บทที่ 14 ข่าวรั่วไหล ตรวจสอบความฝันอีกครั้ง!
อย่าว่าแต่สวี่เหวินไห่ซึ่งเป็ผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับหลายร้อยเลย
แม้แต่นายกเทศมนตรีเมืองเอสมาเอง ก็ต้องแสดงความเคารพอย่างสูงต่อบุคคลตรงหน้า
"มหาวิทยาลัยก็คือมหาวิทยาลัย ความจริงแล้วต้องยึดนักศึกษาเป็หลัก"
"ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครนักศึกษา ผู้อำนวยการสวี่ควรจะเข้าใจประเด็นนี้เป็อย่างดีไม่ใช่เหรอ"
จางเชียนสวิ่นจิบชาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เฮ้อ เข้าใจก็เข้าใจอยู่หรอกครับ แต่ว่า..."
สวี่เหวินไห่ถอนหายใจอย่างจนปัญญาพลางมองจางเชียนสวิ่น
หากพูดจริง ๆ แล้ว เมล็ดพันธุ์ดี ๆ ทั้งหมดล้วนถูกมหาวิทยาลัยนักรบฉู่หนานฉกฉวยไปหมดเลยไม่ใช่เหรอ!
แต่คำพูดนี้เขาย่อมไม่กล้าพูดออกมาอย่างแน่นอน
เดิมเมืองเอสเป็เพียงเมืองเล็ก ๆ เท่านั้น
ทว่าบางครั้งก็มีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาบ้าง
แต่พวกเขาไม่มีทางอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองเอสอย่างแน่นอน
พวกเขาจะเลือกมหาวิทยาลัยที่ดีกว่า
อย่างเช่นคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองเอสในรุ่นนี้
จางเสี่ยวฮ่าวก็เลือกที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนักรบฉู่หนาน
พวกเขารั้งอัจฉริยะเอาไว้ไม่ได้
เื่นี้คือจุดที่เ็ปที่สุดของมหาวิทยาลัยนักรบธรรมดา
"นี่เป็เื่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมีมหาวิทยาลัยที่ดีกว่า พวกเราก็ไม่อาจจำกัดไม่ให้พวกเขาเลือก"
จางเชียนสวิ่นยิ้มบาง ๆ
แน่นอนว่าเขาเข้าใจความหมายของสวี่เหวินไห่
แต่ปัญหานี้เป็ปัญหาที่มหาวิทยาลัยนักรบหลายแห่งกำลังเผชิญอยู่
และเป็ปัญหาที่ยากจะแก้ไข
พวกเขาไม่อาจจำกัดอัจฉริยะ ไม่ให้เลือกโรงเรียนที่ดีกว่าได้ใช่หรือไม่?
ตอนนั้นเองที่เสียงแจ้งเตือนจากไลต์เบรนของสวี่เหวินไห่ดังขึ้น
[ผู้ติดต่อ : ผู้าุโเฉินแห่งสมาคมนักรบ]
"ขอโทษนะครับ ผมต้องขอตัวรับสายนี้ก่อน"
"เชิญตามสบาย"
สวี่เหวินไห่พยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปอีกด้านของห้องเพื่อรับสาย
"สวัสดีครับ ผู้าุโเฉินมีอะไรหรือเปล่า?"
"อะไรนะครับ!?"
ทันใดนั้นน้ำเสียงของสวี่เหวินไห่ก็เปลี่ยนไป
เขารีบปิดไลต์เบรนบนข้อมือ แล้วค่อย ๆ มองไปทางของจางเชียนสวิ่นอย่างระมัดระวัง
จางเชียนสวิ่นจิบชาอย่างสบายอารมณ์ และดูเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย
สวี่เหวินไห่ลดเสียงลงและพูดว่า
"สิ่งที่คุณพูดเป็ความจริงเหรอครับ? แน่ใจเหรอ?"
[จริง!]
ใบหูของจางเชียนสวิ่นขยับเล็กน้อย
[เป็ความจริงอย่างแน่นอน!]
[นักรบระดับสามที่มีอายุสิบแปดปี!]
[พละกำลังโดยรวมสูงถึงเก้าพันแปดร้อยยี่สิบหกหน่วย!]
[ประธานของพวกเราตื่นตะลึงมาก! อีกทั้งยังต้อนรับด้วยตัวเอง!]
[และยังควักกระเป๋าให้เงินช่วยเหลือไม่น้อยด้วย!]
[ประธานของพวกเราเห็นแววในตัวเขามาก!]
[เขาชื่อหลี่มู่!]
"หลี่มู่!" สวี่เหวินไห่วางสายไลต์เบรน ดวงตาเปล่งประกายร้อนแรง "เอ่อ..."
"มีอะไรเหรอ?"จางเชียนสวิ่นกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา
"ไม่มีอะไรครับ ๆ"
สวี่เหวินไห่รีบโบกมือ
แต่เขาไม่ทันสังเกตเห็นประกายในดวงตาของจางเชียนสวิ่น
"ดูเหมือนว่าผู้อำนวยการสวี่ยังมีธุระ พอดีฉันเองก็มีธุระเหมือนกัน งั้นพวกเราค่อยพบกันใหม่วันหลัง"
"หัวหน้าภาคจางเดินทางปลอดภัยนะครับ หากมีเวลาว่างโปรดมาให้คำแนะนำที่มหาวิทยาลัยของพวกเราบ้าง เชิญครับ ๆ"
"ไม่ต้องส่งหรอก"
จางเชียนสวิ่นยิ้มบาง ๆ พร้อมเดินออกจากสำนักงาน
ยังไม่ทันเดินไปไกล เขาก็ติดต่อกับแผนกข่าวกรองของมหาวิทยาลัยนักรบฉู่หนานอย่างเงียบๆ
"ตรวจสอบข้อมูลของนักเรียนจบใหม่รุ่นนี้จากเมืองเอสที่ชื่อว่าหลี่มู่ หากเป็ความจริง ให้คนจากฝ่ายรับสมัครนักศึกษามาทันที"
"อืม ฉันจะคอยดูแลเอง ระวังหน่อยล่ะ อย่าทำให้ข่าวรั่วไหลออกไป"
...
"เงินสนับสนุนนักรบต่อเดือนสองหมื่น เงินสนับสนุนอัจฉริยะต่อเดือนหนึ่งหมื่น รวมกันแล้วจะได้รับเดือนละสามหมื่น"
"ตามค่าใช้จ่ายของฉันก็ยังไม่เพียงพอ นี่แค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เท่านั้น"
"แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิตห้าเม็ด"
หลี่มู่นำของที่ซื้อกลับมาระหว่างทางวางเอาไว้ในครัว
มองขวดกระเบื้องในมือ ดวงตาของเขาก็ไหวระริกเล็กน้อย
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นยาลูกกลอนของจริง
สิ่งของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวทั่วไปจะสามารถจ่ายได้
จึงมีคำกล่าวว่าคนจนเรียนหนังสือ คนรวยฝึกวิชาการต่อสู้
บุตรหลานของตระกูลร่ำรวย ั้แ่เด็กจะได้รับการบำรุงร่างกายและคำแนะนำจากอาจารย์ชื่อดัง
และตราบใดที่ไม่โง่เขลาเกินไป ย่อมไม่มีทางอ่อนแอ!
และยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิตนั้น ถือว่าเป็ยาชั้นดีในบรรดายาระดับสามแล้ว!
ประโยชน์สำคัญที่สุดของมัน คือการช่วยทำให้นักรบระดับต่ำเพิ่มพูนรากฐาน ทลายขีดจำกัดของตนเอง และเข้าใกล้ขีดจำกัดของระดับมากขึ้น!
แม้ราคาทางการของยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิตจะอยู่ที่สองหมื่น แต่ในตลาดมักจะถูกปั่นราคาขึ้นไปถึงสี่หรือห้าหมื่น!
เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้เห็นถึงความล้ำค่าของมัน!
"รอสักพักหนึ่งแล้วค่อยลองดูอีกที ยาลูกกลอนชนิดนี้เหมาะกับสถานการณ์ของฉันในตอนนี้พอดีเลย"
อย่างไรยาลูกกลอนก็อยู่ในมือของเขาแล้ว มันคงไม่หนีไปไหนหรอก
หลี่มู่เริ่มหุงข้าวก่อน จากนั้นจึงไปฝึกฝน
หนทางของนักรบเปรียบดั่งการพายเรือทวนกระแสน้ำ หากไม่ก้าวหน้าก็ถอยหลัง
ห้ามประมาทเด็ดขาด!
"ยังคงต้องคิดหาวิธีหาเงินอยู่ดี"
หลี่มู่วิดพื้นด้วยนิ้วเดียวพลางครุ่นคิดเื่ต่าง ๆ
จนกระทั่งอาหารเสร็จ
มื้อนี้เป็ข้าวกับหมูคลุกแป้ง
หลี่มู่หาวออกมาโดยไม่รู้ตัว
"วันนี้ทำไมง่วงเร็วจัง?"
"เมื่อวานก็ไม่ได้อดนอนนี่"
นับั้แ่ตั้งปณิธานจะเป็นักรบ หลี่มู่ก็รักษาเวลาการนอนอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีที่สุดเอาไว้
[คุณมีสายเรียกเข้า]
[ผู้ติดต่อ : เฉินหนาน]
การแจ้งเตือนของไลต์เบรนขัดจังหวะการหาวของหลี่มู่
"ฮัลโหล?"
[มู่จื่อ พวกเขากำหนดเวลานัดพบแล้ว พรุ่งนี้เที่ยงตรงที่โรงแรมไห่เทียน]
"อ้อ รับทราบแล้ว"
[ทำไมนายดูไม่มีชีวิตชีวาเลย ยังไม่ตื่นเหรอ จำเอาไว้ว่าวันนี้ต้องนอนั้แ่หัวค่ำ และพรุ่งนี้อย่าไปสายล่ะ ดอกไม้ประจำชั้นเรียนก็อยู่ด้วยนะ]
"อืม"
หลี่มู่วางสาย
วันนี้หลังจากกลับถึงบ้าน เขารู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงจริง ๆ
หลี่มู่จึงไม่อยากคุยเล่นกับอีกฝ่าย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ชายหนุ่มก็ฝืนออกกำลังกายอีกหนึ่งชั่วโมง
เขารู้สึกง่วงมากจนทนไม่ไหว จึงไม่ได้กินยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิต
เขาอาบน้ำแล้วเข้านอนทันที
...
พื้นดินสีน้ำตาลแตกระแหง ท้องฟ้าสีขาวซีด
หากมองไปไกล ๆ ก็เห็นสุสานมากมายต่อเนื่องกันราวกับูเา
"ฉันมาที่นี่อีกแล้วเหรอ?"
ดวงตาของหลี่มู่ฉายแววยินดีอย่างห้ามไม่อยู่
นับั้แ่ยืนยันประสิทธิภาพของกลืนกิน์และโลกแล้ว
หลี่มู่ก็ทราบว่าการที่ตนเองได้เข้ามาที่นี่ ความจริงแล้วเป็โชคลาภอันยิ่งใหญ่
และตอนนี้เขาก็สามารถเข้าที่นี่ได้อีกครั้งแล้ว!
"รอไม่ได้แล้ว ดูเหมือนที่นี่จะมีข้อจำกัดด้านเวลา"
หลังนึกย้อนถึงประสบการณ์ครั้งที่แล้ว
หลี่มู่ก็ไม่กล้าประมาท และรีบมาถึงสุสานที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
ที่นี่ยังคงเป็เขตแรก แต่ไม่ใช่ตำแหน่งเดิมเหมือนครั้งที่แล้ว
[สุสานของฉินฉยง]
[ฉินฉยง : เกิดในปี 450 เสียชีวิตในปี 689 นักรบระดับสิบห้า]
[ครั้งหนึ่งเคยใช้กระบองเดียวทลายูเาขนาดใหญ่ ต้านทานกองทัพิญญานับแสน ใช้หอกเดียวแทงยอดเขา และกำจัดสิ่งชั่วร้ายนับหมื่น]
[ถูกฝังร่วมกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ 'กระบองทองแดงสี่เหลี่ยมทองคำ' และ 'หอกหัวเสือสลักลายทอง']
…
"อาวุธวิเศษศักดิ์สิทธิ์?"
"และ... ดูเหมือนว่ากระบองนั้นจะเป็คู่ด้วย"
หลี่มู่อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก
เขารู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
ชายหนุ่มรีบเดินไปด้านหลังสุสาน
สุสานทั้งหมดเป็สีขาวที่ไม่ทราบว่าทำจากวัสดุอะไร มันเป็เนื้อเดียวกันทั้งหมด และมองเห็นประกายแวววาวอยู่บ้าง
"ผู้าุโ ขออภัยนะครับ"
หลี่มู่มองซ้ายมองขวา แต่เมื่อไม่เห็นมีก้อนหินอะไร
เขาจึงเดินเข้าไปข้างหน้าโดยตรง
"เฮ้อ~"
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างช้า ๆ
ก่อนจะตรงเข้าไปชกหมัดใส่สุสานอย่างแรง
สุสานไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่มู่สั่นกระตุกอย่างรุนแรงหลายครั้ง
เจ็บจริง ๆ!
แม้หลี่มู่จะได้ฝึกฝนิัและกระดูกมาแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน
ความเ็ปเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ความเ็ประดับนี้ ยังไม่ถึงขั้นทำให้หลี่มู่ต้องถอยหนี
ตูม!
หลายหมัดถูกปล่อยเข้าใส่สุสาน
สุสานที่เป็เนื้อเดียวกันยังคงไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
"สุสานที่สมบูรณ์แบบนี้ ไม่ง่ายที่จะเปิดเลย"
เมื่อนึกถึงประสบการณ์ครั้งก่อน เขาจึงต้องยอมแพ้กับสุสานนี้
ตนต้องหาสุสานที่มีรอยแตก!
และรอยแตกต้องไม่ใหญ่เกินไป มิเช่นนั้นสิ่งของภายในอาจจะผุพังไปหมดแล้ว