-BAD FRIEND-
20
ครืด ครืด ครืด
“อืมมมม” ฉันขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มาสักพักแล้ว
อ่าาา เจ็บจัง เจ็บไปทั้งตัวเลย ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองคนข้างๆ ที่ยังหลับอยู่ นี่เราทำทำเื่บ้าๆ นั่นอีกแล้วทั้งที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นเป็ครั้งที่สองด้วยซ้ำ
ครืด ครืดด
ฉันควานหาโทรศัพท์ที่ยังสั่นไม่หยุดไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ใครกันนะโทรมาตอนเช้าแบบนี้แถมยังโทรมาไม่หยุดด้วย ไม่รู้มีธุระอะไรสำคัญนักหนา นี่เพิ่งเจ็ดโมงเองนะโว้ย
อยู่นี่เอง ในกระเป๋าที่ร่วงอยู่ข้างเตียงตอนไหนไม่รู้
‘แม่’
“ฮัลโหลแม่” ฉันรีบลุกขึ้นนั่งและไม่ลืมดึงผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวก่อนจะรับสายทันทีที่เห็นว่าเป็ชื่อแม่ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรถึงได้โทรมาหาก่อนเพราะทุกทีจะเป็ฉันที่โทรไปไง ที่ไม่โทรมาก่อนเพราะแม่กลัวว่าฉันจะไม่ว่างบ้างอะไรบ้างเลยรอฉันโทรไปดีกว่า แต่ฉันก็โทรตลอดไม่เคยขาดนะ นี่ก็เพิ่งคุยกันก่อนเปิดเทอม
“ [บัว นี่พ่อเอง] ” อ้าว พ่อหรอกเหรอ
“อ่อ พ่อมีอะไรหรือเปล่า โทรหาหนูแต่เช้าเลย”
“ [บะ บัว ฟังพ่อดีๆ นะลูก] ” ทำไมเสียงพ่อฟังดูแปลกๆ ไหนจะประโยคที่พูดเมื่อกี๊อีก
“พ่อ มะ มีอะไรเหรอ” ไม่รู้ว่าเป็อะไร อยู่ๆ ก็รู้สึกกลัวอะไรสักอย่าง มันเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าจะเป็เื่ไม่ดียังไงก็ไม่รู้
“ [แม่ มะ แม่] ”
“แม่เป็อะไรพ่อ” เกี่ยวอะไรกับแม่ด้วย เสียงของพ่อสั่นจนเหมือนพูดไม่ออก ทำให้ฉันร้อนใจกว่าเดิมจนต้องถามย้ำเสียงดังจนคนที่นอนอยู่ข้างๆ ขยับตัวเหมือนรำคาญ
“ [แม่ เสียแล้วนะบัว] ”
มะ หมายความว่าไง....
“ [บัว ฟังพ่ออยู่ไหม] ” เสียงของพ่อยังคงดังอยู่ข้างหูฉันที่ตอนนี้ไม่รับรู้อะไรแล้ว เื่ที่ได้รับรู้มันทำให้ฉันทำอะไรไม่ถูก มันเหมือนกับมีรถสิบล้อพุ่งเข้ามาชนจนทุกอย่างมันดับมืดไปหมด
หาทางออกไม่เจอ...
“ฮึก! “เนิ่นนานที่ฉันนั่งเงียบไปก่อนจะรับรู้ถึงความเปียกชื้นบนใบหน้า
ฉันยังรู้สึก นี่มันเื่จริงเหรอ
“พ่อเล่นอะไรเนี่ย ฮึก นะ หนูไม่ตลกหรอกนะ”
พ่อกำลังโกหกฉัน
“ [บะ บัว... แม่ไปดีแล้วลูก] ”
“หยุดนะ หยุดโกหกหนูสักที!” ฉันตวาดออกไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ฉันไม่เชื่อ ไม่อยากจะเชื่ออะไรทั้งนั้น
“ [กลับมาเจอแม่เป็ครั้งสุดท้ายนะบัว] ”
“อึก ฮืออ” ฉันปล่อยโทรศัพท์ให้ร่วงลง ก่อนจะเอามือมาปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา
“บัว มึงเป็อะไรเนี่ย” นักรบที่ไม่รู้ว่าตื่นมาตอนไหนถามฉันพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอย่างใ
“ฮื้อออ”
“มึงร้องไห้ทำไมเนี่ย กูขอโทษ” มันดึงฉันเข้าไปกอดก่อนจะเอ่ยคำขอโทษออกมา มันคงจะคิดว่าฉันร้องไห้เพราะมันสินะ แต่เปล่าเลย
“ขอโทษนะ ขอโทษ” มันยังคงกอดปลอบฉันและขอโทษฉันไม่หยุด
“แม่ ฮึก พะ พ่อ โทรมา ฮืออ” พูดได้แค่นั้นฉันก็ร้องออกมาอีกแค่คิดว่าจะพูดอะไรออกไปมันก็ทำใจไม่ได้แล้ว
“มีอะไร พ่อโทรมาทำไม”
“พะ พ่อ บอกว่าแม่ไปแล้ว ฮึก แม่ไม่อยู่กับกูแล้ว” ใครก็ได้เอาไม้หน้าสามมาฟาดฉันที บางทีฉันอาจจะไม่รู้สึกอะไรเพราะกำลังฝันอยู่ก็ได้
ได้โปรดบอกฉันทีว่ามันไม่ใช่เื่จริงใช่ไหม แม่ฉันแข็งแรงจะตาย ไม่มีทางที่ท่านจะเป็อะไรปุบปับแบบนี้แน่ๆ พ่อโกหกฉัน เมื่อคิดได้อย่างนั้นฉันก็รีบปาดน้ำตาออกก่อนจะผลักนักรบที่กอดฉันอยู่ออกแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่เพื่อจะได้รีบกลับไปหาแม่ ฉันต้องไปดูกับตาว่าแม่ไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น
“เดี๋ยว! มึงจะรีบไปไหน” ฉันเดินไปหยิบกุญแจรถก่อนจะเดินออกจากห้องแต่ก็มีมือหนามาคว้าแขนไว้ก่อน มันลุกขึ้นมาทั้งที่ร่างกายมันเปลือยเปล่า แต่เวลานี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว
“กูจะไปหาแม่ พ่อกำลังโกหกกู” พูดจบฉันก็สะบัดแขนออกจากมือมันทันทีก่อนจะเดินออกจากห้องแล้วเดินไปลงไปที่ลานจอดรถของคอนโด
หมับ
ฉันที่กำลังจะเปิดประตูรถหยุดชะงักหันไปมองคนที่มาจับมือฉันไว้
“มึงจะขับรถไปทั้งที่สภาพจิตใจมึงเป็แบบนี้ได้ยังไง” นักรบที่ตอนนี้แต่งตัวเรียบร้อยแล้วถามขึ้น
“กูไปได้ ปล่อย”
“มึงอยากตายหรือไง”
“แต่กูจะกลับไปหาแม่ ฮึก” เมื่อพูดถึงแม่น้ำตามันก็ไหลออกมาอีกแล้ว
“เดี๋ยวกูขับให้ ไปขึ้นรถไป” มันบอกด้วยเสียงที่อ่อนลง ฉันพยักหน้ารับแล้วเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถ
คงจะจริงอย่างที่มันพูดถ้าให้ฉันขับรถไปเองก็ไม่รู้จะถึงตอนไหน บางทีอาจจะไปไม่ถึงก็ได้
ตลอดทางเรานั่งเงียบมาตลอดมีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของฉันที่ดังออกมาไม่ขาดสาย ทั้งที่ไม่อยากจะเชื่อแต่มันก็อดคิดไม่ได้นี่ พ่อไม่น่าจะเล่นแรงแบบนี้ ส่วนคนที่อาสาขับรถมาให้ก็นั่งกุมมือฉันมาจลอดราวกับปลอบใจ บ้านฉันทำรีสอร์ทและไร่สตอว์เบอรี่อยู่ที่เขาใหญ่ซึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักใช้เวลาสามสี่ชั่วโมงก็ถึง และพวกเพื่อนๆ ฉันเคยไปมาแล้ว พวกมันมักจะไปตอนหน้าหนาวทุกปีจึงไม่แปลกที่นักรบจะรู้ทางไปบ้านฉัน
ฉันจะกลับบ้านทุกปิดเทอมหรือวันหยุดยาว แต่ปิดเทอมที่ผ่านมาฉันไม่ได้กลับเพราะพ่อบอกว่าจะไปเที่ยวกับแม่เลยไม่อยากให้ฉันกลับไปอยู่คนเดียวทั้งที่มีคนงานตั้งเยอะ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดอะไร
“หิวหรือเปล่า” นักรบหันมามองฉันแวบนึงก่อนจะหันกลับไปมองทางต่อ
“ไม่” ฉันกินอะไรไม่ลงหรอก
“ถ้างั้นนอนเถอะ ถึงแล้วจะปลุก”
ฉันพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงพยายามข่มตาให้หลับเพราะไม่อยากจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ บางทีฉันอาจะตื่นมาแล้วพบว่ามันเป็แค่ฝันไปก็ได้
-Nakrob talk
ผมมองคนข้างๆ ที่หลับไปทั้งที่ใบหน้ามีแต่น้ำตา ผมรู้สึกช็อคมากที่ได้ยินว่าพ่อมันโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วเพราะที่เจอท่านครั้งล่าสุดท่านก็ดูแข็งแรงไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แต่ตอนนั้นก็ต้องดึงสติกลับมาไงเพราะบัวเหมือนคนที่จิตหลุดไปแล้ว มันเอาแต่พร่ำบอกว่าพ่อโกหกมัน ซึ่งผมไม่คิดว่าท่านจะเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะเป็ยังไงถ้าทุกอย่างไม่ใช่เื่โกหกอย่างที่มันหลอกตัวเอง มันจะต้องเ็ปแค่ไหนและจะร้องไห้อีกเท่าไหร่ ผมไม่อยากให้มันรับความรู้สึกพวกนี้เลย
ผมเลี้ยวรถเข้าไปในตัวบ้านของบัวที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ที่บ้านของมันเปิดรีสอร์ทให้เช่าและมีไร่สตอว์เบอรี่ขนาดใหญ่ด้วย ผมมองเข้าไปในบ้านก็เห็นก็เห็นผู้คนกำลังเดินกันขวักไขว่ด้วยชุดสีดำทำให้ผมไม่อยากปลุกคนข้างๆ เลย
“บัว” ผมสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเขย่าตัวมันให้ตื่น ถึงยังไงมันก็ต้องรับความจริงให้ได้
“อื๊ออ”
“ตื่นได้แล้ว ถึงบ้านแล้ว” ผมบอกเมื่อมันยังไม่ยอมลืมตาแต่มีน้ำตาซึมอยู่ที่หางตา ถ้าเป็ไปได้มันคงไม่อยากตื่นมารับรู้เื่แบบนี้
“ลืมตาเถอะ พ่อกับแม่รอมึงอยู่นะ” ผมบีบมือมันเพื่อให้กำลังใจ
“อื้ม” มันลืมตาก่อนจะเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา มันมองไปที่บ้านตัวเองก่อนจะหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่ามีแต่คนใส่ชุดดำก่อนจะรีบเปิดประตูลงจากรถไป
ผมรีบลงตามมันที่วิ่งเข้าไปในบ้าน ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นบัวทรุดลงต่อหน้าร่างของแม่ที่นอนอยู่โดยที่มีพ่อมันรีบเข้าไปประคอง มันร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับคนจะขาดใจ
“มะ แม่ ฮึก! ไม่จริง” บัวร่ำไห้ออกมา
“บัว แม่ไปดีแล้ว” พ่อที่เข้ามาพยุงกอดปลอบมันทั้งน้ำตา พ่อของมันก็คงจะเ็ปไม่แพ้กัน
“ไม่จริง ฮืออออ”
ผมหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพตรงหน้า ทุกคนที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าต่างหันหน้าหนีด้วยน้ำตาคลอเบ้า ภาพนี้มันบีบหัวใจของผมเหลือเกิน อยากจะเข้าไปกอด เข้าไปปลอบ แต่เวลานี้พ่อของมันคงจะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด
“เข้าไปหาแม่กันนะ” พ่อของบัวบอกและพยายามประคองบัวให้ลุกขึ้นและเดินไปหาร่างของแม่
“ทะ ทำไม ฮึก ทำไมต้องทิ้งหนูไปด้วย” บัวสวมกอดร่างของแม่ทันทีด้วยตัวสั่นเทาจากแรงสะอื้น
ผมทนดูบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าต่อไปไม่ไหวจึงเดินออกมาแล้วก็เจอกับลุงสมที่เป็หัวหน้าคนงานของที่นี่ซึ่งผมรู้จักเป็อย่างดี เพราะพวกเรามาเที่ยวที่นี่บ่อยและก็มีลุงสมที่คอยดูแลพวกเรา
“สวัสดีครับลุงสม” ผมทักลุงที่กำลังวุ่นอยู่กับการขนของ
“อ้าวนักรบ มากับหนูบัวเหรอ” ลุงถาม
“ครับ ผมขับรถพามันมา”
“น่าสงสารหนูบัวนะ รู้อีกทีก็เมื่อแม่จากไปแล้ว” ลุงบอกหน้าเศร้า
“ครับ แล้วคุณน้าเป็อะไรเหรอครับ” ผมถามเพราะไม่เคยคิดว่าท่านจะจากไปเร็วไปแบบนี้
"คุณหญิงท่านเป็มะเร็งมานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกหนูบัว ท่านนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งนาน แต่สุดท้ายก็ยื้อไว้ไม่ไหว" ลุงสมเล่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้า
"อ่อครับ" ผมตอบรับออกไปแบบนั้น นึกถึงคนที่กำลังร้องไห้อยู่ในบ้าน มันจะเสียใจแค่ไหนที่ต้องมารู้เื่นี้เป็คนสุดท้าย
“แล้วนี่ว่างหรือเปล่า มาช่วยลุงขนของไปวัดหน่อยสิ”
“ว่างครับ เดี๋ยวเอาของขึ้นรถของบัวก็ได้เดี๋ยวผมขับไปให้” ผมบอกแล้วช่วยลุงยกของขึ้นรถ อย่างน้อยก็ได้ช่วยงานบ้าง ถ้าให้เข้าไปหาบัวตอนนี้ผมก็กลัวว่าจะร้องไห้ไปกับมันด้วย ในเมื่อตอนนี้มันกำลังอ่อนแอผมก็จะเข้มแข็งและคอยอยู่เคียงข้างมัน ถ้าเป็ไปได้ผมก็อยากให้มันแบ่งความรู้สึกเ็ปมาให้ผมบ้าง หรือให้ผมแบกรับมันไว้คนเดียวก็ยอม
Nakrob end talk
-TBC-