่เวลาวัยนั้น ฤดูร้อนเป็ฤดูที่ผมเบื่อที่สุดและมันมักจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสมอ บ้านผมไม่มีแอร์อย่างคนบ้านรวย พัดลมในบ้านก็มีแค่สองตัว ซึ่งถูกจับจองโดยย่าและน้องไปเรียบร้อย ผมต้องนอนหลับไปทั้งเหงื่อเยิ้มแทบทุกคืน ส่วนพ่อนั้นถ้านอนไม่ไหวก็จะกางมุ้งนอนบนแคร่ใต้ต้นเงาะหน้าบ้าน
ความโชคดีในหน้าร้อนอยู่ที่โรงเรียน เพราะผมชอบที่จะได้เห็นนุ่นล้างหน้าแล้วกลับเข้ามานั่งเรียนทั้งที่หน้ายังเปียกอยู่แบบนั้น ไรผมด้านหน้าที่แนบไปกับผิวมันทำให้นุ่นดูเท่และดึงดูดความสนใจของผมมากทีเดียว นุ่นจะล้างหน้าหลังเข้าแถวเสร็จ ล้างหน้าหลังกินข้าวเที่ยง และตอนบ่าย บางทีตอนนั่งเรียนอยู่ นุ่นก็จะใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่ผุดอยู่ตามไรผม ผมมองได้ไม่มีเบื่อ
“งานที่สั่งไป ส่งก่อนวันสอบปลายภาคนะ”
ครูไพลินบอกก่อนจะจบชั่วโมงเรียน พอได้ยินอย่างนั้น ผมถึงนึกขึ้นได้ว่าใกล้สอบแล้วและจะต้องปิดเทอม ปิดเทอมปลายภาคยาวนานซะด้วย ผมจะไม่ได้มาโรงเรียนเกือบตั้งสองเดือน ไม่ใช่สิ พูดให้ถูกคือผมจะไม่ได้เจอนุ่นตลอดปิดเทอมต่างหาก แค่คิดผมก็อยากจะร้องไห้
“นุ่น วันเสาร์นี้มาบ้านเราไหม แล้วไปเล่นน้ำคลองกัน”
“ไม่รู้พ่อว่างไหม”
“ไหนว่าจะซื้อจักรยาน ยังไม่ซื้อเหรอ”
“ยัง ถ้าเทอมนี้ได้เกรดสี่หมด ถึงจะได้”
“นุ่นจะซื้อจักรยานเหรอ” ผมถามบ้างเพราะอยากคุยกับนุ่น
“ใช่”
“ซื้อแบบไหนเหรอ”
“ยังไม่รู้”
นุ่นพูดพลางเงยหน้าสบตากับผมแบบตรง ๆ จนผมทำตัวไม่ค่อยถูก เราเรียนด้วยกันั้แ่อนุบาลก็จริงแต่นุ่นไม่เคยคุยหรือเล่นจริงจังกับผมเลย เพราะผมเคยอยู่ในแก๊งเด็กผู้ชายที่ชอบก่อกวนนุ่นตอนอนุบาล ผมคิดว่านั่นเป็เหตุผลที่ทำให้เวลาผมชวนคุย นุ่นก็จะไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ แต่การสบตาครั้งนั้นแหละ ที่ผมสัญญากับตัวเองแน่วแน่ว่าผมจะต้องสนิทกับนุ่นมากกว่านี้ให้ได้
พอวันต่อมา ผมจึงเตรียมแผนการตีสนิทมาอย่างดี ผมมาถึงโรงเรียนโดยฮัมเพลงอยู่ตลอดทาง ถึงแม้ก่อนจะออกมาจากบ้าน อาการเมาค้างของพ่อจะทำให้ผมหงุดหงิดก็เถอะ ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่เพิงกับไอ้หนึ่งสองคน จนกระทั่งนักเรียนมากันเต็มทั้งห้องแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของนุ่น ผมเริ่มหยุดฮัมเพลงและเริ่มร้อนใจ จนกระทั่งประมาณแปดโมง ตอนที่เข้าแถวเคารพธงชาติอยู่ ผมก็เห็นพ่อของนุ่นขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาในโรงเรียน แล้วเดินตรงเข้าไปหาครูไพลินซึ่งยืนดูแลนักเรียนอยู่ข้างสนาม ผมไม่รู้ว่าพ่อของนุ่นพูดว่าอะไร แต่ครูไพลินพยักหน้าสองสามที แล้วพ่อของนุ่นก็ขับรถออกไป ผมมารู้เื่อีกทีตอนที่ครูไพลินเข้ามาสอนวิชาภาษาไทยในชั่วโมงที่สองว่านุ่นไม่สบาย ผมยังไม่เป็กังวลมากเท่าไหร่เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ก็คงได้เจอ อดทนเพียงแค่วันเดียว ผมจะต้องเริ่มแผนการสนิทกับนุ่นในวันต่อไปให้ได้
พอเลิกเรียน ผมกลับบ้านไปโดยเลิกฮัมเพลงแล้วและยิ่งหงุดหงิดเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วเห็นพ่อกับลุงข้างบ้านเริ่มตั้งวงดื่มกันอยู่ ผมหนีไม่พ้นต้องออกไปซื้อน้ำแข็งให้อีกตามเคย ก็ดีเหมือนกัน ผมคิดแบบนั้น ผมจะได้วิ่งไปตามทางแล้วถ้าอยากร้องไห้ ผมก็จะร้องเลย ตอนแรกผมคิดว่าการไม่เจอนุ่นที่โรงเรียนแค่วันเดียว ผมคงไม่เป็ไรแต่จริง ๆ แล้วผมเศร้ามาก พอได้จังหวะที่พ่อใช้ให้ผมไปซื้อน้ำแข็ง ผมเลยเริ่มวิ่ง วิ่ง และเริ่มะโ “คิดถึงนุ่น” ผมะโออกไปโดยไม่สนใจว่าจะมีใครได้ยินไหม จริง ๆ แล้วผมมีน้ำตาออกมาด้วย แต่เพราะไม่อยากเป็ผู้ชายขี้แยในอนาคต ผมเลยรีบเช็ดน้ำตาออก ต้องฝึกความอดทนเอาไว้ั้แ่ยังเป็เด็ก ในใจก็คิดว่าจะร้องไห้ทำไม เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็จะได้เจอนุ่นแล้ว
พอคิดได้อย่างนั้น ผมก็รีบวิ่งเร็วกว่าเดิม พอกลับถึงบ้านก็อาบน้ำแล้วรีบเข้าห้อง ผมอยากนอนเสียเลยั้แ่ตะวันยังไม่ตกดินเพราะอยากให้เช้าเร็ว ๆ แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะพอผมหลับไปได้ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องตื่นมาตอนสามทุ่มเพราะย่าเรียกให้ไปดูพ่อซึ่งเมาหลับอยู่ที่แคร่
“ไปดูหน่อยไป ถ้าไม่ตื่นมา ก็เอาผ้าห่มกับหมอนไปคลุมให้มันนอนตรงนั้นแหละ”
“ต้องเอามุ้งไปกางไหม” ผมถามย่าด้วยเสียงงัวเงีย
“ไม่ต้อง ถ้ายุงจะหามก็ให้มันหามไปเลยยิ่งดี”
ผมรู้ว่าย่าเองก็เบื่อลูกชายของย่าคนนี้เต็มแก่แล้ว ย่าเองก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเหมือนกันเวลาที่พ่อเมาแล้วเดินเข้ามาในบ้าน พ่อทำของตกแตกบ้าง นั่งบ่นโน่นบ่นนี่บ้าง พูดจาไปเรื่อยตามประสาคนเมา แต่เื่ที่พ่อพูด มันกลับเป็เื่ที่ไปทิ่มแทงทั้งหัวใจของย่าและหัวใจของผมเป็ประจำ
ผมไม่มีเพลงจะฮัมอีกแล้วในเช้าวันต่อมาและคิดว่าคงไม่มีอีกต่อไป นุ่นไม่ได้มาโรงเรียน บัวบอกว่านุ่นต้องนอนโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือเพราะปวดท้องมาก
“ปวดท้องเพราะอะไร” ผมถามเซ้าซี้
“ไม่กินข้าว”
“อะไรไม่กินข้าว ก็เห็นว่ากินอยู่”
“แม่เราไปถามแม่นุ่น แม่นุ่นบอกว่ากินข้าวไม่ตรงเวลา เลยปวดท้อง”
“ต้องอยู่โรงพยาบาลอีกนานเหรอ”
“ไม่รู้ ตอนนี้นุ่นยังปวดอยู่ อ้วกด้วย กินข้าวไม่ได้ กินแล้วก็อ้วก วันนี้แม่เราก็ไปเยี่ยมอีก”
“จริงเหรอ”
“ทำไม ถามอยู่ได้ ไม่ไปดูเองล่ะ”
“ดูที่ไหน โรงพยาบาลเหรอ ใครจะพาไป”
“อยากไปก็ไปเองเลยสิ”
ผมถอนหายใจ บัวพูดไปเรื่อยของบัว ผมจะไปได้ยังไง ไม่มีใครพาไป ผมไม่มีแม่ที่สนิทกับแม่นุ่นแบบบัวนี่ อันที่จริงผมไม่มีแม่ด้วยซ้ำ
…........................
โรงเรียนไม่มีอะไรน่าสนใจอีกหลังจากนุ่นหยุดเรียนไปสามวัน พอเข้าวันที่สี่ ผมก็รู้สึกเหมือนคนจะขาดใจตาย ผมไม่อยากไปโรงเรียนอีก ถ้าจะให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อ ผมต้องได้เจอนุ่นบ้างและเพราะความคิดนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้ผมลงมือทำอะไรบางอย่าง
เย็นวันนั้น ผมตัดสินใจจะไปเยี่ยมนุ่นที่โรงพยาบาล ผมรู้ว่าโรงพยาบาลอยู่ที่ไหนและผมวางแผนมาแล้วตลอดทั้งวันตอนที่นั่งเรียน ผมกลับบ้านและบอกย่าว่าผมจะไปบ้านไอ้หนึ่ง กลับค่ำ ๆ ย่าบ่นนิดหน่อย แต่ผมไม่อยู่ฟังต่อ บ้านไอ้หนึ่งอยู่ตรงหน้าปากซอย เยื้อง ๆ ทางเข้าวัด ซึ่งใกล้บ้านผมมาก ผมแค่เดินออกจากถนนลูกรังเส้นนี้ไป เลี้ยวขวาอีกนิดก็ถึงบ้านไอ้หนึ่งแล้ว เพื่อนผมคนนี้แหละที่รู้แผนการของผมและตั้งใจจะช่วยผม มันมีจักรยานและวันนั้นมันอยู่บ้านคนเดียว เราขี่จักรยานออกไปสู่ถนนหน้าหมู่บ้านอย่างมีพลัง เราผลัดกันเมื่ออีกคนเหนื่อย ซึ่งผมอึดกว่าและไม่ย่อท้อ พอพ้นถนนหน้าหมู่บ้านก็เข้าสู่ถนนใหญ่เส้นหลัก นี่แหละของจริง !
“รถเยอะจังแฮะ” ไอ้หนึ่งเสียงเริ่มสั่น
“กลัวเหรอ”
แน่นอนไอ้หนึ่งไม่ตอบว่ากลัวหรอก ผมรู้
“กลัวทำไม ง่าย ๆ”
“เราไปทางลัดกันก็ได้นะ”
“มึงรู้เหรอ”
ผมพยักหน้า จากนั้นผมจึงเป็คนปั่นให้มันนั่งตลอดทาง เพราะมันมาเพื่อช่วยผม ผมจึงไม่อยากเอาเปรียบมันมากเกินไป ผมรู้ทางลัดเพราะพ่อพามาบ่อย ๆ เวลาต้องไปซื้อของที่ตลาด พ่อไม่ออกถนนใหญ่เพราะรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อไม่มีเอกสารอะไรเลยที่จะแสดงว่ารถมอเตอร์ไซค์ถูกกฎหมาย พ่อจึงต้องอ้อมไปใช้ทางที่ผ่านป่ารกครึ้ม ตรงไปเรื่อย ๆ มันก็จะไปโผล่หลังตลาดแทน
“ใช่แน่เหรอทางนี้”
“ใช่สิ กูจำได้”
“มันรกไปไหม กิ่งไม้ฟาดหน้าจนกูเจ็บหมดแล้วเนี่ย”
“มึงก็ก้มหลบเอาสิ”
พอสักพัก เราก็หลุดออกมาสู่ถนนตรงท้ายตลาดจริง ๆ มองไปด้านขวาก็เห็นป้ายบอกทางไปโรงพยาบาล
“นั่นไง” เสียงของผมดีใจแบบผมเองก็ยังฟังออก
“ไป ๆ รีบไปเลยจะมืดแล้ว”
ผมไม่รอช้า รีบปั่นไปตามที่ไอ้หนึ่งสั่งการ พอไปถึงหน้าโรงพยาบาล เราก็ยืนงงกันเพราะไม่รู้ว่านุ่นอยู่ห้องไหน
“เดี๋ยวกูเอง” ไอ้หนึ่งไม่รอให้ผมสงสัย มันเดินไปหาพยาบาลคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินสวนมา
“พี่ครับ รู้ไหมครับว่าคนปวดท้องเขานอนห้องไหน”
“ใครล่ะ ชื่ออะไร คนที่ปวดท้องน่ะ”
“ชื่อนุ่นครับ”
“ชื่อจริงสิ”
ไอ้หนึ่งหันมามองผม ผมเลยรีบเดินเข้าไปยืนข้าง ๆ มัน
“ผมรู้ครับ”
“งั้นก็เดินไปบอกพี่คนนั้น คนที่อยู่ในช่องนั้นนะ” เขาชี้ไปทางช่องเล็ก ๆ ที่เราเพิ่งเดินผ่านมา ผมพยักหน้าและทำตามที่เขาบอก
“คนที่ชื่อ นภัส ปัญญานันท์ อยู่ที่ไหนครับ”
คนในช่องนั้นอมยิ้มก่อนจะก้มลงเปิดสมุดแล้วบอกว่าห้องผู้หญิงรวม ผมไม่รู้ว่าเขาอมยิ้มทำไม
“แล้วห้องผู้หญิงรวมอยู่ที่ไหนครับ”
“เดินไปทางนั้นแหละ แล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไป ประตูแรก”
ผมพยักหน้ารับแล้วกอดคอไอ้หนึ่งเดินไป ประตูเปิดอยู่ ข้างประตูทั้งสองด้านเป็หน้าต่างบานเกร็ดสองช่อง ผมกับไอ้หนึ่งแอบมองทางหน้าต่าง เราแยกกันมองหา
“อยู่นั่น ๆ ”
ผมวิ่งไปทางช่องหน้าต่างที่ไอ้หนึ่งเกาะอยู่ พอมองเข้าไปก็เห็นนุ่นจริง ๆ นุ่นนอนอยู่บนเตียง ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คงจะเป็แม่ นุ่นหลับ มีสายโยงที่มือขึ้นไป้า นี่แหละที่เขาเรียกว่าให้น้ำเกลือ
“เข้าไปไหม” ไอ้หนึ่งถามหน้าซื่อ
“นุ่นหลับ เข้าไปเดี๋ยวตื่น”
“อ้าว มาเยี่ยมก็ต้องปลุก”
“ไม่เอา ๆ เดี๋ยวไม่หาย”
“แล้วจะมาทำไมตั้งไกล ถ้าไม่ได้เข้าไปดู”
“ก็นี่ ยืนดูอยู่นี่ไง”
“โธ่เอ๊ย มองไม่ชัดสักหน่อย”
ไอ้หนึ่งบ่นพึมพำแล้วไปหาที่นั่งใกล้ ๆ ทิ้งให้ผมเกาะกระจกมองนุ่นต่อไป บางทีนุ่นก็ขยับนอนหงายบ้าง นอนตะแคงบ้าง แต่ทุกครั้งที่ขยับ ผมดูออกว่านุ่นคงยังปวดท้องอยู่ มือนุ่นข้างที่มีสายน้ำเกลือวางอยู่บนหน้าท้อง มือตรงนั้นก็คงเจ็บด้วยเพราะนุ่นไม่เปลี่ยนเป็เหยียดแขนหรือวางแขนในท่าอื่นเลย ผมยืนดูนุ่นอยู่นานโดยไม่รู้ตัว
“เฮ้ย มืดมากแล้วนะ”
ผมหันไปมองด้านนอก
“จริงด้วย”
“ไปเหอะ”
ผมเสียดายที่ต้องกลับทั้งที่ยังอยากมองนุ่นต่ออีกหน่อย
“ไป” ไอ้หนึ่งลากแขนผมเดินไปตามทาง
ข้างนอกมืดจนแทบมองจักรยานที่จอดอยู่เดียวดายข้างลานจอดรถไม่เห็น เรายืนคิดกันอยู่ครู่เดียวว่าจะกลับทางไหนดี ไอ้หนึ่งยืนยันว่าจะกลับทางถนนหลักเพราะมันกลัวถ้าต้องผ่านทางลัดนั้นตอนกลางคืน เราจึงไปตามถนนหลัก รถรายังพอมีอยู่บ้าง ถึงแม้จะเป็ชนบทแต่ก็ยังเป็่เวลาที่ผู้คนออกมาซื้อของกินในตลาดกันประปราย พอพ้นตลาดมาเท่านั้นแหละ ก็เหมือนกับพวกเรากำลังเดินทางเข้าสู่ความวังเวง ทางกลับบ้านของเราทั้งมืดและเปลี่ยว ชนบทยิ่งถ้าในเขตหมู่บ้านแล้วละก็ หลังตะวันตกดินแทบไม่มีใครออกจากบ้าน ไฟจักรยานก็ไม่ได้สว่างอย่างที่ใจ้า โชคยังดีที่ไอ้หนึ่งมันฉลาด มันเอาไฟฉายกระบอกสีเงินกระบอกใหญ่พกติดตัวมาด้วย คอยช่วยส่องทางให้ผม ผมพยายามชวนไอ้หนึ่งคุยเพราะไม่อยากให้มันกลัว
“มึงอ่านหนังสือสอบแล้วเหรอ”
“กูไม่เคยอ่านนะ”
“แม่มึงไม่ว่าเหรอถ้าสอบตก”
“ว่า”
“แต่ไม่ตีเหรอ”
“ตี”
“อ้าว แล้วทำไมมึงถึงยังไม่อ่าน”
“แม่ด่าแค่ไม่นาน พอผ่านไปไม่กี่วันก็หยุดแล้ว กูเลยไม่กลัว”
“กูก็ไม่ได้อ่าน” เราหัวเราะกัน
“แล้วมึงจะเขียนจดหมายบอกรักนุ่นไหมเหมือนที่ไอ้อ้นทำ”
“ไม่เอา เดี๋ยวนุ่นด่า”
“หรือมึงจะเดินไปบอกเหรอ”
“กูจะชวนนุ่นไปที่คลอง แล้วกูก็จะบอกตรงนั้น”
“ทำไมต้องไปที่คลอง”
“ไม่รู้ กูเห็นในละคร เวลาที่เขาจะบอกรัก เขาก็ต้องไปที่ไหนสักที่ ไม่ใช่เหรอ”
“คลองข้างโรงเรียนน่ะนะ”
“อือ”
“มึงไม่ถูกด่าหรอกเพราะมึงจะถูกถีบลงไปในคลองซะก่อน” พวกเราหัวเราะกันอีก
“แล้วถ้านุ่นไม่ชอบมึงล่ะ”
“ไม่เป็ไร”
“ทำไม”
“ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้ว่าไม่เป็ไร แต่กูต้องได้เห็นนุ่นทุกวันนะ”
“ไอ้บ้า มึงไม่อยากเป็แฟนกับนุ่นเหมือนที่พี่ชัยเป็แฟนกับพี่ฟ้าเหรอ” ไอ้หนึ่งยกตัวอย่างพี่ ป.6 ที่พวกเราเห็นกันเป็ประจำ
“ไม่เอาแบบนั้น คนอื่นชอบเรียกพี่ฟ้าว่าเป็เมียพี่ชัย พูดไม่ดีเลยแบบนั้น เมียน่ะเขาใช้กับผู้ใหญ่ ไม่ใช่กับเด็ก กูไม่อยากให้คนอื่นว่านุ่นแบบนั้นหรอก”
ผมมองท้องฟ้าตอนที่พูดแบบนั้นออกไป ไอ้หนึ่งหัวเราะแล้วบอกว่าผมเป็พวกเพ้อเจ้อ เราพูดไปเรื่อยจนถึงบ้านไอ้หนึ่ง จากนั้นผมก็ยืมไฟฉายของมันแล้ววิ่งกลับบ้าน ผมไม่หยุดวิ่งเลยเพราะกลัวผี ทางในร่องสวนน่ากลัวกว่าถนนยางมะตอยที่ไม่มีไฟหลายเท่านัก