สถานที่จัดงานกราเวนเทอร์ราตั้งอยู่ใจกลางจัตุรัสเมืองวาลการ์ดโดยมีเสาศิลาขนาดใหญ่หลายคนกอดตั้งตระหง่านโดดเด่นมานานเกินกว่าใครจะอธิบาย่เวลาได้
รอบตัวเสาถูกจารึกด้วยตัวอักษรโบราณรอการไขคำตอบ
ร้านค้าแผงขายถูกจัดตั้งล้อมรอบบริเวณด้วยความคึกคักชาวบ้านจับจ่ายแลกเปลี่ยนกันด้วยรอยยิ้มอบอุ่นตะกร้าบรรจุพืชผักผลไม้ถูกวางไว้เป็จนกองเป็พะเนิน
สายประดับถูกโยงจาก้าศิลาแผ่กางเป็ใยแมงมุมเข้ากับโคมไฟคริสตัลหลากสีทั่วทั้งงานแสงสีอุ่นสั่นไหวไปตามแรงลม ราวกับดวงดาวที่ถูกดึงลงมาแขวนไว้เหนือผืนดิน
กลิ่นของธัญพืชคั่วและดินชื้นลอยปะปนในอากาศจนยากจะแยกว่ากลิ่นใดเป็ของงานเฉลิมฉลอง หรือของบางสิ่งที่เก่าแก่ยิ่งกว่า
“เรามิได้ยืนอยู่เหนือผืนดินเพียงได้รับอนุญาตชั่วคราวเท่านั้น”
ทุกเมล็ดพืชที่เติบโตทุกหยดเืที่ร่วงหล่น ทุกชีวิตที่ยืนหยัดอยู่ได้ ล้วนผ่านการรับรู้จากพื้นดิน
กราเวนเทอร์ราไม่ใช่แค่การขอบคุณโดยส่งเดชแต่คือการแสดงความเคารพต่อผืนแผ่นดินที่ยืนอยู่ ในฐานะสิ่งที่ค้ำจุนชีวิตอยู่ในบทบาททุก่จังหวะของชีวิต
ชาวบ้านต่างมีความเชื่อทุกการเก็บเกี่ยวผลผลิตคือการหยิบยืม และเทศกาลนี้คือการคืนบางส่วนกลับไป
เสียงดนตรีพื้นบ้านขับขานเรียบเรียงส่งลำนำเป็เื่ราวผ่านโน้ตเพลงเด็กเล็กเด็กน้อยต่างพากันเต้นรำส่งเสียงเจี้ยวจาดทั่วทั้งลานด้วยหัวใจเบิกบาน
“ช่างเป็งานที่น่ารื่นรมย์เสียจริง”โจเวลกล่าวขณะเคี้ยวเนื้อย่างชิ้นใหญ่ในปาก
“คงไม่มีอะไรน่าอภิรมย์ไปกว่าการเข้าร้านเหล้าสำหรับนายน้อยแล้วขอรับ”
แค่ก! แค่ก!
คำสอดเสียดเล่นเอานายน้อยลาเมทัสถึงกับสำลักแซมรีบยื่นน้ำองุ่นหมักในเขาสัตว์ให้
หลังจากเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญในห้องฝึกออร่า
โรเบิร์ตจึงให้เวลาพักผ่อนแก่ทั้งสามคนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกในวันพรุ่งนี้ประจวบเหมาะกับคืนนี้มีงานเทศกาลที่จัดปีละครั้งขึ้นแซมเลยอาสาพาโจเวลและเอเมอร์เยี่ยมชมงาน
“เ้านี่มันจริงๆ เลย” โจเวลถลึงตาใส่
ส่วนเอเมอร์ทำหน้าตาไม่สนใจแล้วเลือกซื้อมันเผาจากป้าคนหนึ่ง
“เอาด้วยไหมขอรับ”ทั้งยังไม่ลืมชวนเขาอีกด้วย
“ช่างมันเถอะนี่เรากำลังจะเดินไปที่ไหนกัน”
“ไปแถวเสาศิลาตรงนู้นขอรับใกล้จะถึงเวลาเริ่มพิธีแล้ว”
มองตามการชี้ของแซมไปจะพบเข้ากับเสาสูงใหญ่ต้นหนึ่งตั้งเด่นใจกลางงาน
ความขลังแผ่ขยายมายังจุดที่เขายืนอยู่ได้เป็อย่างดีกลุ่มคนเริ่มทยอยเดินไปในทิศทางเดียวกันด้วยความครื้นเครง
เคร้ง…เคร้ง…
เสียงระฆังดังพร้อมกับมีบทสวดเริ่มขึ้น
“บทสวดแห่งเดลฟีอาขอรับ”เอเมอร์กล่าวตอบ เมื่อเห็นความสงสัยของคนด้านข้าง
จากความเข้าใจของโจเวลคงเป็สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่นี่ คล้ายกับศาสนาที่เขาเคยรับรู้
คำร้องพร้อมเพรียงผสานกับโทนเสียงที่สูงต่ำต่างกันกลายเป็ท่วงทำนองที่งดงามเกินบรรยาย ราวกับบทเพลงถูกขับขานผ่านมวลเมฆกึกก้องผ่านช่องเขา และนุ่มนวลดุจสายน้ำไหลความอิ่มเอมของบางอย่างคละคลุ้งอยู่ภายใน
บังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นต่อหน้าต่อตา
ตัวอักษรบนเสาเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามเหมือนรับรู้ถึงคำอธิษฐานของผู้คนที่มาชุมนุมกันได้แบบไม่ต้องสื่อสารชาวบ้านคุกเข่าลงทำความเคารพโดยเอาศีรษะจรดพื้นดินพวกเขาทำกันอย่างนั้นสามครั้งเป็ทำเนียม
“ดินเอ๋ย ขอบคุณที่ให้พืชผลงอกงามขอให้ปีหน้าฝนดี แดดดี เหมือนปีนี้ด้วยเถอะ” ชาวบ้านตรงหน้าอธิษฐานออกมาเป็คำพูด
แล้วสายตาของเอเมอร์ต้องไปสะดุดเข้ากับเข็มกลัดตราอีกาดำกางปีกเหนือพวงหนามที่บิดพันแน่นบนชุดคลุมสีทึบของชายผู้หนึ่งความไม่สบายใจปะปนกับลางร้ายผลักดันให้เขารีบแจ้งนายน้อย
“ไม่ต้องห่วง หนีไม่ทันแล้ว”
ก่อนมางานอัศวินของเฮนรี่เตือนล่วงหน้าไว้แล้ว จะมีคนพยายามมาพบเขาในงานหลีกเลี่ยงได้ให้หลีกเลี่ยง แม้จะสงสัยทำไมถึงต้องมีการแจ้งเตือนด้วยความตึงเครียดเช่นนั้น
จนได้คำตอบด้วยตัวเองตอนนี้
“ระวังตัวด้วยนะขอรับ นายน้อย”ยิ่งเห็นท่าทีของเอเมอร์ ยิ่งมั่นใจได้เลยว่ามีเื่แน่ๆ
เพราะคนตรงหน้าเป็คนที่สร้างาแให้กับเ้าของร่างเดิมแบบหนักหนาเลยทีเดียว
“ไม่พบกันนานเลยนะ น้องข้า”
เมกัส แบล็กธอร์นกล่าวด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้าช่างเป็รอยยิ้มที่เยือกเย็นและอาบไปด้วยยาพิษจนรับรู้ได้
“ไม่คิดว่าจะมาไกลถึงที่นี่”
โจเวลกล่าวรับสองคนด้านหลังค้อมตัวลงทำความเคารพแก่ผู้สูงศักดิ์โดยไม่เอ่ยวาจาใด
“ข้าเพียงตามท่านพ่อมาด้วยงานเท่านั้นไม่คิดว่า…จะมาเจอเ้าเข้า สงสัยคืนนี้คงมีคนในพื้นที่คอยนำทางเสียแล้ว”
“หาก้าข้าจะหาคนคอยนำทางให้ท่านเอง”
“ทำไมถึงไม่เป็เ้าเสียเอง”เมกัสยิ้มบาง
ดวงตาทมิฬมองไปรอบลานอย่างไม่เร่งรีบ
“ข้าเองก็เพิ่งเคยมาเช่นกันคงทำหน้าที่อันละเอียดอ่อนเช่นนั้นไม่ได้”
“น่าเสียดาย…เป็งานที่งดงามยิ่ง”เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ผู้คนมากมายเช่นนี้ คงไม่ดีแน่…หากเกิดการนองเืขึ้น”
คำว่า เื หลุดออกมาจากปากคนตรงหน้าอย่างแ่เบาแต่กลับทำให้อากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาด
“…”
โจเวลไม่ตอบ เพียงแค่ยืนมองเพราะดูท่าทีของเมกัสอยากจะเป็ฝ่ายพูดเสียมากกว่า
“ว่าแต่…” พูดยังไม่ทันจบก่อนก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว “เ้าดูเปลี่ยนไปมากนะ น้องข้า”
จิตสังหารกดทับลงมาพื้นหินใต้เท้าส่งเสียงกรีดร้องคล้ายกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ
แซมเผลอกลืนน้ำลาย เอเมอร์ชะงัก
“สายลมยังเปลี่ยนทิศไหนเลย…ข้าจะไม่เปลี่ยนไปบ้าง”
โจเวลประจันหน้าโดยไม่มีอาการหวาดกลัวใดสร้างความประหลาดใจให้กับเมกัสไม่น้อย
ชาวบ้านรอบข้างยังคงก้มศีรษะสวดภาวนายังไม่มีใครรับรู้ อีกด้านหนึ่งเกิดการปะทะคารมกันขึ้น
เมกัสหรี่ตาลง รอยยิ้มของเขาลึกขึ้น
“กล่าวได้ถูกต้อง”
แรงกดทับเพิ่มขึ้นอีกระดับ
โจเวลยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงผิดกับสองคนด้านหลังที่ขาเริ่มสั่นฝืนต้านแรงโน้มถ่วงที่พยายามดึงพวกเขาให้ล้มลงกับพื้น
และในจังหวะนั้นเอง
ตึง…
บางสิ่งเกิดการสะท้อนกลับเปลวแสงสีทองจากเสาศิลาสั่นไหวรุนแรงขึ้นชั่วขณะ ตัวอักษรโบราณเรืองแสงแรงกว่าปกติรับรู้ถึงการคุกคามที่ไม่ควรมีอยู่ในพิธี
“อย่ามายุ่ง!”
ั์ตามืดสนิทหันขวับก่อนจะตรึงเสาหินไว้ด้วยวาจาแข็งกร้าว
คราวนี้ไม่ใช่แค่พื้นหินแต่มวลอากาศโดยรอบก็หนักขึ้น เด็กบางคนเริ่มร้องไห้โดยไม่รู้สาเหตุผู้เฒ่าหลายคนกำสร้อยไม้ในมือแน่น บทสวดถูกเร่งให้เร็วกว่าเดิมหวังให้บางสิ่งปกป้องพวกเขา
โจเวลยังคงยืนนิ่งผ้าคลุมสีเข้มพลิ้วไหว ทั้งที่ไม่มีลมพัด
“พอเถอะ…หากมีอะไรเกิดขึ้นท่านคงรับผิดชอบสิ่งที่ตามมาไม่ได้”
คำพูดฟังเหมือนธรรมดาแต่เมกัสรู้ดีถึงสิ่งที่แฝงอยู่ในนั้น
แววตาของโจเวลไม่มีการโอนอ่อนหรือยอมให้เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อยความจริงจังอันป่าเถื่อนกำลังฉายชัดสะท้อนไปยังเป้าหมายให้รู้สึก
แรงกดทับหยุดลงชั่วขณะ
“พูดถึงเื่อะไรกัน ข้าไม่เห็นเข้าใจ”
เมกัสยิ้มยียวนไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเพิ่มพลังเข้าไปอีกแสงสีดำไหลผ่านรอยสักรูปมงกุฎหนามบนมือขวา
อำนาจแห่งพลังไม่ได้หยุดอยู่แค่ร่างกายมันไหลลึกลงไปถึงกระดูกคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบการมีอยู่ของพวกเขาให้ยุบลงทีละนิดอากาศถูกฉีกกระชากด้วยปลายหนามนับพันความเ็ปแทรกซึมเข้าทุกลมหายใจของผู้คนโดยไม่เลือกหน้า
ครืด…ครืด…
เสาศิลาสั่นะเืเพิ่มขึ้นพลังงานศักดิ์สิทธิ์แผ่ขยายขอบเขตกางบาเรียสีทองปกคลุมรอบตัวลานตัวอักษรโบราณบนผิวเสาเรืองแสงกระพริบถี่เป็สัญญาณบอกกล่าวความไม่พอใจ
เสียงสวดเริ่มเพี้ยนบางคนเงยหน้าขึ้นอย่างสับสน
“หึ!”
เมกัสหัวเราะในลำคอ
หลายคนรับรู้ถึงต้นตอของปัญหาแต่เลือกจะก้มหน้าก้มตาท่องบทสวดต่อไปโดยไม่พยายามเข้าไปแทรกกลางระหว่างักับอีกาที่กำลังปะทะกัน
“กล้ายืนต่อหน้าข้าแล้วสินะช่างเติบโตได้น่าชังนัก” น้ำเสียงเรียบ แต่เย็นพอจะทำให้เืในกายชะงัก
“ข้าถือว่าเป็คำชมแล้วกัน”
หากเป็เ้าของร่างเดิมคงไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับคนตรงหน้าแน่นอน
ในวินาทีที่สายตาทั้งสองปะทะกัน
กึก…เสียงบางอย่างดังขึ้นจากภายในเสาศิลา
ไม่ใช่เสียงแตกร้าว ไม่ใช่เสียงลมแต่มันคือเสียงที่คล้ายกับบางสิ่งบางอย่างกำลังตื่นขึ้น
เอเมอร์เบิกตากว้าง
“นี่มัน…ไม่ปกติ”
ขนตามตัวลุกชันขึ้นคล้ายกับตอนที่โจเวลหมดสติ พอมองที่นายน้อยก็พบว่าทุกอย่างยังอยู่ในภาวะปกติทั่วไปแสงออร่าสีเงินยังคงครอบคลุมเหมือนเดิมไม่ได้ผิดแปลก
โดยไม่มีใครได้ทันสังเกตวังน้ำวนบนมือขวาของโจเวลเริ่มขยับเปลี่ยนรูปร่างไปทีละเล็กทีละน้อย
ตูม!
แสงสีทองอร่ามจากอักษรตัวหนึ่งบนเสาศิลายิงชนเข้ากับคลื่นออร่าสีดำเสียงดัง
ชาวบ้านสะดุ้งใเงยหน้าขึ้นด้วยอาการมึนงงแต่ไม่ได้รนรานเท่าไหร่นัก เพราะเสียงมันดังคล้ายกับประทัดเพียงเท่านั้น
เพียงหันไปมอง แล้วรีบก้มหน้าหลบสายตา
“อย่า…”ชาวบ้านในงานรีบดึงตัวสามีให้ก้มกลับลงมาท่าเดิม
“น่าหงุดหงิด”ออร่ามืดมนรอบตัวเมกัสจางลง “ดูเหมือนเสาบ้านั่นจะไม่ยอมให้ข้าได้เล่นสนุก”
กา…กา…กา…
อีกาตัวใหญ่บินโฉบลงมาจากน่านฟ้ายามราตรีเกาะกุมอยู่บนไหล่ของเมกัสด้วยความเคยชิน ดวงตาสีแดงดั่งเืสดมองไปยังโจเวล
“คงต้องกล่าวลา”
เมกัสเข้าใจสิ่งที่สัตว์ประจำตระกูลแบล็กธอร์นตัวนั้น้าสื่อนิ้วเรียวยาวดีดครั้งหนึ่งกลางอากาศ
พลังออร่าสีดำจากมงกุฎหนามบนมือเขาขยายออกกลายเป็หมอกควันหนาปกคลุมตัว
“ครั้งหน้า…ข้าจะไม่หยุดแม้จะต้องทำลายเสากลางบ้านของเ้า” เมกัสเอ่ยโดยไม่หันกลับมา
โจเวลยกมุมปากทั้งที่เืในลำคอยังขมฝาด
“ข้าคงไม่นิ่งเฉยให้ท่านฉี่รดเสากลางบ้านข้าเช่นกัน”
“นี่เ้า!”
หางตาของเมกัสกระตุกพอหันกลับมาผสานเข้ากับหน้าตากวนบาทาของโจเวลยิ่งสติแตก รีบวิ่งเข้าซัดแต่ไม่ทันเสียแล้ว ประตูมิติดังกล่าวได้ปิดตัวลงเรียบร้อย
“ไม่รู้ว่าท่านมั่นใจ หรือบ้าบิ่นกันแน่นั่นอัศวินขั้นกลางเลยนะขอรับ” เอเมอร์ส่ายหัวไม่เข้าใจ
อึก!
โจเวลพยายามกลืนเืที่พยายามพุ่งขึ้น
“นายน้อยเป็อะไรไหมขอรับ”แซมกล่าวด้วยใบหน้าเป็ห่วง
ถึงแม้ตัวเองจะมีสภาพไม่ได้ดีไปกว่าเพื่อนเลย
“พักสักหน่อยคงดีขึ้น”
บังเอิญนึกถึงคำพูดของเพื่อนที่คอยบอกอยู่ตลอดได้พอดี
วิชามาเฟีย 101 กล่าวไว้ว่า สู้ด้วยแรงไม่ได้ ก็เล่นประสาทมันแทน
“การยั่วโมโหคนนี่เป็อะไรที่สะใจจริงๆ”