ไฟฝัน

    บทที่ 10

    ทุกคำพูดของแคธลีนสร้างความเร่าร้อนใจให้กับแม็กกี้ยิ่งนัก ขณะทำอาหารสำหรับทุกคนอยู่ เธอพยายามครุ่นคิดหาถ้อยคำที่จะนำมาใช้เกลี้ยกล่อมแพทริคกับแดนให้เดินทางไปเสียจากที่นี่ด้วยกันแพทริคกินอาหารเสร็จก่อนใคร ตั้งท่าจะลุกขึ้นจากโต๊ะ“เดี๋ยว แพทริค” แม็กกี้เอ่ยขึ้นทันที “มีอะไรบางอย่างที่เราจะต้องพูดกันวันนี้ และต้องพูดกันอย่างพร้อมหน้ารวมทั้งเควินด้วย”ทุกคนหยุดการกินอาหารลงในทันใด มองหน้าเธออย่างแปลกใจ มันทําให้แม็กกี้รู้สึกอึดอัดเมื่อถูกจ้องมองอย่างนั้น แต่แล้วเธอก็นึกถึงการเสียสละอย่างห้าวหาญของแคธลีน มันเป็นกำลังที่ทำให้เธอสามารถพูดต่อไปได้“เรามีเรื่องที่จะต้องตัดสินใจร่วมกัน เราต้องไปจากที่นี่ เราต้อง... ”“อะไรนะ...ไปจากที่นี่งั้นหรือ” แพทริคขัดขึ้น “เราจะไปจากที่นี่ได้ยังไง ที่นี่มันเป็นบ้านของเราตั้งแต่พี่จำความได้เสียด้วยซ้ำ”“แล้วเวลานี้มันยังมีความเป็นบ้านอยู่อีกหรือเปล่าล่ะ” แม็กกี้ย้อนให้ “ฉันไม่เห็นมีอะไรเลยนอกจากความหิวกับความตาย ที่จริงเราน่าจะอดตายกันมานานแล้วด้วยซ้ำ”“แล้วพี่คิดว่าเราควรจะไปอยู่ที่ไหนล่ะแม็กกี้” แดนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“อเมริกา” แม็กกี้ตอบออกไปทันที“อเมริกา” แพทริคร้องเสียงหลง “บ้าไปแล้วมั้งแม็กกี้ เธอไม่รู้หรอกหรือว่าการเดินทางไปอเมริกาน่ะมันต้องใช้เงินทองมากมายขนาดไหน”“เรื่องนั้นฉันจัดการเอง” แม็กกี้ตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“แกน่ะเรอะจะจัดการได้ ฉันว่าแกฝันมากไปหน่อยแล้วละมั้งแม็กกี้ ค่าเดินทางสำหรับเราสี่คนไม่ต่ำกว่าร้อยปอนด์เชียวนะ แล้วแกจะมีปัญญาหาเงินมาจากไหน” เขาหัวเราะเย้ยหยันกึกก้อง แต่แล้วก็หยุดหัวเราะลง เมื่อหันมามองหน้าน้องสาวอยู่ “ฉันรู้สึกว่าแกพูดจริงนะนี่”“ก็พูดจริงน่ะสิ เคยมีไหมล่ะที่ฉันสัญญากับทุกคนแล้วทำไม่ได้”“แต่แกจะหาเงินมาจากที่ไหนล่ะ”“เรื่องนั้นไม่ต้องถาม ไม่มีความจำเป็นที่พี่หรือใครต้องมารับรู้ด้วย สิ่งที่ฉันต้องการคือขอแต่เพียงให้ทั้งสามคนตกลงใจที่จะไปด้วยเท่านั้น... ”“ผมไปนะแม็กกี้” เควินร้องขึ้นเป็นคนแรก“เงียบน่ะ” แพทริคหันไปตวาดใส่น้องชายคนเล็ก “แกน่ะยังเด็ก ไม่ต้องมายุ่งเรื่องนี้หรอก” เขาหันกลับมาจ้องหน้าแม็กกี้อีกครั้ง “ฉันรู้สึกว่าแกซึ่งเพิ่งจะอายุสิบหกชักจะพูดจาใหญ่โตมากเกินไปแล้วนะ”“เวลานี้ฉันอายุสิบเจ็ดแล้ว ฉันรู้ว่าไม่มีใครสนใจวันเกิดฉันหรอก”“เอ้า...สิบเจ็ดก็ได้” เขาโบกมือโบกไม้อย่างไม่ใส่ใจ “แต่มันก็แค่สิบเจ็ดเท่านั้น ออกจะโอหังไปหน่อยละมั้งที่มาสั่งให้เราทำอะไรต่อมิอะไรยังงี้ ในฐานะที่เป็นลูกชายคนโต เวลานี้ฉันเท่ากับเป็นหัวหน้าครอบครัวดอนเนแวนแล้วนะ”“ใหญ่นักหรือไงกับไอ้ความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่อุปโลกน์ขึ้นน่ะฉันน่ะไม่ได้ออกคำสั่งกับพี่หรอกนะแพทริคกำลังขอร้องต่างหากล่ะ พี่มองไม่เห็นหรือไงว่ามันเป็นหนทางรอดทางเดียวสำหรับเรา เมื่อไปถึงอเมริกาเราสามารถเริ่มต้นกันใหม่ได้ ฉันเคยอ่านพบว่าที่นั่นมีงานให้เราทำมากมาย และเราก็ยังสร้างฐานะให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ด้วย ถ้าเราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ เราต้องทำได้อยู่แล้ว”“ถามจริง ๆ เถอะแม็กกี้” น้ำเสียงของแพทริคอ่อนลง “แคธลีนมีส่วนในเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”“อย่าเอาแคธลีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะ” ขณะที่พูดเธอก็ขออภัยพี่สาวอยู่ในใจ “พี่เองใช่ไหมล่ะที่เป็นคนประณามว่าแคธลีนเป็นคนที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ฉันว่าพี่น่าจะดีใจเสียอีกละนาที่ได้ไปไกลจากเขาเสียได้”แพทริคขยับปากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ก็พูดไม่ออก แม็กก็จ้องมองหน้าเขาอยู่อย่างแค้นเคือง จนในที่สุดแพทริคก็ต้องหลบตาลง“แม็กกี้” แดนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ “ผมว่าที่พี่พูดถูกแล้วละ ถึงเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปมันก็ไม่มีประโยชน์ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นไอ้ความยากแค้นนี้ไปได้แล้วก็ตาม เราไม่มีทางจะหางานทำเลี้ยงตัวได้เลย เพราะฉะนั้นฉันก็เห็นด้วยกับเควิน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแผ่นดินใหม่มันเป็นการผจญภัยที่น่าลอง ฉันได้ยินมาว่าในเมืองชื่อแคลิฟอร์เนียมีทองคำอยู่มากมาย ใคร ๆ ก็ไปที่นั่นกันทั้งนั้นอย่างที่เขาเรียกว่าโรคตื่นทองกำลังระบาดนั่นแหละ”แม็กกี้ตั้งท่าจะคัดค้านน้องชายในเรื่องนี้ เพราะเรื่องการไปขุดทองในแคลิฟอร์เนียไม่ได้อยู่ในความคิดของเธอเลย แต่ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถกเถียงกันในเรื่องที่ยังไม่เกิด สิ่งที่เธอต้องการคือเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนยินยอมพร้อมใจเดินทางไปด้วยกันก่อนเท่านั้น“แล้วพี่ล่ะ แพทริค” เธอหันไปถามพี่ชายที่ก้มหน้านิ่งอยู่เขาเงยหน้าขึ้น ทั้งสีหน้าและแววตาบอกความขุ่นเคืองตวาดเสียงกร้าวกลับมาว่า“แกจะต้องมาถามฉันทำไม ในเมื่อทุกคนก็ตัดสินใจกันหมดแล้วนี่ คำพูดของฉันมันจะมีความหมายอะไรสำหรับพวกแก” เขาผลุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ชนโต๊ะเข้าโครมใหญ่เกือบจะทำให้สิ่งของที่อยู่บนโต๊ะร่วงหล่นลง “ทั้งที่ฉันเป็นลูกชายคนโต แต่กลับพูดอะไรไม่ได้เลย” พูดจบเขาก็เดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง“เดี๋ยวก่อนสิแพทริค” แดนร้องเรียกไว้“ปล่อยเขาไปเถอะแดน” แม็กกี้เอื้อมไปยุดแขนน้องชายไว้ “แกก็รู้นี่ว่าพี่ชายแกน่ะโมโหร้ายแค่ไหน แต่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น” เธอรู้ว่าคนอย่างแพทริคนั้นไม่ใช่จะยอมใครง่าย ๆ เขาจะต้องหาเหตุผลต่าง ๆ มาคัดค้านในเรื่องนี้ แต่ในที่สุดก็จะต้องยอมอยู่ดีเมื่อมาถึงเวลานี้เธอรู้แล้วว่า ดอนเนแวนทุกคนจะร่วมเผชิญโชคด้วยกัน ไม่ว่าอนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตามจะมีก็แต่เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่หลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยอยู่ข้างหลัง และยังจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอยู่เดียวดายลึกลงไปในใจ แม็กกี้เศร้าสะท้อนใจยิ่งนักเมื่อนึกถึงชะตากรรมของพี่สาว แต่เธอไม่อาจแสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาให้ใครรับรู้ได้ บอกตัวเองอยู่ว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือจะต้องปัดความคิดทั้งหมดออกไปให้พ้นจากใจ

    ก่อนครบรอบวันเกิดปีที่สิบแปดเพียงหนึ่งเดือนแม็กกี้กับพี่น้องผู้ชายทั้งสามก็ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรืออินเดียนปรินเซสส์ ซึ่งเป็นเรือสินค้ามีระวางขับน้ำ 140 ตัน จุดหมายปลายทางของเรือลำนี้อยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก เท่าที่เธอทราบจากที่ได้ยินผู้โดยสารพูดคุยกันนั้น ทำให้เธอรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงแล้วมันเป็นการเดินทางที่ใช้ระยะเวลานานมาก ในตอนแรกแม็กกี้เชื่อว่า การเดินทางดังกล่าวจะเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ปรากฏว่าเธอคาดผิดถนัดการเดินทางช่วงแรกนั้นในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งต้องโดยสารมากับเรือใบชื่อ แชนนอน’ส เวย์ซึ่งมีผู้โดยสารแออัดไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวเลย อาหารที่ทางเรือจัดให้ก็เลวมาก และในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นสิ่งที่มนุษย์ขับถ่ายออกมาจากร่างกายจุดหมายปลายทางของเรือลำนั้นอยู่ที่เมืองชาร์ลสตัน, เซ้าธ์ คาโรไลน่า เรือส่วนใหญ่ที่ขนผู้อพยพชาวไอริชเดินทางสู่สหรัฐอเมริกานั้นจะมุ่งหน้าไปยังนิวยอร์ก แต่แม็กกี้รู้ดีว่าเธอกับพี่น้องจะไม่ได้รับการต้อนรับจากแผ่นดินแห่งนั้นสี่พี่น้องเดินทางจากเมืองชาร์ลสตันด้วยเรืออินเดียนปรินเซสส์ สมทบกับผู้โดยสารอีกสิบคน เรือลำนี้มีสินค้าที่บรรทุกจะเป็นพวกไม้เสียส่วนใหญ่ ซึ่งแม็กกี้ได้รับคำบอกเล่ามาว่า ไม่เป็นสินค้าที่ซานฟรานซิสโกต้องการอย่างมากนอกจากนั้นตรงท้องเรือก็ยังมีการต่อเตียงไม้หยาบ ๆ ขึ้นซึ่งแม็กกี้แน่ใจว่าเมื่อเรือไปถึงซานฟรานซิสโกเตียงไม้เหล่านี้จะถูกรื้อเพื่อเอาไม้ไปขายในราคา 1 เหรียญต่อ 1 ตารางฟุตเนื่องจากแม็กกี้เป็นผู้โดยสารหญิงแต่เพียงผู้เดียวในลำนี้ ดังนั้นแพทริคกับแดนจึงเอาผ้าใบเก่ามากั้นไว้รอบเตียงนอนเพื่อให้เธอได้หลับพักผ่อนอย่างเป็นการส่วนตัวอาหารในเรืออินเดียน ปรินเซสส์ นี้ดีกว่าเรือลำเดิมมาก ยิ่งกว่านั้นกัปตันยังแวะพักตามเมืองท่าต่าง ๆ เพื่อเติมอาหารสดและน้ำจืดขึ้นไว้ให้ทุกคนได้มีดื่มกินกันตลอดทางอีกด้วยแต่แม้ความเป็นอยู่ในเรือจะมีสภาพดี แต่ก็ยังห่างไกลกว่าคำว่า “สะดวกสบาย” มาก เนื่องจากเรือต้องเผชิญพายุหลายครั้ง หลายต่อหลายครั้งที่แม็กกี้เชื่อว่าเรือจะต้องจมลงสู่ก้นทะเล แพทริคนั้นเมาคลื่นอย่างรุนแรง และเมื่อเขาสบายขึ้นมาเมื่อใดก็จะเรียกร้องสิทธิในฐานะที่เป็นพี่ชายคนโต อยากจะรู้ว่าเธอมีแผนการอย่างไรต่อไปซึ่งแม็กกี้ก็ยังไม่อาจบอกในสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้แน่ชัดได้อยู่ดี รู้แต่เพียงว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง เธอจะต้องมองเห็นทางที่จะช่วยกันสร้างฐานะต่อไปเท่านั้นเมื่อเรือแล่นเข้าสู่บริเวณน่านน้ำอเมริกาเหนือ คลื่นลมก็สงบลง เรือสามารถเดินทางได้เร็วขึ้น ผู้ที่ล้มป่วยด้วยอาการเมาคลื่นต่างมีอาการดีขึ้นมาก และยิ่งใกล้ซานฟรานซิสโกเท่าไร ทุกคนก็ดูแต่จะพะวงกับการหางานทำในเหมืองทองกันทั้งนั้น แม้แพทริคเองก็พลอยตื่นเต้นไปกับคนอื่น ๆ ด้วย เขาบอกกับแม็กกี้ว่า“พี่คุยกับพวกหนุ่ม ๆ สองสามคนที่เดินทางมาด้วยกันแล้วละ เขาเล่าให้ฟังเรื่องเหมืองทองที่นั่น โดยเฉพาะที่มาเธอร์ โล้ด เขาบอกว่ามีทองเหลืออยู่เยอะแยะทีเดียวเราไม่ต้องทำอะไรเลยนะ แค่มีถุงใบเดียวก็สามารถเดินเก็บทองที่เกลื่อนกลาดอยู่ต่อไปได้แล้ว”“แล้วพวกนั้นเขาเคยไปที่ มาเธอร์ โล้ด กันมาแล้วงั้นหรือ” แม็กกี้ถามห้วน ๆ“ไม่เคยหรอก” แพทริคตอบหน้าตาเฉย “แต่เขากำลังไปกันไงล่ะ”“อ้าว ถ้าไม่เคยแล้วเขารู้ได้ยังไงว่า เรื่องที่ว่านั่นมันเป็นเรื่องจริง”“มันก็ต้องมีคนเล่าให้เขาฟังสิ เวลานี้ใคร ๆ เขาก็มุ่งหน้าไปที่นั่นกันทั้งนั้นละ จริง ๆ นะแม็กกี้ เมื่อมาถึงตอนนี้พี่ดีใจจริงๆ ที่เราเองก็เดินทางมากับเขาด้วย พี่แน่ใจอย่างที่สุดเลยว่าจะต้องพบทองที่นั่น เราจะได้รวยกันใหญ่ละคราวนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น