ตลอดมื้ออาหารซ่งจื่อฉีกำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเองอยู่ที่มุมห้องอาเฉียงคอยควบคุมคำสั่ง ทว่าก็ยังมีเสี่ยวติงและอาเจิ้งอยู่ที่เตาด้วยซึ่งอี้สี่ค่อนข้างไม่คุ้นเคยกับเชฟทั้งสองคนนี้เท่าไหร่นักถึงจะเคยทักทายกันแต่ก็ไม่เคยพูดคุยกันแบบจริงจังเลยแม้ว่า่มื้ออาหารในวันธรรมดาจะไม่ยุ่งมากแต่งานของเธอและเฉินเจี้ยนฉวินก็ไม่ได้น้อยลงเท่าไหร่ นอกจากต้องเตรียมส่วนผสมแล้วเธอและเฉินเจี้ยนฉวินยังต้องคอยดูแลโซนเครื่องทอดและเตาอบด้วยกันหากใครสั่งข้าวหมูย่างก็ต้องทอดเนื้อ หรือผักที่ลวกแล้วต้องอุ่นลงบนเตาทอดหรือหากส่วนผสมที่มีน้ำมันตอนผัด เฉินเจี้ยนฉวินก็จะช่วยซับน้ำมันให้ก่อน่มื้ออาหารในวันธรรมดาที่ดูค่อนข้างสบายเช่นนี้จึงเป็โอกาสอันดีในการฝึกฝนการเคลื่อนไหวของตัวเองให้คล่อง
ห้องครัวเป็ตอนยาวและแคบที่สำหรับส่งมอบเมนูที่ทำเสร็จจะอยู่ด้านขวาสุดโดยจะต้องส่งอาหารที่เตรียมไว้เสร็จแล้วไปที่ช่องทางนั้นพื้นที่ทำงานของอี้สี่และเฉินเจี้ยนฉวินมีขนาดประมาณหนึ่งตารางเมตรทางเดินก็มีความกว้างเพียงหนึ่งเมตร เมื่อตอนที่ยุ่งทั้งสองต่างก็มีความเข้าใจไปโดยปริยายว่าควรเดินผ่านกันยังไงโดยไม่ให้ชนกันล่าสุดอี้สี่รู้สึกว่าเธอกับเฉินเจี้ยนฉวินทำงานเข้ากันได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆบางครั้งก็รู้สึกเหมือนเธอและเขากำลังเต้นบัลเลต์หลบหลีกซึ่งกันและกัน
เมื่อ่เวลามื้ออาหารใกล้จะสิ้นสุดลงเสี่ยวติงกำลังเตรียมอาหารสำหรับพนักงานในวันนี้ซ่งจื่อฉีก็เริ่มอุ่นส่วนผสมที่เขาเตรียมไว้ให้ร้อน “อี้สี่คุณไปบอกให้หลัวจ้งซีเปิดไวน์สามขวดแล้วเอามาให้หน่อย เฉินเจี้ยนฉวิน เข้ามาดูฉันทำ”เขาสั่ง อี้สี่เองก็้าดูขั้นตอนการทำอาหารของซ่งจื่อฉีด้วยเช่นกันเธอคิดว่าคงต้องรีบไปและรีบมาเพียงเท่านั้น
วันนี้หลัวจ้งซีไม่ได้อยู่ที่บาร์แต่อยู่ที่ออฟฟิศเขามีโน้ตบุ๊กเป็ของตัวเองเครื่องหนึ่งและกำลังพิมพ์แบบฟอร์มต่างๆ อย่างตั้งใจ
“สวัสดีค่ะ!” อี้สี่เคาะประตูห้องทำงาน “เชฟซ่งขอให้ฉันมาเอาไวน์ค่ะ”
“เข้ามา” หลัวจ้งซีพูด อันที่จริงแล้วออฟฟิศค่อนข้างเล็กภายในมีเพียงโต๊ะและเก้าอี้สองตัวทันทีที่อี้สี่เข้ามาเธอก็กวาดตามองหาไวน์อย่างไร้เดียงสาแต่เธอมองเพียงครู่เดียวก็พบว่ามันไม่ได้อยู่บนโต๊ะ หลัวจ้งซีเลื่อนเก้าอี้ไปด้านหลังและปิดประตูอย่างแ่เบา
“คุณปิดประตูทำไม!” อี้สี่เห็นท่าไม่ดีแต่หลัวจ้งซีเข้ามาจับเอวของเธอก่อนยกเธอขึ้นมานั่งบนตักของเขาอี้สี่พยายามดิ้นหนี “ยังอยู่ที่ทำงานนะ เชฟและคนอื่นๆ ก็กำลังรออยู่”
“จูบก่อนแล้วจะปล่อยคุณไป” เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงหาเธอจนหน้าผากทั้งสองัักัน“วันนี้ผมต้องกลับบ้าน ตอนนี้ก็มาสนุกกันก่อนเถอะ” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกน่าฟังอี้สี่ััได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่พัดผ่านใบหน้าของเธอ
“คุณก็น่าจะกลับไปได้ตั้งนานแล้ว” เธอพึมพำแ่เบา เมื่อมาคิดดูวันหยุดทั้งคู่ก็ตัวติดกันตลอด ปลายจมูกของเขาแตะปลายจมูกของเธอเบาๆริมฝีปากร้อนปัดป่ายลูบไล้ริมฝีปากของเธอ ภายในจมูกเต็มไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่จางๆจากตัวเขา ช่างเป็การจูบที่อ่อนโยน ไม่ได้เร่าร้อนอะไรมากนักแต่หัวใจของอี้สี่กลับเต็มไปด้วยความหอมหวาน
เขาทำเพียงแค่จูบเธอเท่านั้นจริงๆก่อนจะพูดว่า “ไวน์อยู่ที่บาร์ พวกเราไปเอาด้วยกัน” เขาปล่อยตัวเธออากาศเย็นก็ไหลแทรกเข้าในช่องว่างระหว่างพวกเขาทั้งสองอี้สี่ยังคงจมอยู่ในห้วงอารมณ์ในตอนนี้ เธอรู้สึกเสียดายไปชั่วขณะหนึ่ง
หลัวจ้งซีได้เตรียมไวน์เอาไว้แล้วไวน์ทั้งสามขวดได้ถูกเปิดแล้ว โดยได้เทใส่อยู่ในเหยือกพักไวน์เขาให้คนในครัวหยิบแก้วแปดใบมาโดยวางไว้บนถาดเมื่อเขาดมกลิ่นไวน์ทั้งสามขวดแล้วเขาก็หยิบขวดไวน์ขึ้นมาทว่ามีของมากมายที่ต้องเอาไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างโดยได้แบ่งออกเป็สองถาดอี้สี่ซึ่ง้าช่วยจึงเอื้อมมือไปยกถาดถือขึ้นมาถือด้วยมือทั้งสองข้างแก้วไวน์สั่นและส่งเสียงเมื่อโดนกันอย่างน่ากลัว หลัวจ้งซีประหลาดใจเล็กน้อย“คุณถือถาดไม่เป็งั้นเหรอ?” ทว่าเขาก็ได้แสดงสีหน้าเข้าใจทันที“ผมจะถือมันเอง แล้วครั้งหน้าผมจะสอนคุณถือ” หลัวจ้งซีถือขวดไวน์ทั้งสามขวดและเหยือกพักไวน์อยู่ในมือขวาส่วนในมือข้างซ้ายถือแก้วแปดใบ ดูมั่นคงมากโดยที่ไม่มีเสียงกระทบชนกันเลยขณะที่เดิน คนตรงหน้าเธอให้ความรู้สึกหล่อเหลามั่นใจ “คุณน่าทึ่งมาก”อี้สี่เอ่ยชื่นชม
“นี่มันธรรมดามาก” เขาไม่ได้คิดอะไร นี่เป็หนึ่งในทักษะด้านการกินด้านหนึ่งของเขาสมัยก่อนผู้ปกครองที่อยากจะให้ลูกได้เข้าโรงเรียนดีๆ มักจะพูดว่าถ้าเรียนไม่ดีจะให้ไปเป็เด็กเสิร์ฟ จริงๆ แล้วถ้าไม่เคยทำก็จะรู้สึกว่ามันง่ายหากพูดตามจริงแล้วมันเป็ทักษะที่ไม่ง่ายเลย
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องครัวซ่งจื่อฉีกำลังทอดสเต๊กในกระทะร้อนฉ่า กลิ่นหอมของเนื้อก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องครัวเขาหันมามองก็เห็นหลัวจ้งซีถือแก้วจำนวนมากอยู่เพียงคนเดียว จึงเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้ม“หวงอะไรขนาดนี้กัน ไม่ยอมยกของให้คนอื่นถือเลยเหรอ”อี้สี่ทำได้เพียงแค่หน้าแดงก่ำในขณะที่เฉินเจี้ยนฉวินมองดูปฏิกิริยาของทั้งสามคนอยู่ข้างๆเขาเชื่ออย่างยิ่งว่าอี้สี่และหลัวจ้งซีมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา
“มีบางคนถือถาดไม่เป็ แก้วมันแพงมาก ถ้าแตกเดี๋ยวจะขาดทุน”หลัวจ้งซีพูดอย่างสบายๆ ไม่สนใจ
สิ่งที่คุณเฉินขอในวันนั้นมีสี่คอร์สซ่งจื่อฉีจึงได้เตรียมอาหารเรียกน้ำย่อย สลัด สเต๊ก และของหวาน
โดยอาหารเรียกน้ำย่อยมีอยู่สามอย่างได้แก่ อกเป็ดย่างสับปะรด มะเขือเทศแช่เย็นประดับมินต์และพาร์มาแฮมพันเมล่อนราดซอส เขาวางมันลงบนจานแบนยาวสีขาวมะเขือเทศที่แช่เย็นประดับมินต์ค่อนข้างมีน้ำชุ่มฉ่ำเล็กน้อยดังนั้นจึงวางลงบนช้อนคันเล็กๆส่วนอกเป็ดคลุกกับสับปะรดและพาร์มาแฮมพันเมล่อนราดซอสน้ำผึ้งก็ดูงดงามมาก
ส่วนสลัดเป็ผักกาดธรรมดาๆราดน้ำสลัดฮันนี่มัสตาร์ดและโรยชีสพาร์เมซานไว้้าส่วนผสมต่างถูกผสมอยู่ในหม้อจนเข้ากันดีเฉินเจี้ยนฉวินใช้วงแหวนเหล็กเส้นผ่านศูนย์กลางแปดเิเจัดกลุ่มช่อผักกาดจึงได้ผักกาดที่มีลักษณะกลมเป็ระเบียบเรียบร้อยวางอยู่บนจาน
สเต๊กไม่ได้เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสมีเพียงเครื่องเทศและเกลือทะเลวางอยู่ด้านข้างเคียงคู่กับมันฝรั่งทอดกลิ่นหอมน่ากินส่วนของหวานคือลูกแพร์ย่าง ซาวครีมและครัมเบิ้ลโดยลูกแพร์ย่างถูกเสิร์ฟอยู่ในถ้วยอบที่มีด้ามจับน่ารักมาก วางถ้วยอบลงบนจานกลมวางครัมเบิ้ลอยู่ด้านข้าง ส่วนซาวครีมก็ใช้ช้อนสองคันปั้นให้เป็วงรี
เมื่อหลัวจ้งซีเห็นดังนั้นก็พูดว่า“มันดูกลางๆ”
“ไวน์เป็ตัวเอกไม่ใช่เหรอ!” ซ่งจื่อฉีกล่าว
หลัวจ้งซีเอาอาหารวางบนเคาน์เตอร์ที่สะอาดและทำการถ่ายรูปอาหารแต่ละจาน“บอกชื่ออาหารมา”
“อาหารจานนี้มันตรงไปตรงมา นายตั้งชื่อเมนูขึ้นมาเลยก็ได้”
“เนื้ออะไร?”
“เนื้อเซอร์ลอยน์ชั้นหนึ่ง”
“ธรรมดามาก”
“หนึ่งพันห้าร้อยต่อคนทำได้แค่เท่านี้แหละ” ซ่งจื่อฉีพูด “ไวน์อยู่ไหน? จะจับคู่ไวน์ยังไง?” เขาถามหลัวจ้งซี
“สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดใช้แมร์โล” หลัวจ้งซีเทบางส่วนให้ทุกคนอาเฉียง เสี่ยวติงและอาเจิ้งต่างก็มารวมตัวกันอยู่รอบๆ ทุกคนยกขึ้นมาจิบเล็กน้อยจากนั้นก็หยิบอกเป็ดย่างสับปะรด มะเขือเทศแล้วยังมีพาร์มาแฮมพันเมล่อนมาทาน
เฉินเจี้ยนฉวินกระซิบกับอี้สี่ “สิ่งที่มีความสุขที่สุดในการทำงานในร้านอาหารก็คือสิ่งนี้แหละคุณมีโอกาสที่จะได้ลิ้มรสอาหารหลายอย่างอยู่เสมอ”
“ปกติพวกนายรู้เื่ไวน์แดงด้วยเหรอ?” อี้สี่เอ่ยถามเฉินเจี้ยนฉวิน
“แน่นอนว่าไม่ แต่มีโอกาสได้ลองชิมก็ต้องลองมันเป็คลังข้อมูลของลิ้นของตัวเอง เชฟซ่งจะพาทุกคนลองชิมด้วยกัน”เฉินเจี้ยนฉวินบอกเธอ หลัวจ้งซีเห็นพวกเขาสองคนกำลังซุบซิบกันด้วยในครัวมีเสียงเครื่องดูดควันดังอยู่ เขาจึงไม่ได้ยินในสิ่งที่พวกเขาพูดแต่เขาก็เหลือบมองไปที่เฉินเจี้ยนฉวินอย่างไม่ค่อยเป็มิตรนักเห็นได้ชัดว่าเฉินเจี้ยนฉวินที่ตกอยู่ในโลกแห่งอาหารไม่ได้รู้สึกตัวเลย
“อาหารเรียกน้ำย่อยทั้งสามนี้มีอะไรบ้าง?” อี้สี่เอ่ยถามเฉินเจี้ยนฉวินเสียงเบา
“น่าจะมีอกเป็ดและพาร์มาแฮมที่มีรสชาติเข้มข้นมากมะเขือเทศที่อยู่ตรงกลางน่าจะมีไว้สำหรับชำระล้างต่อมรับรส”เฉินเจี้ยนฉวินอธิบายให้เธอฟังพลางชี้ไปมา ในสายตาของหลัวจ้งซีเขาก็แค่โชว์อวดความรู้ให้เธอดูก็เท่านั้น ทั้งสองดูเหมือนจะมีมิตรภาพที่ดีภายในใจเขารู้สึกเต็มไปด้วยหนามแหลมที่ทิ่มแทงและความรู้สึกน้อยใจก็แผ่ขยายอย่างไม่รู้ตัวดังนั้นเขาจึงก้าวเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน “พวกนายรู้วิธีชิมไวน์แดงไหม?” หลัวจ้งซีพูด
แน่นอนว่ามันสามารถดึงความสนใจของอี้สี่ได้“ดื่มยังไงเหรอคะ?”
“มาพูดถึงวิธีที่ง่ายที่สุดกันก่อน คุณต้องจิบเข้าไปอึกหนึ่งอย่าเพิ่งกลืนทันที รับรู้ถึงรสชาติภายในปาก แล้วค่อยๆ หายใจเข้าทางปากและหายใจออกทางจมูกรสชาติจะเผยออกมาหลายชั้น” เขาพูดอี้สี่และเฉินเจี้ยนฉวินเริ่มตามวิธีของเขาทันที รสชาติของแมร์โลนั้นกลมกล่อมมีกลิ่นผลไม้ที่เข้มข้นและหลากหลายมากเมื่อจับคู่กับอาหารเรียกน้ำย่อยของซ่งจื่อฉีก็ถือได้ว่าเป็การเริ่มต้นที่ดี
บนโต๊ะมีไวน์เหลืออยู่สองขวดหนึ่งคือ กาแบร์เน โซวีญง ส่วนอีกอันคือพอร์ตไวน์ ซ่งจื่อฉีเทกาแบร์เน โซวีญงเล็กน้อยและรู้สึกว่ามันยังเปรี้ยวอยู่มากจึงบอกหลัวจ้งซีว่า “เปลี่ยนขวด”หลัวจ้งซีรู้อยู่แล้วว่าไวน์ขวดนี้จะต้องใช้เวลานานกว่าในการบ่ม เขาจึงนำเหยือกพักไวน์อีกอันมาด้วยเหยือกพักไวน์เป็เหยือกแก้วรูปทรงสวยงามมาก ปากเหยือกไม่ใหญ่นักคอยาวและบางและด้านล่างเป็ท้องกลม เขายกขวดไวน์แดงขึ้นสูงและไวน์แดงก็ไหลออกมาราวกับริบบิ้น ทอดยาวเป็เส้นบางๆ กลางอากาศและหยดสุดท้ายก็ไหลเข้าไปในเหยือกพักไวน์โดยที่ไม่หกเลยแม้แต่น้อยท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาช่างสง่างามมาก ด้วยปากเหยือกที่ไม่ใหญ่การกระทำที่งดงามเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลยทว่ากลับเขาออกมาได้งดงามมากเสียจนดึงดูดความสนใจของทุกคน
“ฮึ่ม! ขี้อวด” ซ่งจื่อฉีอดที่จะรู้สึกอิจฉานิดๆ ไม่ได้ เขารู้ว่าหลัวจ้งซีจะต้องอวดต่อหน้าอี้สี่แน่แต่ทันทีที่ไวน์ถูกเปลี่ยนจากขวดหนึ่งไปอีกขวดหนึ่งก็เหมือนกับปลุกให้ตื่นขึ้นกลิ่นหอมที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้นั้นในตอนนี้ก็เติมเต็มอบอวลอยู่ในประสาทรับกลิ่นของทุกคน
อี้สี่จิบไปอึกหนึ่งรับรู้ถึงรสเปรี้ยวที่แรงกว่าแมร์โลมาก โดยมีรสฝาดที่ชัดเจนและมีกลิ่นสโมคกี้นิดๆแต่พอได้กินสเต๊กเข้าไปกลับรู้สึกเหมาะมาก แถมยังได้กลิ่นพริกไทยดำอีกด้วยส่วนพอร์ตไวน์นั้นเป็ไวน์ที่มีรสหวาน โดยเนื้อแท้จึงเหมาะสำหรับของหวานมากซ่งจื่อฉีใช้ผลไม้ทั่วไปนำมาย่าง ทว่าก็ยังคงตกแต่งด้วยครัมเบิ้ลและซาวครีมจำนวนมากด้วยวิธีนี้กลิ่นหอมของซาวครีมผสมผสานไปกับพอร์ตไวน์
อี้สี่รู้สึกว่าความรู้เื่แอลกอฮอล์ของเธอน้อยมากทว่าในอนาคตเธอสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมจากหลัวจ้งซีได้ แต่วันนี้จักรวาลเล็กๆในปากของเธอกำลังะเิ เธอรู้สึกเต็มไปด้วยพลัง และพบว่ามีเื่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับห้องครัวให้สำรวจพูดได้ว่า สามารถสำรวจต่อได้โดยไม่ต้องหยุดพักเลย
เธอถามหลัวจ้งซี“ทำไมคุณถึงรู้ว่าควรจับคู่ไวน์กับอะไรั้แ่แรก?”
“เราก็แค่ใช้สัญชาตญาณพื้นฐานทั่วไปใช้การจับคู่ตามปกติมาทำการกำหนดขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยังคงต้องลองดูก่อน เนื่องจากไวน์แดงอาจมีความแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศและวิธีการหมักที่แตกต่างกันซึ่งการดื่มด้วยปากจะแม่นยำกว่า” หลัวจ้งซีพูด
“งั้นคุณเฉินก็เลือกไวน์ทั้งสามชนิดนี้เป็ตัวเอกของงานเลี้ยงต้อนรับมื้อค่ำน่ะสิคิดแล้วก็ง่ายในการเตรียมอาหาร แถมน่าจะขายดีด้วย ถ้าเราทำขายเป็ชุดล่ะได้ไหม?” คำถามนี้แวบขึ้นมาในหัวของอี้สี่การที่รสชาติของไวน์ทั้งสามชนิดนี้เหมาะสำหรับมื้ออาหารที่เป็ชุดก็คงไม่ใช่เื่บังเอิญ
คำถามของเธอทำให้ซ่งจื่อฉีมองเธอด้วยดวงตาอันลึกซึ้ง“คำถามของคุณดีมาก” ซ่งจื่อฉีพูด
“คุณเฉินคือใคร? แล้วคำถามของอี้สี่ดีตรงไหนกัน?” เฉินเจี้ยนฉวินถามด้วยความสงสัย เอ่ยแทรกขัดขวางการสนทนาของพวกเขาซ่งจื่อฉีี้เีเกินกว่าจะตอบเขาเขาจึงดันจานของหวานที่จัดไว้สำหรับถ่ายรูปมาตรงหน้าเฉินเจี้ยนฉวินแล้วพูดว่า“จานนี้ให้นายเอาไว้ไปจีบสาวๆ ส่วนคนอื่นๆ กินอันที่โชว์เลย! รูปถ่ายเสร็จแล้ว”
อาเฉียงเป็คนแรกที่คว้าสเต๊กแต่ก็ไม่มีใครกล้าแย่งกับเขาเช่นกัน ด้วยภายในห้องครัวจะเคารพผู้าุโกว่ามาก
ซ่งจื่อฉีพูดกับอี้สี่ว่า “เกี่ยวกับคำถามของคุณ สำหรับพ่อค้าไวน์มีงานเลี้ยงดื่มไวน์เพื่อขายไวน์อยู่เสมอ คุณสามารถค่อยๆคิดเกี่ยวกับคำถามของคุณให้ละเอียดได้ หรือสามารถไปคุยกับหลัวจ้งซีได้เขามีความรู้มากมายที่จะสอนคุณได้”
อี้สี่ยังมีคำถามอยู่แต่ซ่งจื่อฉีได้เดินออกจากครัวไปแล้วด้วยเขาชอบให้คนรุ่นใหม่ค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง