กลับสู่ตึกสมาคมปรุงยา จางเฉินขอให้คนส่งจดหมายไปซื้อวัตถุดิบจากเหลียงคุน ที่ตึกหลอมกลั่นแล้วขอแผนที่อาณาจักรเพื่อหาวิธีการต่อสู้ถ้าปล่อยทิ้งไว้มันจะเป็นหนามยอกอกต่อไปภายหน้า
เทือกเขาหัวซานนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีจุดเล็กๆที่แสดงถึงพื้นที่ของสระวิญญาณที่จางเฉินเคยไป จางเฉินขอข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสัตว์อสูรที่พบ แต่ได้ข้อมูลเพียงเล็กน้อยคนส่วนมากอยู่กับแต่รอบนอกโดยคาดว่าจะมีอสูรระดับสูงและระดับราชาจำนวนมากอยู่ภายใน
ความเสี่ยงย่อมหมายถึงความมั่งคั่งจางเฉินคิดว่าหุบเขาด้านในน่าจะมีอะไรให้ปล้นจากพวกสัตว์อสูรแต่ต้องเอาเป้าหมายแรกก่อน ตระกูลมู่และตระกูลเจียงเป็นปัญหาเกินไป
เมื่อได้วัตถุดิบมาแล้วจางเฉินก็เข้ามิติตีบวกชุดเกราะไอรอนแมนของเขาสร้างดาบสามเล่ม ทวนหนึ่งเล่ม กระบี่สอง แจกจ่ายให้กับทุกคน เขาให้วิธีฝึกลมปราณที่เหมาะสมกับธาตุประจำตัวแต่ละคนและศิลปะการต่อสู้โดยให้ฝึกศิลปะการต่อสู้สามส่วน กระบวนท่าพื้นฐานเจ็ดส่วนให้ทุกคนเน้นพื้นฐานเป็นสำคัญ
“เพลงทวนเทพสงคราม –กวาดทัพนับพับ คลื่นสังหารหมื่นทัพ ฯลฯ ข้าชอบใช้มีดมากกว่า”มีเพียงต้วนเฉินที่บ่นเมื่อได้รับตำรา กว่าสิบปีมันอยู่กับมีด ไม่เคยจับทวน
“เจ้ามองทวนให้เป็นมีดในแบบของเจ้าเอง ตำรานั้นไม่สำคัญตำราคือสิ่งที่ตายไม่มีตัวตน เจ้าไม่ต้องทำตามตำราเพียงปรับให้เข้ากับตนเอง เป็นตัวของตัวเองวิธีการสร้างมันขึ้นมาใหม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้าเอง ผู้คิดค้นตำราเป็นได้แค่คนตายหรือถ้ามีชิวิตอยู่ก็เป็นได้แค่คนแก่ เจ้าไม่ต้องเก็บพวกเขามาใส่ใจ เจ้าคือคนเป็น จงสร้างสรรค์อย่าจมปลัก”
“นี่แอบด่าข้าหรือเปล่าข้าไม่ได้จมปลักสักหน่อย มองทวนให้เป็นมีดมองให้ตายแค่ความยาว ขนาด”
“ข้าขอพูดในแบบศิลปะถ้ามีงานศิลปะสักชิ้นที่โด่งดัง มันจะมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ คนที่รู้สึกเฉยๆกับมันคนกลุ่มหนึ่งจะลอกเลียนแบบทำตามไปหลายพันหลายหมื่นครั้งเคารพบูชาผู้สร้างศิลปะแต่เดิมเหมือนเป็นบ้าสิ่งที่เจ้าต้องทำคือศิลปะที่แท้จริง การสร้างแรงบันดาลใจ สร้างสรรสิ่งใหม่นั่นคือศิลปะที่แท้จริง และนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของผู้สร้างศิลปะต้องการให้เกิดขึ้นศิลปะการต่อสู้ก็เป็นเช่นนั้น อย่าลอกเลียนแบบใคร อย่าพยายามเป็นเหมือนใคร จงเป็นตัวเอง แต่ไม่ใช้ทวนไม่ได้วิญญาณต่อสู้เจ้าจะไม่ได้ใช้”
“เอาละข้ายอมเจ้า”ต้วนเฉินเกาหัวอย่างช่วยไม่ได้
จางเฉินเลือกห้องฝึกของตัวเองในสมาคมปรุงยา ก่อนแยกย้ายเขากอดและหอมแก้วสองสาวคนละที สองสาวอายม้วนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงทันที
“พวกเจ้าก็ตั้งใจฝึกนะวันข้างหน้าข้าอาจต้องการความช่วยเหลือ”
“พวกข้าตั้งใจอยู่แล้วชีวิตน้อยๆ ของเราเป็นของเจ้า ให้เราไปฝึกห้องเดียวกับเจ้าด้วยไหม”
จางเฉินหน้าแดงเขาติดเตลิดไปไกลแต่ก็เก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้ก่อนช่วงเวลาหนึ่งเขาลืมเรื่องพิษไปเสียสนิทกลับคิดเรื่องการสร้างครอบครัวซึ่งมันยังเป็นไปไม่ได้
จางเฉินแจ้งเก็บตัวฝึกวิชาเจ็ดวัน เขาเข้าห้องแล้วไปฝึกในมิติเป็นหลักเป้าหมายคือไฟสุริยะ เขาต้องการหลอมรวมมันเพราะจากที่ได้ต่อสู้แล้วใช้หม้อเก้ามังกรแล้วเขารู้สึกว่าเขาต้องมีตัวช่วยเป็นเหมือนอาวุธลับที่ทรงพลังไว้รักษาชีวิตแต่ก่อนอาจใช้อาเรย์ได้แต่นั้นเป็นอาเรย์ระดับต่ำปัจจุบันใช้งานไม่ได้ถ้าหากจะใช้อาเรย์ระดับกลาง ระดับสูง จะต้องใช้เวลาที่นานศัตรูคงไม่ยอมให้เขาทำจนเสร็จ เว้นแต่เขาจะวางกับดักแล้วเรียกพวกมันมาติด
การหลอมรวมไฟสุริยะเข้ากับร่างกายนั้นเป็นไปได้ยากมาก เหมือนต้องเจอกับเข็มแรงร่างกายเป็นพันเล่มในแต่ละครั้ง จางเฉินเตรียมยารักษายาฟื้นฟูร่างกายมากมาย หลังจากดูดซับเข้าสู่ร่างกายแล้วไฟก็จะโจมตีไปทั้งร่างกายจางเฉินทำให้เลือดถูกต้มเป็นน้ำร้อน เส้นลมปราณขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเกิดการฉีกขาดเมื่อเขารู้สึกว่าจะทนไม่ไหวแล้วก็เอาไฟสุริยะออกจากร่างแล้วทานยาเดินลมปราณรักษาแผลทำช้ำอยู่หลายครั้งจนเขารู้สึกว่าเลือดของเขามีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเส้นชีพจรก็มีเส้นหนาและกวางใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
สุดท้ายจางเฉินก็ทำได้สำเร็จเขาได้ปราบปรามไฟสุริยะให้ยอมจำนนผูกวิญญาณกับจางเฉินแล้วลอยอยู่ในทะเลสติ กับพิษซีเซ่วิญญาณโลกัณฑ์ หม้อเก้ามังกร และโลกมิติก้าวเข้าสู่กายาเหนือปฐพีระดับ 3
ข้าไม่ได้มองพิษนี้มานานดูเหมือนมันจะมีสีม่วงเข้มมากขึ้น จางเฉินคิดว่าอาจเอาไฟสวรรค์เผามันได้แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าผนึกที่ขังมันไว้แตกออกแล้วไม่สามารถขจัดพิษได้เขาจะตายทันทีมันมีความเสี่ยงเกินไป ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
จางเฉินเลือกฝึกวิชาดาบเก้ามังกรซึ่งเป็นท่าโจมตีที่รุนแรงมากเก้ากระบวนท่า ทบทวนท่าเท้าท่องเมฆาแล้วก็ฝึกหมัดอัคคีพิโรธ อย่างต่อเนื่องและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับตนเองใช้การเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ผ่านไปเจ็ดวันจางเฉินเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั่น4 มีน้ำพุปราณในตันเถียนเป็น 6 ทำให้มีพลังปราณไหลเวียนในร่างกายมากขึ้นจางเฉินเดินไปดูห้องฝึกของเพื่อนๆ หลายคนของอยู่ในห้องฝึกกันอยู่และปิดสนิทมีแต่ห้องของชิวเอ๋อนั้นไม่ได้ล็อคและไม่ได้อยู่ภายใน
โชคดีมากที่ตึกสมาคมปรุงยามีห้องฝึกมากมายและไม่ค่อยได้ใช้พวกเขาจึงฝึกกันได้เต็มที่ จางเฉินเดินหาชิวเอ๋อ ไปรอบๆก็พบชิวเอ๋อกำลังนั่งคุยเรื่องการปรุงยากับหลินเทียนอยู่
“อ่าจางเฉินเจ้าฝึกถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั่น 4 แล้วดีมาก มาๆ นั่งคุยกัน”
จางเฉินลงไปนั่งข้างชิวเอ๋อแล้วโอบเอวแนบชิดเหมือนคู่สามีภรรยาทำเอาชิวเอ๋อหน้าแดงไม่กล้าพูดคุยต่อ
“ตอนนี้ตระกูลมู่แทบเรียกได้ว่าจนตรอกแล้วส่วนสกุลเจียงนั้นก็น่าจะกดดันเรื่องการลดราคาต่างๆของโรงแรมและร้านอาหารได้อีกไม่นาน ทำไปก็มีแต่เสียรายได้ รู้สึกว่าตระกูลหนิงก็ไม่ค่อยมีเหตุอะไรกับปัญหาธุรกิจรากฐานครอบครัวที่อยู่กันมากกว่าร้อยปีไม่ได้สันคลอนได้ง่ายๆยกเว้นตระกูลมู่ที่เจอศึกหนักจริงๆ ทั้งขาดบ่อน้ำพุเซียนทั้งไม่มีรายได้จากการจำหน่ายยาเม็ด”
“ท่านสืบข่าวพวกที่โจมตีข้าได้หรือไม่”
“เราส่งคนออกค้นหาแล้วพบแต่ว่าพวกมันเป็นศพอยู่นอกป่า ดูหน้าตาแล้วก็ไม่มีสามารถหาที่มาได้แต่ก็น่าจะเดาได้ว่าเป็นคนของสกุลมู่”
“ข้าจะไปฝึกแล้วนะ”ชิวเอ๋อรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยจึงต้องการกลับไปฝึก
จางเฉินหอมแก้วของชิวเอ๋อเบาๆ ทำเอาชิวเอ๋อม้วนตัว รีบลุกขึ้นแล้วหนีไปทันที
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นอกจากปรุงยาอาเรย์ แล้วยังเก่งเรื่องผู้หญิงอีกนะ มีภรรยาทีละสองคน”
จางเฉินหน้าแดงเล็กน้อย “มันเป็นโชคชะตาท่านหลินเทียนยังไงข้าฝากดูแลพวกเขาด้วยนะ”
“สหายเจ้าก็เหมือนสหายข้านั่นย่อมไม่มีปัญหา”
จางเฉินทำเหมือนจะกลับไปฝึกแต่แอบออกจากตึกแล้วลัดเลาะไปตามกำแพงเมืองพอใกล้ถึงประตูเมืองเขาก็เดินออกอย่างเปิดเผยเขารู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองอยู่
“มา มาเสือร้าย งูพิษทั้งหลายออกมาจากถ้ำ แล้วก็มาให้ข้าปล้นซะ”จางเฉินคิดในใจแล้วเดินออกจากประตูเมือง พอผ่านประตูเมืองไปสักพักหนึ่งก็มีคนปลอมเป็นชาวบ้านว่าทำเป็นถามทางแล้วถามว่าเขาจะไปไหน จางเฉินก็ตอบไปตามตรงว่าจะไปเทือกเขาหัวซานเพื่อเก็บสมุนไพร
บ้านสกุลมู่สายสืบส่งข่าวอย่างรวดเร็วทำการติดต่อกับสกุลเจียง รวมกำลังพลกว่าสามพันคนเพื่อไปล่าจางเฉินในเทือกเขาหัวซานมู่หยงฟู่ยินดีเป็นอย่างมากในที่สุดมันก็จะได้กำจัดจางเฉินไปจากชีวิตเสียทีเจอกันทีไรมันต้องอับอายขายหน้าตลอด