“ศิษย์พี่ท่านไม่มีชุดอื่นแล้วหรือ”
มู่เสวี่ยหลินมองชุดบุรุษที่ใหญ่กว่าตนเองด้วยความว่างเปล่า ตัวนางในยามนี้กลับมาขาวเหมือนเดิมแล้ว เพราะได้โอสถฟื้นฟูระดับหกของอาจารย์หลี่ อาจารย์สาวเทพธิดาผู้นั้น ส่วนท่านอาจารย์ที่พานางนั้นเป็อีกคนศิษย์พี่บอกไว้เช่นนี้
“ไม่มีแล้ว”
สวีหลิงเหยียนส่ายหัว เขาคิดว่าตนเองหยิบชุดที่ตัวเล็กที่สุดมาแล้ว แต่กลายเป็ว่ามันก็ยังใหญ่กว่าตัวมู่เสวี่ยหลินอยู่ดี สงสัยเขาคงต้องกลับไปที่บ้านรอบนึงเพื่อหาชุดให้นางใหม่เสียแล้ว
“พวกเ้ากำลังทำอันใดอยู่ หากยังไม่รีบเดี๋ยวก็สายเอาหรอก”
แมวขาวไม่สิศิษย์พี่หกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ดวงตาแมวมองชุดบนตัวมู่เสวี่ยหลินด้วยความไม่สบอารมณ์
“เอาชุดนี้ไปเปลี่ยนเสีย” น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดทำให้มู่เสวี่ยหลินไม่กล้าขัด
เด็กสาวรับเสื้อผ้ามาแล้วก็รีบเข้าไปเปลี่ยนอย่างไว เมื่อออกมาอีกครั้งนางก็กลายเป็เซียนน้อยที่สง่างามแล้ว ชุดสีเขียวอ่อนบนตัวขับเน้นให้นางแลดูอ่อนหวาน ซาลาเปาคู่บนหัวทำให้ดูสดใสและร่าเริง
มู่เสวี่ยหลินมองดูชุดบนกายด้วยความพอใจ เพราะมันใส่ได้พอดีตัวชุดก็ไม่หนักหรือรุ่มร่ามกระโปรงก็ไม่ยาวลากพื้น รวมๆนับว่าถูกใจนางยิ่งนัก
“แบบนี้ค่อยดีหน่อย ไปกันเถอะ” ศิษย์พี่หกผู้เกียจคร้านเอ่ยออกมาอย่างภูมิใจ จากนั้นก็เดินนำพวกนางออกไปก่อน
สวีหลิงเหยียนเห็นว่าศิษย์น้องของตนออกไปก่อนแล้ว เขาก็เอ่ยกับมู่เสวี่ยหลินว่า “ไปกันเถอะ” จากนั้นก็ะโตามหลังแมวขาวไป
……
ท้องฟ้าสีครามกับกลีบดอกท้อที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายช่างงดงามยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะมีการสอบบางทีนางอาจจะไปนั่งจิบชาชมดอกไม้อยู่ก็เป็ได้
“เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยาม”น้ำเสียงของท่านอาจารย์ผู้คุ้มนั้นช่างเพราะเหลือเกิน แต่เหตุใดคำพูดของเขามันถึงเจ็บถึงเพียงนี้กัน
มู่เสวี่ยหลินอยากจะร้องไห้ ตัวนางพึ่งมาถึงยังไม่ทันได้ร่ำเรียนวิชาอันใดสักอย่าง ก็ต้องมาเผชิญกับทัณฑ์สายฟ้าเลื่อนขั้น พอจบแล้วนางก็นึกว่าตนจะได้มานั่งเรียนสบายๆเฉกเช่นศิษย์พี่ทั้งสอง
หากแต่ความเป็จริงนั้นกลับกลายเป็การสอบไปเสียได้ เด็กสาวอยากจะะโบอกอาจารย์เหลือเกินว่าตนเป็แค่เด็กใหม่ ตำราอันใดก็ยังไม่ทันได้จับเลย แน่นอนว่าได้เพียงคิดเพราะรอยยิ้มของท่านอาจารย์ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
เนื้อหาข้อสอบนั้นค่อนข้างเฉพาะทางพอสมควร ซึ่งควรเอ่ยว่านางโชคดีพอที่เ้าร่างเดิมเคยศึกษาพวกมันมาก่อน นางจึงสามารถตอบได้บ้างแค่บางข้อ
ส่วนที่เหลือนางใส่ตามที่ตนเข้าใจ(ด้นสด) ก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะนางโชคดีหรือเปล่าที่หนึ่งในอาชีพเก่าของนางมีอาชีพหมอดู(นักต้มตุ๋น)อยู่ด้วยนางจึงสามารถแถเอ๊ย ตอบได้..
เมื่อหมดเวลาสอบกระดาษบนโต๊ะก็ถูกอาจารย์เก็บไป มู่เสวี่ยหลินจึงได้มีเวลาพักหายใจ เด็กสาวหันไปมองศิษย์พี่ทั้งสองก็พบว่าพวกเขากลายเป็ของเหลวไปแล้ว สภาพของศิษย์ห้านั้นยังพอดูได้บ้าง แต่ศิษย์หกนั้นคล้ายกับิญญาแมวจะหลุดลอยไปเสียแล้ว
มู่เสวี่ยหลิน: ดูท่านางจะไม่ใช่คนเดียวที่สอบไม่ได้
“วันนี้พอเท่านี้ก่อนไว้เจอกันใหม่พรุ่งนี้นะเ้าพวกตัวเล็ก” กล่าวจบท่านอาจารย์หยางก็หายตัวไปพร้อมกับกองกระดาษข้อสอบ
“จบแล้วรึ?”
“ยังหรอก”
“ศิษย์พี่ห้าท่านไม่เป็ไรนะ”
มู่เสวี่ยหลินถามด้วยความเป็ห่วง ตัวหลิงเหยียนที่ได้ยินก็โบกอุ้งเท้าเป็เชิงว่าสบายดี
“อาจารย์หยางบอกว่าเจอกันพรุ่งนี้ นั้นหมายความว่าพรุ่งนี้พวกเราต้องสอบอีก” สวีหลิงเหยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า เพราะเขาเองก็ไม่คาดคิดชั่วโมงเรียนของอาจารย์หยางจะมาถึงเร็วเพียงนี้
มู่เสวี่ยหลินที่ได้ฟังข่าวร้ายจากศิษย์พี่กระต่าย “....” พรุ่งนี้จะยังมีสอบอีกหรือ เช่นนี้มันก็ไม่ต่างอันใดจากโรงเรียนกวดวิชาในชาติก่อนนางเลยนะสิ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคืออาจารย์ที่นี่ไม่สอนอะไรเลยออกข้อสอบอย่างเดียว
มู่เสวี่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะถล่ม หากตอนนี้นางไปรายงานตัวที่สะพานไน่เหอจะยังทันไหม? นางไม่อยากสอบจริงๆโดยเฉพาะเมื่ออาจารย์ออกข้อสอบแบบไม่สอนเช่นนี้
“ศิษย์พี่ห้าข้าเป็เด็กใหม่ใช่ไหม”
“ก็ใช่นะทำไมหรือ”
“หากจำไม่ผิดข้าพึ่งจะเริ่มบำเพ็ญได้ก็คือตอนอยู่ในป่าท้อและยังไม่ได้เริ่มเรียนแบบจริงๆจังๆเลยเสียด้วยซ้ำ แม้แต่หน้าตาตำราเรียนข้าก็ยังไม่เคยเห็น..”
เมื่อฟังมู่เสวี่ยหลินพูดจบหลิงเหยียนก็รู้สึกเวทนานางไม่น้อย เขาจึงใช้ร่างกายของตนปลอบประโลมเด็กสาวที่กำลังเศร้า พร้อมกับเอ่ยให้กำลังใจ “ไม่เป็ไรเดี๋ยววันนี้ศิษย์พี่จะช่วยสอนให้เอง”
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกเวทนา: ศิษย์พี่ท่านมานึกได้ตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือ?
……..
่บ่ายเป็วิชาต่อสู้โดยมีอาจารย์ต้วนเป็พูดสอน มู่เสวี่ยหลินมองดูชายชราที่ท่าทางใจดีแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าว่าวิชานี้นางคงไม่ต้องเจอศึกหนัก
“เ้าคงจะเป็เด็กใหม่ที่ตาแก่ผู้นั้นพามาสินะ”
“เ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหลินตอบท่าทางอ่อนน้อมทำให้อาจารย์ต้วนพยักหน้าด้วยความพอใจ ชายชราอธิบายให้นางฟังว่าวิชานี้เรียนอะไรเป็หลัก จากนั้นก็แสดงให้นางดูว่าจะใช้เคล็ดวิชาได้อย่างไร
“จำได้หรือไม่”
“จำได้เ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหลินพยักหน้า ด้วยความจำแบบภาพถ่ายจึงไม่ใช่เื่ยากสำหรับนาง อาจารย์ต้วนได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าแล้วจากนั้นก็เอ่ยต่อ “เช่นนั้นมาเริ่มกันเถอะ”
“เ้าคะ?” เดี๋ยวก่อนเริ่ม เริ่มอันใด จะให้นางทำตามที่เขาแสดงออกเมื่อครู่งั้นรึ?
“หลบให้ดีๆเล่า” อาจารย์ต้วนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทำเอามู่เสวี่ยหลินสังหรณ์ใจไม่ดี
“ศิษย์น้องหญิงเล็กอย่ามัวแต่ยืนนิ่งรีบวิ่งเร็วเข้า”
เสียงของสวีหลิงเหยียนช่วยเตือนสตินางได้ทันเวลาพอดี มู่เสวี่ยหลินจึงสามารถหลบหนีฝ่าเท้าของอาจารย์ได้แบบเฉียดฉิว
มู่เสวี่ยหลิน “...!!” นางขอถอนคำพูดที่ว่าอาจารย์ต้วนเป็คนดี ไม่จริงเลยสักนิดอาจารย์ต้วนโหดร้ายยิ่งกว่าอาจารย์หยางเสียอีก
เด็กสาวคิดขณะวิ่งหนีอาจารย์ต้วนที่วิ่งไล่เตะอยู่ข้างหลัง ยามนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ต้วนถึงเอ่ยว่าดีตอนนางบอกว่าจำได้ ให้ตายเถอะเขาตั้งใจจะให้นางใช้เคล็ดวิชาที่พึ่งเรียนไปจริงๆ
ไอ้จำนะจำได้แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่านางสามารถใช้ได้หรือไม่ต่างหากเล่า ท่านอาจารย์ท่านช่วยเป็คนหน่อยเถอะ มู่เสวี่ยหลินบ่นในใจส่วนหัวก็พยายามออกคำสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวตามที่ตนได้เห็นจากอาจารย์ต้วน
วิชาที่นางเรียนนั้นมีชื่อว่า ย่างก้าวสลาตัน คือการเดินให้เบาและรวดเร็วดุจสายลม มู่เสวี่ยหลินที่ได้ดูเพียงแค่ครั้งเดียวจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการใช้ท่านี้ระหว่างหลบหนีลูกเตะของอาจารย์ต้วน
แม้กระนั้นก็ยังมีหลายครั้งที่นางถูกเตะจนล้มคะมำ ในขณะที่พวกศิษย์พี่นั้นอาศัยร่างเดิมของตนหลบหลีกอาจารย์ต้วนอย่างคล่องแคล่ว
มู่เสวี่ยหลินไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนจะมานั่งอิจฉาแมวกับกระต่าย ดวงตากลมจับจ้องก้อนขนที่ะโหลบหลีกลูกเตะของอาจารย์ต้วน มันหลบหนีเร็วมากสมกับที่เป็กระต่าย...
โครม..
กระต่ายที่มู่เสวี่ยหลินอิจฉาเมื่อห้านาทีที่แล้ว มาตอนนี้มันก็ถูกอาจารย์ต้วนเตะโด่งลอยละลิ่วไปไกลหลายเมตร
มู่เสวี่ยหลิน: จู่ๆก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา
บทเรียนคาบนี้ดำเนินไปจนดึกอาจารย์ต้วนจึงได้ปล่อยพวกนาง มู่เสวี่ยหลินลากร่างกายอันเหนื่อยล้ากลับไปที่หอพักของตน ยามนี้นางรู้สึกเหนื่อยมากจนไม่อยากขยับตัว แต่เพราะมีสอบของอาจารย์หยางในวันพรุ่งนี้ นางจึงต้องฝืนลากร่างอันสะบักสะบอมไปหาศิษย์พี่เพื่อขอตำรา
“จู่ๆก็ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบในสมัยเรียนซะงั้น” มู่เสวี่ยหลินบ่นพึมพำในขณะท่องตำรา
......
วันรุ่งขึ้น
ท้องฟ้าสีครามแจ่มใสและอากาศเย็นสบาย วันนี้ช่างเป็วันที่เหมาะอย่างยิ่งแก่การ..สอบ มู่เสวี่ยหลินคิดในใจเหตุใดฝนจึงไม่ตกลงมากันนะหรือหิมะก็ได้ เท่านี้พวกนางก็จะได้ไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับข้อสอบสุดโหดของอาจารย์หยางแล้ว
ชายหนุ่มรูปงามราวกับต้นไผ่ยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง ในมือของเขาถือกระดาษคำตอบไว้ สายตามองคำตอบในกระดาษด้วยความพอใจ
“ไม่เลวๆ” อาจารย์หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม ในขณะที่อีกฝั่งนั้นต่างพากันหมดสภาพเพราะข้อสอบสุดโหดของเขา
“ครั้งต่อไปก็พยายามให้แบบนี้นะเ้าพวกตัวเล็ก” อาจารย์หยางทิ้งท้ายไว้เท่านี้แล้วจากไป
สามพี่น้องที่เห็นว่าอาจารย์จากไปแล้วก็พากันล้มตัวลงนอนกับพื้นอย่างหมดสภาพ โดยเฉพาะมู่เสวี่ยหลินที่ต้องท่องตำรามากกว่าศิษย์พี่ทั้งสอง
นางนอนกางแขนกางขาแล้วหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า แม้กระทั่งในฝันนางก็ยังท่องตำราอยู่ มู่เสวี่ยหลินไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งนางจะได้กลับมาประสบชีวิตวัยเรียนอีกหลังจากจบมาสิบกว่าปี
“นางหลับไปแล้ว”
“คงจะเหนื่อยมากนั่นแหละ” สวีหลิงเหยียนรู้สึกเห็นใจศิษย์น้องหญิงคนนี้อยู่ไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่นางเข้าเรียนช้าถึงสองปีแล้ว แต่ยังถูกบังคับให้ต้องมาเรียนให้ทันพวกเขาอีก
“หากเห็นใจก็แบ่งโอสถในมือเ้าให้บ้างสิ” แมวขาวเอ่ยด้วยน้ำเชื่องช้า ดวงตาแมวค่อยๆหรี่ลงไม่นานมันก็หลับไปอีกคน
“...”
สวีหลิงเหยียนที่เหลืออยู่คนเดียวก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ทางซ้ายก็หลับทางขวาก็หลับ จนทำให้ตัวมันที่เดิมไม่ค่อยง่วงก็เริ่มง่วงขึ้นมา ดังนั้นมันจึงนอนบ้าง เด็กน้อยทั้งสามคนที่จึงหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าหลังสอบเสร็จ..
แถม
ท่านอาจารย์: เฒ่าหยางเ้าไม่ทำเกินไปหน่อยรึ//มองเหล่าเด็กน้อยที่กำลังนอนอยู่
อาจารย์หยาง: ศิษย์พี่ปวดใจหรือ
ท่านอาจารย์: ก็ไม่เชิง..ข้าคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับเด็กน้อยคนนี้//ชี้มู่เสวี่ยหลิน
อาจารย์หยาง: หืม...ก็ไม่รู้ว่าศิษย์พี่รู้หรือไม่ว่านางได้คะแนนสูงที่สุด
ท่านอาจารย์: ……??
เอ็นดูยัยน้องมาเรียนวันแรกก็เจอสอบซะแล้ว5555+ ยัยน้องเอ๊ยนางเอกเื่อื่นคือเปิดมาก็เทพเลย ส่วนยัยน้องเปิดมาก็เจอกวดวิชาแบบหนักๆซะงั้นแล้วแบบน้องจะรอดไหมเนี่ย..
ปล.ถ้าชอบก็อย่าลืมกดใจหรือคอมเม้นท์เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ^^