้าผากมีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพราย
“แล้วเจ้าเจอเบาะแสบ้างหรือไม่” เขาขมวดคิ้วใช้ผ้าอีกผืนเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตามหน้าผากให้ฉีอัน
[1] ชาปี้หลัวชุน คือชาหอยทากมรกตฤดูใบไม้ผลิเป็นชาเขียวที่ติดอับดับสิบสุดยอดชาจีน กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ ใบมีสีเขียวสดม้วนขดคล้ายกับก้นหอยมีถิ่นกำเนิดในแถบภูเขาต้งถิง เมืองไท่หู มณฑลเจียงซู