ความเย็นเยียบเสียดกระดูกแล่นปราดไปทั่วร่าง ปลุกให้สติสัมปชัญญะที่จมดิ่งอยู่ในความมืดมิดค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา
กลิ่นสาบสางของซากศพคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปหอมราคาถูกและขี้เถ้ากระดาษเงินกระดาษทอง เป็ััแรกที่กระแทกเข้าสู่โสตประสาทอย่างรุนแรงจนทำให้เขาต้องสำลักออกมาเบาๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือเพดานไม้ผุพังที่มีหยากไย่เกาะกุม แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันปลาที่ริบหรี่อยู่ตรงมุมเสาสะท้อนเงาวูบวาบชวนวังเวง
เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้ไผ่สานอันแข็งกระด้าง ลูบคลำขมับที่เต้นตุบๆ ด้วยความปวดร้าว ความทรงจำสองสายไหลบ่าทะลักเข้ามาในหัวราวกับคลื่นั์ซัดสาด
ชาติก่อน... เขาคือแพทย์นิติเวชระดับแนวหน้าผู้ผ่านการผ่าชันสูตรศพมานับพันร่าง ทว่ากลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจากการโหมงานหนักข้ามวันข้ามคืน
ส่วนในชาตินี้... ร่างที่เขาเข้ามาสิงสู่อยู่มีนามว่า 'สวี่อัน' ชายหนุ่มวัยสิบแปดปี ผู้สืบทอดตำแหน่งสัปเหร่อและผู้ช่วยชันสูตรศพประจำห้องเก็บศพที่ว่าการอำเภอผิงอัน อันเป็ตำแหน่งต่ำต้อยที่ผู้คนในเมืองต่างพากันรังเกียจและหลีกเลี่ยง เพราะถือเป็อาชีพที่คลุกคลีกับความตายและสิ่งอัปมงคล
"ที่แท้... ข้าก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสัปเหร่อชั้นผู้น้อยหรือนี่"
สวี่อันพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าก่อนที่เขาจะได้สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบให้ถี่ถ้วน อาการแสบร้อนรุนแรงพลันปะทุขึ้นที่หลังมือขวา
เขารีบยกมือขึ้นดู เบื้องหน้าคือิัหลังมือที่กำลังเปล่งประกายเรืองรอง จุดแสงสีเทาหม่นหมองสามจุดเรียงตัวกันเป็วงกลมขนาดเล็ก กำลังกะพริบเป็จังหวะช้าๆ ราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิต และที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือจุดแสงจุดหนึ่งกำลังค่อยๆ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ
ทันใดนั้น เสียงก้องกังวานอันลึกลับและเย็นเยียบประดุจระฆังโบราณก็ดังก้องขึ้นในห้วงจิติญญาของเขา
'เตือนภัย... เตาหลอมิญญาสัปเหร่อตื่นจากการหลับใหล ปราณชีวิตของร่างสถิตเหือดแห้ง อายุขัยคงเหลือเพียงสามวัน!'
'เงื่อนไขการรอดชีวิต... จงรวบรวมแสงสีทองอันกำเนิดจากความซาบซึ้งและขอบคุณจากดวงิญญา หรือแสงสีเทาอันเกิดจากความกลัวอย่างสุดซึ้งของผู้มีชีวิต นำมาหลอมกลั่นในเตาหลอมิญญาเพื่อต่อชะตาชีวิต หากจุดแสงสีเทาบนหลังมือดับสิ้น ิญญาของเ้าจะแหลกสลายลงสู่ความว่างเปล่า!'
สวี่อันเบิกตากว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกจนลมเย็นเยียบเสียดแทงทรวงอก ในห้วงจิตของเขาปรากฏภาพเลือนรางของเตาหลอมศิลาโบราณแปดเหลี่ยม ลวดลายักลืนตะวันสลักเสลาอย่างวิจิตร ทว่าบัดนี้มันกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายไฟใดๆ เปลวเพลิงแห่งชีวิตของเขากำลังจะมอดดับลงในเวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น
"บ้าชะมัด... เพิ่งจะรอดพ้นจากความตายมาหยกๆ ก็ต้องมาเจอนาฬิกานับถอยหลังสู่นรกอีกรอบงั้นหรือ"
มุมปากของสวี่อันกระตุกเบาๆ ความหวาดหวั่นแล่นผ่านเข้ามาเพียงชั่วแวบเดียว ก่อนที่จิติญญาของแพทย์นิติเวชผู้เจนจัดจะแปรเปลี่ยนความตระหนกให้กลายเป็ความสุขุมเยือกเย็น เขาเป็คนปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ไวเสมอ ไม่ว่าจะในห้องผ่าศพยุคปัจจุบันหรือในห้องเก็บศพยุคโบราณแห่งนี้
"แสงสีทองแห่งความซาบซึ้ง... กับแสงสีเทาแห่งความกลัวสินะ" สวี่อันพึมพำ สายตาทอประกายเ้าเล่ห์และเด็ดเดี่ยว "ถ้าเป็เื่ขูดรีดเอาผลประโยชน์ ข้าเองก็ไม่ได้เป็คนใจบุญสุนทานอะไรอยู่แล้ว ในเมื่อโลกนี้ให้โอกาสข้ามีชีวิตใหม่อีกครั้ง มีหรือที่ข้าจะยอมนอนรอความตายเฉยๆ"
ตึง! โครม!
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังโกลาหลขึ้นมาจากทางเดินหินด้านนอก ประตูไม้บานหนาของห้องเก็บศพถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ลมหนาวจากภายนอกพัดกรูเข้ามาพาเอากลิ่นดินเปียกชื้นหลังฝนตกเข้ามาในห้อง
"เร็วเข้าสิวะพวกเ้า! วางมันลงบนโต๊ะหินเร็วๆ เข้า! จะชักช้าให้ผีตามมาบีบคอหรืออย่างไร!"
เสียงตวาดลนลานดังขึ้นพร้อมกับร่างั์ของชายคนหนึ่งที่ก้าวถอยหลังกรูดเข้ามา ชายผู้นั้นสวมชุดเครื่องแบบมือปราบผ้าต่วนสีดำขลิบแดง ทว่ารูปร่างกลับสูงใหญ่กำยำราวกับหมีป่า แผ่นหลังกว้าง ไหล่หนา แต่ท่วงท่ากลับลุกลี้ลุกลนจนน่าขัน สองมือของเขากำดาบข้างเอวแน่น ใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดซึม ริมฝีปากสั่นระริกจนฟันกระทบกันกึกๆ
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ 'ต้าหนิว' รองหัวหน้ามือปราบประจำที่ว่าการอำเภอผิงอัน ผู้ขึ้นชื่อเื่รูปร่างที่ข่มขวัญศัตรูได้ั้แ่แรกเห็น แต่จิตใจกลับขี้ขลาดตาขาวเป็ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่ต้องเผชิญหน้ากับคนตาย
ด้านหลังของต้าหนิวคือเ้าหน้าที่มือปราบชั้นผู้น้อยสองคนที่กำลังแบกคานหามไม้ไผ่เข้ามาอย่างทุลักทุเล บนคานหามมีร่างร่างหนึ่งนอนเหยียดยาว ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าดิบสีขาวหม่นที่มีรอยเปื้อนคราบโคลน
"วางลงตรงนี้! ตรงโต๊ะหินชันสูตรนั่นแหละ!" ต้าหนิวชี้นิ้วสั่ง ละล่ำละลักบอก "วางเสร็จแล้วก็ไสหัวออกไปรอข้างนอกเลยไป๊!"
มือปราบหนุ่มทั้งสองไม่รอให้เ้านายสั่งซ้ำสอง พลันรีบวางร่างไร้ิญญาลงบนโต๊ะหินแช่เย็นอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงทึบหนัก แล้วพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกจากห้องเก็บศพไปทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียว ผีในห้องจะลุกขึ้นมาฉุดขา
เมื่อเหลือเพียงคนสองคนในห้องเก็บศพ ต้าหนิวก็หันมาเห็นสวี่อันที่ยืนนิ่งมองอยู่ ร่างั์สะดุ้งโหยงจนตัวลอย ก่อนจะยกมือขึ้นทาบอกพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ไอ้หยา! เ้าหนุ่มสวี่อัน! เ้าตื่นแล้วรึ ยืนเงียบๆ มืดๆ เช่นนี้ ข้าก็นึกว่าผีบรรพชนฟื้นขึ้นมาหลอกหลอนเสียอีก ตกอกใหมด!" ต้าหนิวสบถอุบ ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อที่หน้าผาก พลางเหลือบมองร่างบนโต๊ะหินด้วยแววตาหวาดระแวง ไม่ยอมขยับเข้าใกล้เกินกว่าห้าก้าว
สวี่อันปรายตามองท่าทางของต้าหนิว แววตาของเขาวาววับขึ้นเล็กน้อย ในห้วงจิตััได้ถึงคลื่นไอสีเทาจางๆ ที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายของรองหัวหน้ามือปราบร่างั์ นั่นคือไอแห่งความกลัวที่พร้อมจะถูกดูดกลืน ทว่าในตอนนี้มันยังเบาบางเกินไปที่จะจุดไฟในเตาหลอมิญญา
"ข้าเพิ่งจะฟื้นขอรับท่านรองหัวหน้าต้าหนิว" สวี่อันกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่าทางสุขุมผิดจากเด็กหนุ่มสัปเหร่อคนเดิม "เกิดเื่อันใดขึ้นหรือขอรับ ถึงได้นำศพเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้"
ต้าหนิวกลืนน้ำลายเอื้อก ชี้ไม้ชี้มือไปยังร่างใต้ผ้าขาว
"ศพนี้น่ะหรือ... ก็คือ 'หลินเจิ้ง' ผู้ดูแลสุสานบรรพชนตระกูลหลินอย่างไรเล่า!" ต้าหนิวลดเสียงลงต่ำราวกับกลัวว่าผู้ตายจะได้ยิน "เมื่อบ่ายวันนี้ มีคนไปพบร่างของเขาแขวนคอตายอยู่ใต้ขื่อในกระท่อมเฝ้าสุสานหลังเมืองผิงอัน ท่านนายอำเภอและเหล่าที่ปรึกษาสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็เหตุผูกคอตายหนีความผิดหรือตรอมใจตายด้วยเื่ส่วนตัว ทางตระกูลหลินเองก็ร้อนรุ่มใจ อยากจะรีบนำศพกลับไปประกอบพิธีกรรมฝังให้พ้นๆ ไป ท่านนายอำเภอจึงสั่งให้ข้ารีบนำศพมาให้เ้าตรวจตราความเรียบร้อยรอบสุดท้าย เพื่อจะได้รับใบมรณบัตรแล้วปิดสำนวนความในคืนนี้เลย!"
ต้าหนิวเอ่ยเร่งเร้า "เ้าก็อย่ามัวชักช้า รีบๆ ดูแล้วก็เซ็นชื่อประทับตราเสียเถอะ ข้าทนอยู่ในที่เย็นะเืชวนขนหัวลุกนี่ไม่ไหวแล้วโว้ย!"
"ผูกคอตายงั้นหรือ..."
สวี่อันทวนคำเบาๆ แววตาฉายแววครุ่นคิด คำว่าตระกูลหลินและสุสานบรรพชนตระกูลหลินสะกิดต่อมความสงสัยของเขาในทันที ตระกูลหลินเป็ตระกูลคหบดีใหญ่ที่มีอิทธิพลล้นฟ้าในอำเภอผิงอัน ไฉนผู้ดูแลสุสานถึงได้ตัดสินใจผูกคอตายอย่างกะทันหันเช่นนี้
เขาก้าวเท้าตรงไปยังโต๊ะหินชันสูตรอย่างไม่ลังเล ยื่นมือออกไปเปิดผ้าดิบสีขาวที่คลุมร่างนั้นออกอย่างแ่เบา
ร่างที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายวัยกลางคน รูปร่างผอมเกร็ง ผิวพรรณหยาบกร้านตามประสาคนที่ตรากตรำทำงานกลางแจ้ง สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีเทา ร่างกายเริ่มแข็งทื่อ ิัซีดเผือดและเย็นเฉียบ อุณหภูมิของศพบ่งชี้ว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าหกถึงแปดชั่วโมง
สวี่อันสูดลมหายใจเบาๆ ปลุกสัญชาตญาณและวิชานิติเวชศาสตร์จากภพภูมิเดิมขึ้นมาจนเต็มเปี่ยม แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เยือกเย็นและเฉียบคมดุจใบมีดผ่าตัด
เขาเริ่มสำรวจจากใบหน้า ริมฝีปากของผู้ตายมีสีเขียวคล้ำ ดวงตาเบิกโพลงแต่มีจุดเืออกใต้เยื่อบุตาเพียงเล็กน้อย ลิ้นไม่ได้จุกปากยื่นยาวออกมาอย่างที่ควรจะเป็ในกรณีของการแขวนคอตายทั่วไป
ทว่าจุดที่ดึงดูดสายตาของสวี่อันมากที่สุด กลับเป็บริเวณลำคอ
สวี่อันขยับตะเกียงน้ำมันเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้าลงไปเพ่งมองอย่างละเอียด นิ้วมือเรียวยาวของเขาััไล้ไปตามร่องรอยบนิัรอบลำคอของหลินเจิ้งอย่างพิถีพิถัน
รอยรัดที่ปรากฏบนคอของศพ มีลักษณะเป็รอยฟกช้ำลึกสีม่วงคล้ำ ิัชั้นนอกถลอกเป็แนวยาว ทว่าสิ่งที่ผิดปกติอย่างมหันต์คือ ทิศทางและตำแหน่งของรอยรัดนั้น!
"ผิดปกติอย่างยิ่ง..." สวี่อันพึมพำกับตนเอง
รอยเชือกเส้นนี้ พาดผ่านบริเวณใต้ลูกกระเดือกลงมาเล็กน้อย และที่สำคัญที่สุดคือ มันมีลักษณะเป็เส้นตรงในแนวนอนขนานกับระนาบพื้นผิวลูกกระเดือก ลากยาววนรอบลำคออย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งแนว ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง มีความลึกและความกว้างของรอยกดทับเท่ากันแทบจะทุกจุด
ในวิชานิติเวชศาสตร์ นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในการจำแนกความตาย!
หากเป็การผูกคอตายด้วยตนเองโดยการทิ้งน้ำหนักตัวลงมาจากที่สูง น้ำหนักของร่างกายจะดึงรั้งบ่วงเชือกให้เลื่อนขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุดใต้คาง รอยรัดของเชือกจะต้องเฉียงขึ้นเป็มุมแหลมคล้ายรูปตัววีมุ่งหน้าไปยังปมเชือกที่อยู่ด้านหลังใบหูหรือท้ายทอย และบริเวณใต้ปมเชือกมักจะไม่มีรอยกดทับเนื่องจากแรงดึงรั้งขึ้น้า
แต่นี่... รอยรัดกลับเป็แนวนอนตรงดิ่งรอบคอ ความลึกสม่ำเสมอเท่ากันรอบด้าน ไม่มีมุมเฉียงขึ้นสู่้าแม้แต่น้อย!
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสวี่อันใช้นิ้วค่อยๆ คลำตรวจโครงสร้างกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียงและกระดูกโคนลิ้น เขาก็พบรอยแตกหักอันเกิดจากแรงบีบอัดในแนวระนาบอย่างรุนแรง ิับริเวณคอด้านหลังยังมีรอยขูดขีดเป็ปื้นหนา คล้ายกับมีคนใช้มือหรือท่อนแขนกดตรึงศีรษะไว้ในขณะที่เงื่อนเชือกถูกดึงกระชากเข้าหาตัวจากทางด้านหลัง
สวี่อันเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก ความจริงเื้ัการตายของหลินเจิ้งกระจ่างแจ้งในสมองของเขาราวกับภาพวาด
"รองหัวหน้าต้าหนิว" สวี่อันเอ่ยขึ้นพลางหันกลับไปสบตากับมือปราบร่างั์
ต้าหนิวที่กำลังยืนกอดอกตัวสั่นอยู่หน้าประตูสะดุ้งสุดตัว "อะ... อะไรของเ้า สวี่อัน! ตรวจเสร็จแล้วใช่หรือไม่ รีบเขียนรายงานแล้วส่งศพไปให้คนตระกูลหลินเสียที ข้าอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มทนแล้ว!"
"หากท่านรีบส่งศพไปตอนนี้ ท่านก็คงต้องกลายเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดในการปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลแล้วขอรับ" สวี่อันกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเนื้อความกลับหนักแน่นดั่งขุนเขา
"จะ... เ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน!" ต้าหนิวเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า "ท่านนายอำเภอบอกชัดเจนว่าหลินเจิ้งผูกคอตายเอง แล้วจะมีฆาตกรมาจากที่ใดได้เล่า!"
สวี่อันชี้นิ้วไปยังรอยรัดสีม่วงคล้ำบนลำคอของศพอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ท่านลองลืมตาดูให้ดี รอยรัดบนคอของหลินเจิ้งเส้นนี้ พาดผ่านเป็เส้นตรงในแนวนอนขนานกับแนวลูกกระเดือกอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งรอยเฉียงรั้งขึ้นสู่้า หากคนเราผูกคอตายด้วยตนเอง น้ำหนักตัวที่ทิ้งดิ่งลงสู่พื้นจะต้องดึงรั้งเชือกให้เฉียงขึ้นเป็มุมแหลมมุ่งสู่จุดแขวน้าเสมอ แต่นี่รอยรัดกลับแบนราบเป็แนวนอน มีความลึกเท่ากันตลอดทั้งคอ"
สวี่อันเว้นจังหวะ ก้าวเข้าไปใกล้ต้าหนิวอีกหนึ่งก้าว ดวงตาสีเข้มเปล่งประกายคมกริบ
"ร่องรอยเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพียงกรณีเดียวเท่านั้น... นั่นคือมีคนร้ายยืนอยู่ทางด้านหลัง ใช้เชือกหรือแถบผ้ารัดคอของหลินเจิ้งแล้วออกแรงดึงกระชากไปข้างหลังอย่างเหี้ยมโหด บีบหลอดลมจนเหยื่อขาดใจตายคาที่ จากนั้นคนร้ายจึงค่อยนำร่างที่ไร้ิญญาไปผูกโยงไว้กับขื่อ เพื่อจัดฉากสร้างภาพลวงตาว่าเป็การผูกคอตายหนีความผิด!"
คำพูดที่หนักแน่นและข้อเท็จจริงอันไร้ช่องโหว่ ทำเอาต้าหนิวอ้าปากค้าง ขนแขนลุกชันไปทั่วร่าง แววตาของมือปราบร่างั์เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวาอย่างถึงที่สุด!
ต้าหนิวกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก ร่างั์ที่สูงตระหง่านดุจหมีป่าพลันซวนเซถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้ากับขอบชั้นวางโลงศพไม้เก่าจนฝุ่นผงร่วงกราว ใบหน้ากลมแป้นที่เคยมันย่องแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือด สองขาใหญ่โตสั่นพั่บๆ ราวกับลูกนกตกน้ำ
"ฆะ... ฆาตกรรมอำพรางรึ!" ต้าหนิวละล่ำละลัก เสียงสั่นพร่าจนแทบจับใจความไม่ได้ "เ้า... เ้าอย่ามาหลอกให้ข้าหัวใจวายนะสวี่อัน! หากเื่นี้เป็ฝีมือคนร้ายจริง แล้วมันจะเป็ใครไปได้เล่า! หลินเจิ้งเป็เพียงคนเฝ้าสุสานแก่ๆ คนหนึ่ง จะมีใครยอมเสี่ยงคอหลุดจากบ่ามาลอบสังหารเขากัน! อีกอย่าง หากข้ากลับไปรายงานท่านนายอำเภอว่าเป็การฆาตกรรมโดยไม่มีหลักฐานมัดแน่น มีหวังข้าได้ถูกโบยจนก้นลายแล้วปลดไปเป็ภารโรงกวาดลานที่ว่าการแน่ๆ!"
สวี่อันมองดูไอหมอกสีเทาหม่นที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของต้าหนิวอย่างหนาแน่น ไอแห่งความกลัวนี้แผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบตัวเย็นะเืลงไปอีกระดับ เตาหลอมิญญาสัปเหร่อในห้วงจิตของเขาสั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังตอบรับหยาดน้ำค้างกลางทะเลทราย ทว่าสวี่อันยังไม่คิดจะดูดกลืนมันในทันที เพราะความกลัวอันบริสุทธิ์ของต้าหนิวยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็เครื่องมือชั้นยอดในการขับเคลื่อนแผนการของเขาได้
แววตาของสวี่อันทอประกายเ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอกเฒ่า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างใจเย็น เขาก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหารองหัวหน้ามือปราบร่างั์ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นแฝงไปด้วยแรงดึงดูดและมนต์สะกดอันยากจะต้านทาน
"ท่านรองหัวหน้าต้าหนิว ท่านกำลังกลัวสิ่งใดกันแน่ ระหว่างความตายของคนแก่คนหนึ่ง กับอนาคตในหน้าที่การงานของท่านเอง?"
ต้าหนิวชะงัก ช้อนสายตาหวาดระแวงขึ้นมอง "เ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ท่านลองตรองดูให้ถี่ถ้วนเถิด" สวี่อันเอ่ยพลางชี้นิ้วไปยังร่างบนโต๊ะหิน "หากท่านปิดคดีนี้ว่าเป็เพียงการผูกคอตายธรรมดา ท่านจะได้อะไรกลับไปบ้าง? ท่านนายอำเภอก็เพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ตระกูลหลินก็นำศพไปฝัง แล้วเื่ราวก็เลือนหายไปตามสายลม ท่านก็ยังคงเป็เพียง 'รองหัวหน้ามือปราบต้าหนิว' ผู้คอยวิ่งเต้นตามคำสั่ง ทำงานหนักสายตัวแทบขาดแต่ไม่เคยมีผลงานโดดเด่นเข้าตาเบื้องบนแม้แต่ครั้งเดียว"
คำพูดของสวี่อันทิ่มแทงเข้ากลางใจดำของต้าหนิวอย่างจัง รองหัวหน้ามือปราบกะพริบตาปริบๆ เริ่มคล้อยตามคำล่อลวง
"แต่หากเป็ทางกลับกันเล่า..." สวี่อันเว้นจังหวะ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความหวัง "หากคดีนี้คือคดีฆาตกรรมอำพรางะเืขวัญ และพวกเราสองคนร่วมมือกันขุดคุ้ยเงื่อนงำ ลากคอฆาตกรตัวจริงที่กล้าลงมือในเขตอำเภอผิงอันออกมารับโทษทัณฑ์ได้สำเร็จ! ผลงานชิ้นโบแดงะเืเลื่อนลั่นนี้จะตกเป็ของใครเล่า? มิใช่ท่านรองหัวหน้าต้าหนิวหรอกหรือ?"
สวี่อันก้าวเข้าไปตบไหล่หนาของต้าหนิวเบาๆ ส่งสายตาจริงจังที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
"ตำแหน่งหัวหน้ามือปราบประจำที่ว่าการอำเภอผิงอันที่ว่างเว้นมานานนับปี... หากมิใช่ตกเป็ของท่านผู้มีผลงานไขคดีใหญ่เช่นนี้ แล้วยังจะมีผู้ใดในใต้หล้ากล้าแย่งชิงไปจากมือท่านได้อีก! ถึงเวลานั้น เบี้ยหวัดเงินเดือนจะเพิ่มพูนเพียงใด เหล่ามือปราบรุ่นน้องจะต้องก้มกราบคารวะท่านด้วยความเคารพยำเกรงเพียงไหน ท่านมิอยากััเกียรติยศเช่นนั้นบ้างหรือขอรับ?"
ดวงตาที่เคยหม่นหมองและตื่นตระหนกของต้าหนิวพลันเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ประกายแห่งความโลภและความทะเยอทะยานที่ซ่อนลึกอยู่ในใจถูกจุดปะทุขึ้นราวกับเปลวเพลิงต้องน้ำมัน!
ภาพฝันอันหอมหวานแล่นเข้ามาในหัว ภาพที่ตนเองสวมชุดเครื่องแบบหัวหน้ามือปราบปักลายพยัคฆ์ เดินกร่างอยู่กลางตลาดโดยมีชาวบ้านคอยโค้งคำนับ นึกถึงอาหารเลิศรสและสุราหมักชั้นดีที่เ้าของเหลาสุราต้องนำมาบรรณาการถึงหน้าประตู!
"หัวหน้ามือปราบ... เก้าอี้หัวหน้ามือปราบงั้นรึ!" ต้าหนิวกลืนน้ำลายดังเอื๊อก อกหนากว้างพองโตขึ้นมาทันที ความหวาดกลัวที่มีต่อศพเมื่อครู่ถูกความโลภบดขยี้จนแทบไม่เหลือหลอ เขายกมือใหญ่โตขึ้นตบขาตัวเองฉาดใหญ่จนเกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วห้องเก็บศพ
"มารดามันเถอะ! เ้าหนุ่มสวี่อัน เ้าพูดได้ถูกต้องที่สุด! ข้าต้าหนิวเป็ถึงรองหัวหน้ามือปราบผู้เก่งกล้าสามารถ ลุยน้ำลุยไฟมานับครั้งไม่ถ้วน มีหรือจะยอมให้ไอ้ฆาตกรชั่วช้ามาลูบคมที่ว่าการอำเภอผิงอันของพวกเราได้!" ต้าหนิวยืดอกขึ้นอย่างฮึกเหิม วางท่าทางขึงขังดุดัน "ว่ามาเลยน้องชาย! มีสิ่งใดที่ข้าต้องทำบ้าง เ้าบอกข้ามาได้ทันที ต่อแต่นี้ไป ข้าต้าหนิวจะเป็ผู้คุ้มกันและผู้ช่วยให้เ้าเอง ใครกล้าแตะต้องเ้า ข้าจะฟันมันให้ขาดสองท่อน!"
สวี่อันลอบเหยียดยิ้มในใจอย่างสมเพชเวทนา 'เ้าหมีโง่เอ๋ย หลอกง่ายดายดั่งที่คิดไว้ไม่มีผิด'
ทว่าภายนอก สวี่อันกลับพยักหน้าด้วยความชื่นชม "ยอดเยี่ยมมากขอรับท่านพี่ต้าหนิว เช่นนั้นพวกเรามาลงมือสืบหาหลักฐานชิ้นต่อไปกันเถอะ"
สวี่อันหันกลับมาให้ความสนใจกับร่างไร้ิญญาของหลินเจิ้งอีกครั้ง ในฐานะแพทย์นิติเวช เขารู้ดีว่าก่อนที่เหยื่อจะขาดใจตายจากการถูกรัดคอ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์จะทำให้เกิดการดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงที่สุด มือของเหยื่อจะต้องพยายามปัดป้อง ดึงรั้งเชือก หรือไม่ก็ข่วนตะกุยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวหรือร่างกายของคนร้าย
สวี่อันหยิบแหนบเหล็กปลายแหลมและแท่งไม้ไผ่เหลาเกลาจนสะอาดออกมาจากกล่องไม้ข้างเตียง เขาประคองมือขวาอันแข็งเกร็งและเย็นเฉียบของหลินเจิ้งขึ้นมาเพ่งมองภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันปลา
ปลายนิ้วมือของผู้ตายหงิกงอ มีรอยฟกช้ำแตกหักของเล็บบางนิ้วอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสวี่อันใช้แหนบค่อยๆ สะกิดตรวจดูใต้ซอกเล็บ เขาก็พบสิ่งที่ทำให้สายตาของเขาต้องหรี่แคบลง
ใต้ซอกเล็บทั้งห้านิ้ว มีเศษเนื้อเยื่อและเศษดินสีดำสนิทอัดแน่นฝังลึกอยู่!
"นี่มัน..." สวี่อันใช้แหนบคีบเศษดินสีดำก้อนเล็กๆ นั้นขึ้นมาวางบนแผ่นกระเบื้องขาว แล้วขยับเข้าไปดมกลิ่นใกล้ๆ
กลิ่นที่โชยออกมามิใช่กลิ่นโคลนตมหรือดินทรายตามทางเดินทั่วไปในอำเภอผิงอัน แต่มันเป็กลิ่นดินที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นสาบสนิมเหล็ก กลิ่นเถ้ากระดูกแห้งกรัง และกลิ่นอายความเย็นเยียบที่เสียดแทงจิติญญา
นั่นคือกลิ่นอายไอหยินอันเข้มข้นผิดธรรมชาติ!
"ดินชนิดนี้..." สวี่อันพึมพำ วิเคราะห์ตามหลักการ "มีส่วนผสมของแร่ธาตุโลหะหนักและกำมะถันในปริมาณสูง ผสานกับความชื้นใต้ดินลึกที่ถูกปิดทับมานานนับร้อยปี ในเขตอำเภอผิงอันแห่งนี้ มีสถานที่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีสภาพชั้นดินเช่นนี้ได้"
"สุสานบรรพชนตระกูลหลิน!" ต้าหนิวที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูรีบโพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น "ข้าจำได้! สุสานบรรพชนของพวกมันตั้งอยู่บนเนินเขาหินดำหลังเมือง ดินแถบนั้นมีสีดำมะเมื่อมและมีกลิ่นเหม็นอับแปลกๆ เช่นนี้ไม่มีผิด!"
"ถูกต้อง" สวี่อันกล่าวเสียงขรึม "และรอยขูดขีดใต้ซอกเล็บนี้ บ่งชี้ว่าหลินเจิ้งไม่ได้ถูกฆ่าในกระท่อมเฝ้าสุสาน แต่เขาถูกทำร้ายหรือพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดมาจากภายในบริเวณสุสานบรรพชนตระกูลหลิน ก่อนที่จะถูกนำร่างมาแขวนอำพรางไว้ในกระท่อม... คนร้าย้าบางสิ่งบางอย่างจากตัวเขา หรือไม่ก็้าปิดปากเขาเพื่อมิให้ความลับในสุสานรั่วไหล"
วูบ!
ทันใดนั้นเอง ลมกรรโชกอันเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลกพลันพัดกรูเข้ามาในห้องเก็บศพอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
เปลวไฟบนตะเกียงน้ำมันปลาไหววูบจนกลายเป็สีเขียวอมฟ้า อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็ไอควันสีขาวพวยพุ่งออกจากปากยามหายใจ
ต้าหนิวสะดุ้งสุดตัว ขนลุกซู่ั้แ่หัวจรดเท้า คว้าแขนเสื้อของสวี่อันไว้แน่น ปากสั่นงันงก "ผะ... ผีหลอก! ผีหลอกกลางวันแสกๆ เอ๊ย กลางดึกแล้วสวี่อัน!"
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง ควันสีขาวหม่นหมองค่อยๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาจากร่างไร้ิญญาบนโต๊ะหิน ม้วนตัวรวมกันเป็กลุ่มก้อนอย่างช้าๆ ก่อนจะก่อร่างกลายเป็เงาร่างโปร่งแสงของชายชรา ใบหน้าและเครื่องแต่งกายเหมือนกับหลินเจิ้งทุกประการ!
ดวงิญญาของหลินเจิ้งลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือร่างเนื้อ ดวงตาที่เคยไร้แววบัดนี้กลับทอประกายแจ่มชัด จ้องมองตรงมายังสวี่อัน
ต้าหนิวตาเหลือกค้าง แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น มือไม้ปัดป่ายพยายามจะมุดหัวเข้าไปใต้โต๊ะชันสูตร ปากก็สวดมนต์ไหว้พระมั่วซั่วไปหมด ส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอด้วยความขลาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
ทว่าสวี่อันกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง แววตาของเขาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น ชาติก่อนเขาอยู่กับซากศพมาทั้งชีวิต ชาตินี้มีเตาหลอมิญญาคอยค้ำจุน มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวิญญาตรงหน้าเล่า
ิญญาของหลินเจิ้งมิได้มีไอสังหารหรือความเคียดแค้นมุ่งร้ายต่อสวี่อัน ตรงกันข้าม ใบหน้าของิญญาเฒ่ากลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและโล่งใจอย่างหาที่สุดมิได้
ร่างโปร่งแสงนั้นค่อยๆ คุกเข่าลงกลางอากาศ ก้มศีรษะคารวะสวี่อันอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณท่านสัปเหร่อ..." เสียงกระซิบแ่เบาดังก้องกังวานในจิตใจของสวี่อันโดยตรง "ขอบพระคุณที่ท่านช่วยเปิดเผยความจริง... มิปล่อยให้ข้าต้องตายไปพร้อมกับมลทินการปลิดชีพตนเอง..."
สิ้นคำกล่าวนั้น ร่างิญญาของหลินเจิ้งพลันเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจรัสสว่างไสวไปทั่วทั้งห้องเก็บศพ ละอองแสงสีทองนับพันนับหมื่นจุดหมุนวนเป็เกลียวคลื่นอันอบอุ่นและบริสุทธิ์ พุ่งตรงเข้าสู่ทรวงอกของสวี่อันอย่างรวดเร็ว!
ตูม!
เสียงะเิดังก้องขึ้นในห้วงจิติญญาของสวี่อัน!
เตาหลอมิญญาสัปเหร่อแปดเหลี่ยมโบราณที่เคยเงียบสงบพลันหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่ง ละอองแสงสีทองแห่งความซาบซึ้งถูกดูดกลืนเข้าไปในปากเตาักลืนตะวัน เปลวเพลิงสีทองสว่างวาบลุกโชนขึ้นมา เผาผลาญและกลั่นกรองพลังงานชีวิตอันไร้ขีดจำกัดไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจรทั่วร่างของเขา!
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ขับไล่ความหนาวเหน็บและอาการอ่อนล้าจนหมดสิ้น
'หลอมกลั่นแสงสีทองแห่งความซาบซึ้งสำเร็จ!' เสียงลึกลับโบราณดังกึกก้องในหัว 'ปลดล็อกเตาหลอมิญญาสัปเหร่อขั้นต้น! ปราณชีวิตได้รับการฟื้นฟู อายุขัยคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็เจ็ดวัน!'
สวี่อันรีบก้มลงมองหลังมือขวาของตนเองทันที
จุดแสงสีเทาหม่นสามจุดที่เคยริบหรี่ บัดนี้ถูกชะล้างและแทนที่ด้วยจุดแสงสีทองสุกสกาวเจ็ดจุด เรียงร้อยต่อกันเป็รูปกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ เปล่งแสงเรืองรองอย่างมั่นคงและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต!
จากสามวัน... กลายเป็เจ็ดวันแล้ว!
สวี่อันลอบกำหมัดแน่นด้วยความยินดี แผนการของเขาถูกต้อง เตาหลอมิญญาสัปเหร่อนี้ทำงานได้จริง และความยุติธรรมที่เขามอบให้แก่คนตายคือหนทางรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้
ทว่าก่อนที่ร่างิญญาของหลินเจิ้งจะเลือนรางและแตกสลายไปสู่ปรโลก ใบหน้าของิญญาเฒ่าพลันแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกและหวาดผวาอย่างยิ่งยวด ดวงิญญาเอื้อมมืออันสั่นเทาคว้าจับอากาศตรงหน้าสวี่อัน พยายามเค้นเสียงเตือนครั้งสุดท้ายออกมาสุดกำลัง
"ท่านสัปเหร่อ... โปรดระวังตัวให้จงหนัก! ผู้ที่ลงมือสังหารข้า... คือคนของ 'นิกายบัวโลหิต'!"
น้ำเสียงของิญญาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว "พวกมันบุกรุกเข้ามาในสุสานบรรพชน... ทรมานบีบคั้นข้าเพื่อตามล่าหา 'ตราดาราเปิดสุสาน'! พวกมัน้าเปิดผนึกโลงศิลาโบราณเพื่อปลุกสิ่งชั่วร้าย... พวกมันรู้แล้วว่าข้าซ่อนเบาะแสไว้... พวกมันจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมีชีวิตรอด..."
วาบ!
สิ้นประโยคเตือนอันน่าสะพรึงกลัว ร่างิญญาของหลินเจิ้งก็แตกกระจายกลายเป็ละอองควันสีขาว แล้วสลายหายไปในอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งและความหนาวเหน็บที่ยังคงเกาะกุมอยู่ในห้อง
"นิกายบัวโลหิต... ตราดาราเปิดสุสานงั้นรึ..."
สวี่อันทวนคำเ่าั้ในใจอย่างเคร่งเครียด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น นิกายบัวโลหิตเป็ชื่อของลัทธิมารนอกรีตที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่และโเี้ที่สุดในแผ่นดิน การที่พวกมันยอมลงมือสังหารคนเพื่อแย่งชิงตราดาราเปิดสุสาน แสดงว่าภายในสุสานบรรพชนตระกูลหลินจะต้องซุกซ่อนความลับระดับะเืฟ้าดินเอาไว้เป็แน่
และที่สำคัญที่สุด... ตอนนี้เขากับต้าหนิวได้ก้าวเข้ามาพัวพันกับแผนการร้ายของพวกมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว!
"ฮะ... หายไปแล้วรึ? ผีไปแล้วใช่หรือไม่?"
เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากใต้โต๊ะชันสูตร ต้าหนิวค่อยๆ โผล่หัวโตๆ ออกมา มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกลับคืนสู่ความสงบแล้ว มือปราบร่างั์จึงค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าพลางหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ
"ฮ่าๆๆ! ข้า... ข้าเพียงแค่ก้มลงไปตรวจดูใต้โต๊ะเท่านั้นว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ หาได้กลัวผีสางอันใดไม่! เ้าหนุ่มสวี่อัน เ้าไม่ต้องใไป มีพี่ใหญ่อย่างข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน!"
สวี่อันเหลือบมองต้าหนิวด้วยสายตาเอือมระอา แต่ก็คร้านจะฉีกหน้าเ้าคนขี้ขลาด เขาเริ่มลงมือเก็บรวบรวมเครื่องมือชันสูตร แหนบเหล็ก เข็มเงิน และขวดกระเบื้องเคลือบลงในกล่องไม้ พร้อมกับจัดแจงเตรียมกระดาษและหมึกเพื่อบันทึกข้อเท็จจริงทั้งหมด
"ท่านพี่ต้าหนิว เลิกเล่นละครแล้วเตรียมตัวให้พร้อมเถิด คดีนี้มิใช่เื่ล้อเล่นแล้ว" สวี่อันกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกเราต้องรีบรายงานเื่นี้ต่อท่านนายอำเภอ และวางกำลังคุ้มกันห้องเก็บศพโดยเร็วที่สุด เพราะพยานปากเอกและหลักฐานสำคัญอยู่ที่นี่..."
กึก! กึก! กึก!
ทว่ายังไม่ทันที่สวี่อันจะกล่าวจบประโยค เสียงสั่นะเือันผิดปกติก็ดังกึกก้องขึ้นมาจากมุมมืดด้านในสุดของห้องเก็บศพ!
โต๊ะไม้ตัวเก่าที่วางอยู่มุมห้องเกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง สิ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนั้นไม่ใช่สิ่งของธรรมดา แต่เป็ 'ร่มกระดาษน้ำมันสีแดง' คันหนึ่งที่วางพิงฝาผนังเอาไว้มาเนิ่นนาน ตัวร่มทำจากกระดาษสาลงน้ำมันสีแดงสดดั่งโลหิต ลวดลายบนร่มเป็ภาพดอกท้อที่เหี่ยวเฉาแห้งกรัง
บัดนี้ ร่มกระดาษน้ำมันสีแดงคันนั้นกำลังสั่นกระตุกอย่างบ้าคลั่ง ด้ามร่มไม้ไผ่กระทบกับผนังห้องจนเกิดเสียงดังสนั่น!
ฟู่... ฟู่...
ไอหมอกสีชาดเข้มข้นปานเืสดพวยพุ่งทะลักออกมาจากใต้ร่ม แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นห้องอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ปะปนกับกลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วทิศทาง ลมกรรโชกหมุนวนพาเอาเศษกระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อน
"คิกๆๆ... ฮ่าๆๆ..."
เสียงหัวเราะหวานใสทว่าเย็นเยียบเสียดแทงกระดูกของสตรีดังก้องสะท้อนไปมาในห้องเก็บศพ บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งสองจนแก้วหูแทบปริแตก!
ควันสีชาดหมุนวนรวมตัวกันเหนือโต๊ะไม้ ปรากฏเป็ร่างของสตรีสาวในชุดกระโปรงยาวสีแดงสด ผิวพรรณของนางขาวซีดดุจหิมะ ริมฝีปากแดงก่ำราวกับเพิ่งดื่มกินโลหิตสดๆ เส้นผมดำขลับยาวสยายทิ้งตัวลงมาจรดพื้น นางนั่งห้อยขาอยู่บนอากาศ แขนข้างหนึ่งถือร่มกระดาษน้ำมันสีแดงคันนั้นไว้ ดวงตากลมโตสีนิลวาววับจ้องมองตรงมายังสวี่อันด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นชวนขนหัวลุก!
นางคือ 'ไป๋ลู่' ผีสาวชุดแดงผู้สถิตอยู่ในร่มกระดาษน้ำมันสีแดงประจำห้องเก็บศพแห่งนี้มาเนิ่นนาน!
ต้าหนิวแหกปากร้องลั่น "อ๊ากกก! ผีชุดแดง! คราวนี้ผีชุดแดงมาจริงๆ แล้วแม่จ๋าช่วยลูกด้วย!" ร่างั์ของรองหัวหน้ามือปราบแทบจะะโเกาะหลังสวี่อัน ตัวสั่นเทิ้มจนฟันกระทบกันรัวเร็ว
ไป๋ลู่ปรายตามองต้าหนิวด้วยความเหยียดหยาม ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองสวี่อัน มุมปากฉีกยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันขาววับ
"เ้าหนุ่มสัปเหร่อ..." เสียงหวานเย็นะเืเอ่ยขึ้น ชวนให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ "นานทีปีหนจะมีคนฉลาดและมีกลิ่นอายิญญาน่าสนใจเช่นเ้าเข้ามาอยู่ในห้องเก็บศพนี้แท้ๆ... แต่ไฉนเ้าถึงได้ลืมเลือนสัญญาเสียเล่า? เ้าบอกว่าจะจุดธูปหอมเซ่นไหว้ข้าทุกวันพระ แล้วธูปหอมิญญาของข้าอยู่ที่ใดกัน?!"
สวี่อันสูดลมหายใจลึก ลอบตั้งสติ ประสานสายตากับผีสาวชุดแดงโดยไม่หลบเลี่ยง เขากำลังจะเอ่ยปากเจรจา ทว่ารอยยิ้มหยอกเย้าของไป๋ลู่พลันเลือนหายไปในชั่วพริบตา!
ใบหน้าขาวซีดของนางเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด ดวงตาสีนิลเบิกกว้าง จ้องมองเขม็งทะลุบานประตูไม้ของห้องเก็บศพออกไปสู่ความมืดมิดภายนอก
"แต่ดูเหมือนว่า... เ้าคงจะไม่มีโอกาสได้จุดธูปหอมให้ข้าเสียแล้วล่ะ เ้าหนุ่มสัปเหร่อ" ไป๋ลู่หรี่ตาลง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็เ็าและตื่นตระหนกอย่างแท้จริง
"หมายความว่าอย่างไร?!" สวี่อันถามเสียงเข้ม ััได้ถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ไป๋ลู่เหยียดยิ้มเย็น แววตาสะท้อนไอสังหาร
"เงามืดแห่งนิกายบัวโลหิตตามกลิ่นไอหยินมาถึงที่นี่แล้ว... พวกมันส่งมือสังหารระดับพระกาฬมาปิดปากพยานทุกคนในห้องนี้... และตอนนี้นักฆ่าของพวกมันก็มายืนจ่ออยู่หน้าประตูห้องเก็บศพแล้วในเสี้ยววินาทีนี้!"
ตึง!
สิ้นเสียงของไป๋ลู่ เสียงลงน้ำหนักฝีเท้าที่หนักแน่นและเงียบเชียบทว่าเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารมหาศาล ก็หยุดลงที่หน้าบานประตูไม้ของห้องเก็บศพพอดิบพอดี เงาร่างสีดำทมิฬทอดยาวทาบทับลงบนรอยแยกของบานประตู พร้อมกับกลิ่นไอโลหิตที่โชยลอดเข้ามาอย่างรุนแรง!
***