ทุกคนมองตามไปยังสายตาของเฌอปราง
“เกลียดจังชายคนนั้น” เฌอปรางบ่นอุบ มองไปที่ชายหนุ่มอายุราว 15 ปีกำลังแซงแถว ไล่คนที่ต่อแถวอยู่ก่อนแล้วให้ไปต่อข้างหลังสุด แน่ล่ะเขาไม่ได้ไปคนเดียว ไปกันเป็กลุ่มใหญ่เลยด้วย
อันธพาล!!!
“ลูกชายเ้าสำนักม่านเมฆา ที่เขาลือกันว่าเป็อัจฉริยะอายุเพียง 15 ปี แต่บรรลุอภิญญาขั้นที่ 1 แล้ว ดูวางมาดเข้าสิ ไม่ต่างอะไรกับอันธพาลที่ไร้การศึกษา เชอะ”
“ทำไมเ้าถึงดูเหมือนไม่ได้แค่เกลียด แต่เคียดแค้น” ครามเอ่ย
ก็!!! เธอคิดจะพูดแล้วหยุดกึก…
“อภิญญาขั้นที่ 1” โฆษกประกาศ พลางสอพลอเพิ่มเติม “คุณชายฟ้าประทาน ทายาทสำนักม่านเมฆา นับเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ เมื่อ 5 ปีก่อน ยังอยู่ในระดับนักบำเพ็ญอยู่เลย มาปีนี้ ทะลุถึงขั้นอภิญญาเสียแล้ว แน่นอนเสียเหลือเกิน ว่าไม่เกิน 20 ปีต้องได้เป็นักสิทธิ์ชั้นต้น เป็แน่แท้”
เกินจริง!!! วันนี้เขา 15 ค่าเฉลี่ยที่คนพูดว่าเร็วของเขาอยู่ที่ปีละ 1 ขั้น พออายุ 20 ต้องได้เพียง ขั้นที่ 5 หรือไม่ก็ 6 เพราะการฝึกพลังอิทธิ เริ่มเปิดจักระได้ตอน 5 ขวบ
ในระหว่างที่โฆษกพล่ามอยู่นั้นคุณชายฟ้าประทานได้เดินตรงดิ่งเข้ามากลางวงที่เฌอปรางยืนอยู่ พลางแสยะยิ้ม และโบกมือให้พวกของครามหลีก ครามถอยออกไป 1 ก้าว เพื่อจะได้ไม่มีเื่ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาโดยไม่มีหยุด ระหว่างนั้น ปรางมีท่าทีไม่ยอม ครามร้องห้ามไว้ ขณะที่อชิราหัวเราะคิก
“พี่หัวเราะอะไร”
“ข้าหัวเราะเ้า เพราะที่เ้าไม่ชอบเขา เพราะว่าเขาให้บิดามาสู่ขอเ้าต่างต่างหากล่ะ”
“ใช่น่ะสิพี่ มาขู่บังคับพ่อข้าจนต้องยอมหมั้นกับเ้าหมอนั่น ข้าล่ะแค้นมันจริงๆ ต่อให้หัวเด็ดตีนขาด ข้าไม่มีทางแต่งกันมันเด็ดขาด” ปรางพูดพลางกัดฟัน อชิรามาปลอบ เ้าไม่ต้องห่วงไป เ้าหมอนี่ทะนงตนเองว่าเป็อัจฉริยะ หารู้ไม่ว่าครามอายุเพียง 13 แต่บัดนี้อยู่ระดับอภิญญาขั้นที่ 2 แล้ว ถ้าหมอนั่นรู้จะต้องกระอักเืแน่นอน” พอพูดจบทั้งสองก็หัวเราะคิก
“แล้วอีกอย่างหนึ่ง น้องสาวของขาน่ะ อายุแค่ 13 ได้นักบำเพ็ญขั้นที่ 10 หากเ้าอายุ 14 มิไปถึงระดับอภิญญาขั้นที่ 1 รึ หากอายุ 15 เ้าจะต้องอยู่ขั้นที่ 2 แน่นอน เห็นทีว่าคำว่าอัจฉริยะเของเ้าหมอนั่นคงถูกเ้าทำลายเป็แน่ เมื่อเป็แบบนั้น พ่อของเ้าก็จะมีอำนาจในการไม่ยกลูกสาวให้กับผู้ที่ด้อยกว่าอย่างแน่นอน”
“ใครว่าข้าจะทดสอบวัดระดับพลังอิทธิกัน” ครามยิ้มกว้าง
“พวกเ้าลืมไปแล้วรึ การแข่งชิงธงไตรภาคี ในทีมต้องมีผู้ร่วมทีมอย่างน้อย 3 คน และต้องมีครบทั้งสายศาสตรา เวทมนตร์ และอิทธิฤทธิ์
เ้าหมายถึงว่าเ้าจะไปทดสอบเวท!!! สองดรุณีพูดพร้อมกัน
“ถูกต้อง ข้าจะไปวัดระดับเวท”
“เดี๋ยวสิ ถ้าเ้าไปทดสอบเวท เ้าก็ต้องเข้าประลองเวทด้วยนะ”
“นั่นสิ เ้าไม่เคยบอกว่าเคยฝึกเวทมาก่อน”
“ใช่ ข้าไม่เคยฝึก”
“แล้วเ้าจะหาที่ตายไปทำไม”
สู้เราไปฉกตัว หรือจ้าง ผู้ที่ทดสอบเวทตรงนั้นไม่ดีกว่ารึไง
“ไม่ ข้าอยากให้เราสามคนอยู่ทีมเดียวกันเท่านั้น ไม่มีคนอื่น” ครามพูดอย่างหนักแน่น
“ไม่ใช่เพียงแค่ข้า ที่ทดสอบสายวิชาที่ไม่คุ้นเคย ปรางเ้าต้องไปวัดระดับพลังด้านศาสตรา ส่วนเ้าอชิราไปวัดพลังอิทธิ”
นี่มันบ้าไปแล้ว คนละสายกันเลย สองสาวอุทานขึ้นพร้อมๆ กัน
ปรางก้าวเข้ามายืนตรงหน้าคราม “ั้แ่เกิดมาข้าไม่เคยฝึกศาสตราเลยสักครั้ง ขณะที่พี่อชิราเป็นักดาบโดยกำเนิด ส่วนเ้าพลังอิทธิของเ้ากล้าแข็งปานนี้ น่าจะแกร่งที่สุดในที่นี้ด้วยซ้ำ ทำไมเ้าถึงทิ้งโอกาสอันดีเหล่านี้ไป อันที่จริงเราเพียงไปซื้อตัวคนที่อยู่สายเวทย์มา 1 คน เข้าร่วมทีก็ยังได้ และน่าจะเป็วิธีที่ดีที่สุดด้วย” ปรางพูดอย่างดุเดือด
ขณะที่อชิราก็พยักหน้าเห็นด้วยในทุกคำพูด เธอพยายามช่วยปรางหว่านล้อมคราม แต่ไม่เป็ผล เธอจึงชี้ไปที่ป้ายประกาศกิจกรรม เ้าลองดูนะ
กิจกรรมชิงธงไตรภาคี
เมื่อได้ตรวจสอบระดับและความชำนาญของสมาชิกในทีมแล้วให้ไปรายงานตัว เพื่อแยกสายการประลองของแต่ละทักษะ เพื่อหาผู้เป็เลิศในแต่ละสาย และสมาชิกของทีมใดมีคะแนนสะสมมากที่สุด จะได้รับรางวัลและป้ายระดับความแข็งแกร่ง โดยคิดจาก ชนะ 1 ครั้ง นับเป็ 1 คะแนน และไม่มีการจำกัดจำนวนสมาชิกในทีม เมื่อได้ทีมที่มีคะแนน 10 อันดับแรก จึงจะผ่านเข้ารอบ และเข้าแข่งขันชิงธงรอบชิงมหาสมบัติ
เ้าเห็นรึยัง ทั้งสองสาวพูดพร้อมกัน
“เห็นแล้ว แต่ข้าไม่เปลี่ยนใจ” ครามพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอให้พวกเ้าเชื่อข้า ข้าจะทำให้พวกเราชนะเป็ส่วนใหญ่ หลังจากวัดระดับแล้วพวกเรามีเวลา 1 สัปดาห์ในการแข่งขัน ดังนั้นมีเวลาพอที่จะทำให้พวกเ้าเก่งในสายที่สมัคร”
สองสาวจนปัญหาจะเถียง แต่ก็ยอมครามไปโดยปริยาย
นี่เป็การทดสอบความไม่เชี่ยวชาญชัดๆ