บทที่ 19 สมบัติปรากฏ!
ตลอดเวลากว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมา เซียนเฒ่าอยู่ในสภาพหมดสติ โม่หลานอี จึงไม่กล้าที่จะกระทำการใด ๆ สุ่มสี่สุ่มห้า นางได้แต่พยายามสร้างความดีความชอบเพื่อเข้าใกล้ลู่สิงโจวและเหลียนหยวน
ไม่คิดเลยว่าทันทีที่เซียนเฒ่าผีตื่นขึ้นมากลับบอกว่ามีสมบัติวิเศษ!
โม่หลานอี ดวงตาพลันเปล่งประกาย จริงหรือ? อยู่ที่ใด?
[อยู่ภายในสำนักของพวกเ้านี้แหละ ทางทิศตะวันออก เ้าไปเร็ว!]
รับทราบ!
โม่หลานอี เกิดความอดทนไม่ไหวจนต้องวิ่งออกจากถ้ำไปโดยพลัน นางขึ้นนกสีเขียวแล้วเร่งมุ่งหน้าทางทิศตะวันออก แต่แล้วก็พบว่า...โอ้โห! เบื้องหน้าูเาไม่ไกลนั้นเต็มไปด้วยผู้คนและวิหคล้ำค่ามากมาย
ไม่เพียงแค่ศิษย์เท่านั้น แม้แต่ผู้าุโจากยอดเขาต่าง ๆ และแม้กระทั่งเหล่าผู้าุโฝ่ายนอกบางท่านก็ออกจากการปิด่านมาด้วย
เนื่องจากมีปรมาจารย์ใหญ่อยู่ ณ ที่นั้น บรรยากาศจึงเงียบสงบ ปราศจากความวุ่นวาย
“เ้าศิษย์ผู้นั้น หยุดเดี๋ยวนี้! ข้างหน้าไม่อนุญาตให้เข้าใกล้!”
บ่าวรับใช้ผู้นึงสวมอาภรณ์สีดำสนิท ปักลวดลายประจำยอดเขาจู๋ซิงเข้ามาขวางนางโม่หลานอีไว้ นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านลุง ข้างหน้านั้นเกิดเื่อันใดขึ้นหรือ”
“ดูเหมือนว่าจะดังมาจากยอดเขาของท่านเ้าสำนัก คาดว่าท่านเ้าสำนักอาจจะเลื่อนขั้นก็เป็ได้” บ่าวรับใช้แห่งยอดเขาจู๋ซิงเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ภายในยุทธภพมีกฎอยู่ว่า หากผู้ใดสามารถทะลวงสู่ขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรมแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องยุ่งกับกิจการของสำนักอีก ต่อไปภายภาคหน้าจักได้เสพสุขเยี่ยงเทพเซียน
แต่ดูเหมือนว่าท่านประมุขเหลียนซิง เพิ่งจะทะลวงสู่ขั้นหลอมิญญาได้ไม่นาน เหตุใดจึงก้าวหน้ารวดเร็วนัก
ถ้าเช่นนั้นแล้ว สายฟ้านี้คือสิ่งใดกัน
ยามนั้นโม่หลานอีร้อนใจยิ่ง กลัวว่าผู้อื่นจะชิงสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นไปก่อน
แต่นางก็ไม่อาจฝ่าสายตาผู้คนนับร้อย พุ่งตรงไปยังยอดเขาจู๋ซิงได้
ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดแรกก็ผ่าลงมาจากฟากฟ้า เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่น จนผืนดินและท้องฟ้าพลันสั่นสะท้าน ผู้คนต่างพากันสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตะลึง
“อัสนีบาตนี้ช่างร้ายกาจนัก!”
“ทว่าเหตุใดจึงไม่เหมือนกับสายฟ้าแห่งการข้ามผ่านวิบัติภัยละ”
เหล่าผู้ฝึกตนย่อมรู้จักลักษณะของสายฟ้าแห่งการข้ามผ่านวิบัติภัยเป็อย่างดี ลักษณะที่กล่าวนั้น หมายถึง สีสัน ความหนา และแม้กระทั่งรูปร่าง
ดูอย่างเช่น สีสันก็แล้วกัน สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นแก่นปราณทองคำนั้นจะเป็สีแดงเพลิง สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นปราณก่อนกำเนิดจะเป็สีส้ม สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นเกิดเทพเ้าเป็สีเหลือง สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นหลอมิญญาจะเป็สีเขียว สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรมจะเป็สีฟ้า สายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นผ่านมหายานจะเป็สีน้ำเงิน และสายฟ้าแห่งวิบัติภัยขั้นทะยานฟ้าจะเป็สีม่วง
ทว่า สีสันของสายฟ้าแห่งวิบัติภัยนี้ ไฉนจึงไม่เหมือนกับสีใด ๆ ที่กล่าวมา
“เช่นนั้น นี่คือสิ่งใดกัน”
“ข้าน้อยก็มิทราบขอรับ”
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น สายฟ้าเส้นที่สองและสามก็ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง
“ตูมตาม ตูมตาม”
ดูราวกับว่ามีเื่แค้นเคืองกับผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ราวกับมิอาจระงับโทสะได้ จนกระทั่งสายฟ้าแห่งวิบัติภัยผ่าลงมาถึงหกครั้ง ก้อนเมฆแห่งวิบัติภัยจึงค่อย ๆ สลายไป
ชั่วพริบตานั้นเอง พลันปรากฏลำแสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา แทรกผ่านชั้นฟ้าทั้งเก้าไปไกลสุดสายตา
ยิ่งไปกว่านั้น บนผืนฟ้ายังปรากฏภาพอัศจรรย์แห่งกฎเกณฑ์์และพิภพ!
นั่นคือ ยันต์ขนาดมหึมาบดบังท้องฟ้า ปิดกั้นแสงตะวัน!
ยอดฝีมือแห่งเขาหงฝูอย่างจ้านฝานตบเข้าที่ศีรษะตนเองอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะะโลั่นว่า “มิใช่ผู้ใดบรรลุขั้นใหม่! หากแต่เป็ยันต์วิเศษ! ยันต์วิเศษปรากฏกายแล้ว! ฟ้าผ่าหกสาย เช่นนั้น ยันต์วิเศษนี้ต้องอยู่ในระดับ 6 เป็แน่!!!”
ยันต์วิเศษคือยันต์ขั้นสูงสุดอานุภาพของมันนั้นร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้ได้หลายครั้ง แถมต้นทุนในการสร้างยังต่ำมาก เพียงใช้โลหิตและหนังของสัตว์อสูรก็เพียงพอแล้ว ทว่าคุณค่าของมันหาได้ด้อยไปกว่าศาสตราวุธวิเศษไม่
สิ่งสำคัญที่สุดคือยันต์วิเศษนั้นแตกต่างจากศาสตราวุธวิเศษที่ต้องใช้การหลอมรวมจิติญญาและมีเพียงผู้เป็นายเท่านั้นที่ใช้ได้
ผู้ใดก็สามารถใช้ยันต์วิเศษได้ ตราบใดที่พลังของมันยังไม่สูญสิ้นไป
ด้วยเหตุที่การคงอยู่ของยันต์วิเศษนั้นล้ำฟ้าเกินไป ดังนั้นในชั่วขณะที่มันสำเร็จเป็รูปเป็ร่าง ์จึงจำต้องส่งฟ้าผ่าลงมาเพื่อทดสอบ
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็เพียงมุมมองในโลกใบนี้ หากเป็โลกเบื้องกลางสามพันใบ หรือโลกเบื้องสูงสามพันใบ ยันต์วิเศษนับว่าเป็สิ่งสามัญ ์ในโลกเ่าั้ล้วนไม่จำเป็ต้องส่งฟ้าผ่าลงมาแต่อย่างใด
“ยันต์วิเศษหรือ?!”
“์! นี่มันสมบัติวิเศษนี่!”
“ที่นี่ของเรามีปรมาจารย์ผู้ล้ำลึกเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ”
“หรือจะเป็แขกที่ท่านประมุขเชิญมา...”
บรรดาเ้าสำนักต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ มีเพียงจ้านฝานและจินฝูสี่ที่สบตากันอย่างลึกซึ้ง ซ่อนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไว้
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าต้องเป็ศิษย์น้อยอู๋ซวงแน่!
โอ้โห!
ศิษย์น้อยอู๋ซวงนี่ช่างเป็ตัวอะไรกันแน่!
ถึงกับสามารถสร้างยันต์วิเศษได้เชียวหรือ?
น่าเสียดาย น่าจะเชิญนางมาเป็ผู้าุโสูงสุดของยอดเยาหงฝูของพวกข้าเสียหน่อยแล้ว คงต้องดูกันว่าศิษย์น้อยอู๋ซวงจะยินยอมหรือไม่
โม่หลานอีที่อยู่ด้านข้าง...
เสียงแ่เบาดังขึ้น “ท่านปู่เซียน ท่านทราบหรือไม่ว่า บรรพชนผู้หลอมิญญาสร้างยันต์ผนึกนี้คือผู้ใด หากท่านยอมหลอมสร้างให้ข้าสักอันก็คงจะดี”
ท่านผีเฒ่าถอนหายใจ
[วางใจเถิด บุญญาบารมีของเ้ากำลังแรงกล้า เชื่อว่าคงต้องเป็ที่ต้องตาของบรรพชนผู้นั้นเป็แน่ เอาล่ะ ไปดูกันเถอะ]
เมื่อเสียงอัสนีบาตสงบลง ทุกคนก็มุ่งหน้าสู่ลานหน้าวิหารตีนเขาจู๋ซิง ด้วยว่าเป็การปรากฏกายของยันต์ศักดิ์สิทธิ์ บรรดาเ้าสำนักทั้งหลายต่างไม่ขับไล่เหล่าศิษย์ให้หลีกทาง เพราะปรารถนาให้เป็บุญตาสักครา
เพราะยามใดที่สำนักแข็งแกร่ง ศิษย์ย่อมมั่นใจ หากวันหน้ามีผู้วิเศษอัจฉริยะมาเยือน สำนักย่อมรุ่งเรืองเฟื่องฟู
เช่นนี้เรียกว่า วัฏจักรแห่งความดีงาม
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
บุรุษผู้หนึ่งรูปงามราวเทพ์ สวมอาภรณ์ทอประกายระยิบระยับ ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ดวงหน้าคมคายชวนมอง ท่าทางสง่างาม ...เอ่อ หากมิใช่เพราะเส้นผมที่ชี้ฟูเป็กระเซิงเช่นนั้น ภาพลักษณ์คงดูดีกว่านี้
ประมุขยอดเขาโฉ่วเฉิน ‘หลิวหรูไถ’ ผู้ขึ้นชื่อเื่พูดจาตรงไปตรงมา เห็นท่านเ้าสำนักดูแปลกตาไปเช่นนั้น จึงอดร้องทักไม่ได้ “ท่านเ้าสำนัก ท่านเปลี่ยนโฉมใหม่หรือขอรับ เอ่อ ขอประทานโทษ พูดตามตรง ไม่งามเอาเสียเลย”
“เหลียนซิง” “...”
ทุกคน “...”
ยังเป็ประมุขยอดเขาจื่อหลิน เยว่ชิง ที่แอบกระแอมไอขึ้นเบา ๆ พูดว่า “ท่านเ้าสำนักเป็เช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็เพราะสายฟ้าที่ผ่านมาเมื่อครู่”
“โอ้ โอ้ โอ้ เช่นนั้นหรือ ท่านเ้าสำนัก แล้วสิ่งของล้ำค่านั่นคืออะไรกันแน่? เป็สมบัติจริงหรือ?”
เหลียนซิงด่าทอหลิวหรู่ไถในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่ภายหน้ากลับแสดงท่าทางสุขุมเยือกเย็น เขายกมือเผยให้เห็นยันต์ขั้นสูงที่เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า
บนยันต์มีตารางลึกลับหกทาง แสงสีหมุนเวียน อีกทั้งยังมีพลังทิพย์ที่แฝงอยู่ รวมถึงพลังที่น่าตะลึงอย่างมาก
จ้านฝานตัวสั่นสะท้าน รีบเข้ามาคิดจะจับยันต์วิเศษ แต่ก็กลัวทำมันเปื้อน ดวงตามองมันไม่วางตา “ลวดลายลึกลับงดงามมาก มีหกทางจริง ๆ ด้วย...เป็สัญลักษณ์สมบัติระดับ 6 จริง ๆ น่าทึ่ง! ช่างน่าทึ่งอะไรเช่นนี้! ท่านเ้าสำนัก แล้วยันต์วิเศษนี้มีประโยชน์อะไรกันแน่?”
เหลียนซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มแล้วกล่าว “ยันต์นี้คือยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ มีมันอยู่ สามารถป้องกันพิษธรรมชาติ พิษซากศพ พิษแมลงต่าง ๆ และเขตที่ป้องกันพิษของยันต์วิเศษนี้ก็กว้างไกลมาก วัดจากระดับบารมีจิตสูงสุดของผู้ใช้”
จ้านฝานอ้าปากค้าง “ท่านหมายความว่า...หากผู้ใช้เป็ผู้ที่อยู่ขั้นสูงก็สามารถขจัด กลั่นกรองพิษทั่วทั้งสำนักของพวกเราได้อย่างง่ายดายใช่ไหม?”
เหลียนซิงผงกศีรษะอย่างภาคภูมิใจ กล่าวด้วยความปราบปลื้ม “ไม่ผิดเลย”
จงดีใจเถิด!
จงะโโลดเต้นเถิด!
ยันต์วิเศษเช่นนี้ ท่านอาจารย์น้อยและท่านอาจารย์รังสรรค์ขึ้นด้วยกันอย่างนั้นหรือ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!
“เหลือเชื่อ...” ปากของจ้านฝานแทบจะร้องไห้ออกมา “เหลือเชื่อยิ่งนัก... หากมีสมบัติชิ้นนี้อยู่ ต่อไปไม่ว่าจะเข้าไปในแดนลับแห่งใดก็ไม่ต้องกลัวพิษร้ายอีกแล้ว!”
ไม่ว่าจะเป็แดนลับขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ พิษร้ายย่อมเป็อุปสรรคที่ข้ามผ่านได้ยาก
หากมีเครื่องรางวิเศษชิ้นนี้ แดนลับใด ๆ ก็สามารถบุกตะลุยได้โดยง่าย!
ช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
จ้านฝานพยักหน้าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านเทียนผู้นำของสำนักบังคับใช้กฎอยู่หรือไม่?”
สำนักบังคับใช้กฎคือหน่วยงานที่รับคำสั่งโดยตรงจากยอดเขาจู๋ซิงและสภารุ่นาุโ รับผิดชอบงานคุ้มกันของสำนักอวิ๋นหลานทั้งหมด ท่านเทียนอยู่ขั้นหลอมิญญา อีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรม เขาเป็ผู้ที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม พูดน้อย ตรงไปตรงมา เป็ผู้ที่มีขั้นปราณสูงที่สุดในสำนักอวิ๋นหลานรองจากสิบแปดอรหันต์
“อยู่”
“เชิญ หัวหน้าเทียนรับสิ่งนี้ไปเถิด”
“ขอรับ!”
ทันทีที่รับยันต์วิเศษมา ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย เขาชะงักไปครู่หนึ่ง มองหน้าเหลียนซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เป็ไปได้อย่างไร?
กลิ่นอายบนยันต์นี้... เหมือนกับกลิ่นอายของท่านอาจารย์ไม่มีผิดเพี้ยน!
เช่นนั้น...
หรือว่ายันต์นี้เป็สิ่งที่ท่านเ้าสำนักเป็ผู้สร้างขึ้น?
เป็ไปไม่ได้ ท่านเ้าสำนักของพวกเขาไม่ใช่ผู้ชำนาญด้านยันต์!
หัวหน้าเทียนเอ่ยเสียงเบาด้วยความระมัดระวัง “ท่านเ้าสำนัก ท่านเป็ผู้สร้างยันต์นี้ขึ้นหรือขอรับ”
เหลียนซิงรู้สึกไม่สบายตัวที่ถูกอีกฝ่ายจ้องมองเช่นนั้น แต่เขา... เอ่อ ข้าไม่อาจเปิดเผยความลับของนางได้ ในตอนนี้ทำได้เพียงเสแสร้งต่อไป
เขากระแอมไอเบา ๆ แสร้งทำท่าทางลึกลับ “ถูกต้อง นี่เป็สิ่งที่ข้าเป็ผู้สร้างขึ้นเอง เสียงเบาหน่อย เสียงเบาหน่อย”
จ้านฝานที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานี้ “...”
แม่เ้าเถอะ คนหน้าไม่อาย! ถ้าไม่ใช่เ้าสำนักของพวกข้า ข้าละอยากจะไล่ตะเพิดท่านออกไปเสียจริง ๆ!