"คนที่ตื่น คิดว่าตัวเองรู้สึกตัว คนที่หลับก็คิดว่าตัวเองรู้สึกตัวเช่นกัน และคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง รู้แค่ว่า ทั้งสองฝั่งไม่มีอันไหนจริงทั้งหมด"
ว่ากันว่า "ศาลเ้าในฝัน จริงกว่าศาลเ้าตอนตื่น เพราะฝันไม่โกหก ฝันแค่แสดงให้เห็น ความจริงที่ไม่อยากเห็นที่สุด"
"เสียงระฆังเข้าสู่ศาล เสียงิญญาเข้าสู่ฝัน และคนที่แยกทั้งสองไม่ออกยืนอยู่ที่หน้าประตู ไม่รู้ว่าควรเคาะประตู หรือควรตื่นขึ้น"
รุ่งเช้าของวันถัดมา เส้นทางสุดท้ายก่อนตำหนัก
ในตอนเช้าที่สายคณะผ่านศาลเ้าเก่าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเนินเตี้ย ๆ ข้างเส้นทางศาลเ้าที่ใหญ่กว่าที่ควรจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลขนาดนี้หลังคาสีแดงที่ซ่อมมาหลายครั้งจนสีผสมกันหลายเฉดและลานหน้าศาลเ้าที่มีต้นพลับดอกบานอยู่สองต้น
และนั่งอยู่ที่บันไดศาลเ้านั้นหญิงสาวคนหนึ่ง อายุประมาณสิบแปด สิบเก้า ผมยุ่งเสื้อผ้าที่บอกว่าอยู่ที่นั่นมาหลายชั่วโมงแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงม้าในดวงตาของเธอมีบางอย่างระหว่างความกลัวและความหวัง
"ท่านทั้งหลายคือคนจากตำหนักเมฆาหล่นไหม?" เธอถามเสียงสั่น
คณะหยุดม้า
"ใช่" อี้เหยียนตอบ
หญิงสาวลุกขึ้นทันที
"ข้ารอมาสองวัน" หญิงสาวพูดเสียงเร็ว "คนในหมู่บ้านบอกว่าท่านทั้งหลายเดินทางกลับผ่านทางนี้ข้า้าขอความช่วยเหลือ"
"เื่อะไร?"
"ในศาลเ้านี้" หญิงสาวพูด "มีบางอย่างที่ทำให้พ่อข้าไม่ยอมออกมาเขาเข้าไปในศาลเ้าสามวันก่อนเพื่อทำพิธีขอพรตามที่ทำทุกปี แต่ไม่ออกมาข้าเข้าไปตาม พบเขานั่งอยู่ต่อหน้าแท่นบูชา ดวงตาเปิดแต่ไม่มองอะไรไม่ตอบเมื่อเรียก ไม่ขยับเมื่อแตะ"
"แต่ยังมีชีวิตอยู่" หญิงสาวพูดยืนยัน
"ใช่ ยังหายใจ แต่ไม่รู้สึกตัว"
อี้เหยียนลงจากม้า
"พาข้าไปดู"
ภายในศาลเ้า..........
ศาลเ้าที่ดูธรรมดาจากภายนอกนั้นภายในมีบรรยากาศที่ต่างออกไปไม่หนักหน่วงแบบอิงเฉียนต้ง ไม่เย็นแบบเมล็ดพันธุ์ฝันแต่มีบางอย่างที่เงียบผิดปกติ
เงียบในแบบที่เสียงไม่ดังออกนอกศาลเ้า
"ศาลเ้าผนึกเสียง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
ชายวัยห้าสิบกว่านั่งอยู่ต่อหน้าแท่นบูชาในท่าสักการะมือประสานกัน หัวก้มเล็กน้อย แต่ดวงตาเปิดและว่างเปล่า หายใจสม่ำเสมอใบหน้าไม่มีความเ็ป
อี้เหยียนเดินเข้าไปใกล้อ่านพลังงานด้วยสถูป
"เขาไม่ได้ติดอยู่ในชั้นฝัน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "เขาถูกดึงเข้าไปในชั้นพิธีกรรม"
"ชั้นพิธีกรรมคืออะไร?" เทียนจวินถาม
"ชั้นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เมื่อพิธีกรรมนั้นสะสมพลังงานมานานพอ" อี้เหยียนอธิบาย "ศาลเ้านี้มีประวัติยาวนานพิธีกรรมที่ทำซ้ำทุกปีในแบบเดิมสะสมพลังงานพิธีกรรมในชั้นที่สามขึ้นไปเมื่อผู้ทำพิธีมีจิตใจที่สั่นคลอนบางอย่างในระหว่างพิธีพลังงานนั้นจะดึงส่วนหนึ่งของจิตเขาเข้าไปไว้ในชั้นพิธีกรรมแทน"
"จิตใจสั่นคลอน" หญิงสาวพูดซ้ำ "พ่อของข้ามีอะไรที่สั่นคลอนไหม?"
อี้เหยียนมองหญิงสาว
"ท่านรู้ว่าพ่อท่านมีความกังวลอะไรที่หนักเป็พิเศษใน่นี้ไหม?"
หญิงสาวเงียบสักพัก
"เขากังวลเื่การแต่งงานของข้า" หญิงสาวพูดเสียงเบา "เขา้าให้ข้าแต่งงานกับลูกชายคหบดีในเมืองแต่ข้าไม่้า ข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว แต่พ่อไม่เห็นด้วยเขามาศาลเ้าเพื่อขอให้เทพช่วยให้ข้า
เปลี่ยนใจ"
อี้เหยียนมองชายที่นั่งอยู่ต่อหน้าแท่นบูชา
"ชั้นพิธีกรรมนั้นดึงส่วนของจิตที่กังวลที่สุดเข้าไปเก็บไว้" อี้เหยียนพูดเบา ๆ "เพื่อให้คำขอนั้นสะอาดและชัดเจนแต่ถ้าส่วนที่ดึงออกไปนั้นใหญ่เกินไป เ้าของจะออกจากสมาธิในพิธีกรรมไม่ได้"
"วิธีนำเขาออกมา?" เทียนจวินถาม
"ต้องเข้าไปในชั้นพิธีกรรม ตามหาส่วนของจิตที่ถูกดึงออกไปและนำมันกลับมาให้เขา" อี้เหยียนพูด "แต่การเข้าชั้นพิธีกรรมนั้นต่างจากชั้นฝันต้องมีพิธีกรรมเป็ทางเข้า และต้องรู้ว่าพิธีกรรมที่ใช้สร้างชั้นนั้นคืออะไร"
อี้เหยียนมองรอบศาลเ้าดูรูปแบบการแกะสลักที่ผนัง ดูสิ่งของบนแท่นบูชา ดูเทียนที่ตั้งอยู่ในแบบที่เขาอ่านได้
"พิธีกรรมของศาลเ้านี้ใช้ดอกพลับเป็เครื่องบูชา" อี้เหยียนพูด หันไปหาหญิงสาว "มีดอกพลับสดไหม?"
"ต้นพลับในลานออกดอกอยู่"
"เก็บมาสามกำมือ" อี้เหยียนพูด
พิธีกรรมเปิดชั้น...........
อี้เหยียนจัดดอกพลับสดบนแท่นบูชาในแบบที่เขาอ่านจากรูปแบบการแกะสลักบนผนังไม่ใช่การเดา แต่เป็การอ่านว่าพิธีกรรมเดิมของศาลเ้านี้ทำอย่างไร
สถูปในมือซ้ายมือขวาจัดดอกพลับในท่าที่ถูกต้อง เมียวกิส่งแสงทองบาง ๆออกมาล้อมรอบพื้นที่ศาลเ้า
อี้เหยียนพูดคำเรียกพิธีกรรมในภาษาโบราณที่เขาอ่านออกจากอักษรบนผนังเสียงนั้นเงียบและสม่ำเสมอ
อากาศในศาลเ้าเปลี่ยนไม่ใช่เย็นลง ไม่ใช่หนักขึ้น แต่เป็อะไรบางอย่างที่ต่างออกไปราวกับว่ามีชั้นหนึ่งที่ซ้อนทับอยู่บนชั้นปกติเริ่มมองเห็นได้
อี้เหยียนก้าวเข้าไปในชั้นนั้น
ชั้นพิธีกรรมของศาลเ้านั้นไม่เหมือนชั้นฝันและไม่เหมือนชั้นระหว่างโลกมันมีสีและรูปทรงที่ชัดเจนกว่า เหมือนห้องที่สร้างขึ้นจากความเชื่อและการกระทำซ้ำๆ ของคนหลายร้อยปี
กลางชั้นพิธีกรรมนั้น
มีรูปร่างที่อี้เหยียนรู้ว่าคือส่วนของจิตที่ถูกดึงออกมาจากชายวัยห้าสิบกว่าไม่ใช่รูปคน แต่เป็ก้อนแสงสีขาวหม่นที่สั่นอย่างกังวล ในนั้นอี้เหยียนรับรู้ได้ถึงความรักของพ่อที่กังวลเื่ลูกสาวและความกลัวว่าจะตัดสินใจผิด
"ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะทำผิด" อี้เหยียนพูดเสียงเบาในชั้นพิธีกรรม"ท่านอยู่ที่นี่เพราะรักลูกมากเกินไปจนกลัวมากเกินไปลูกสาวท่านรู้ว่าท่านรัก และนั้นเพียงพอแล้วในการเริ่มคุยกันไม่ต้องขอให้เทพเปลี่ยนใจใคร แค่กลับไปคุยกัน"
ก้อนแสงสีขาวหม่นนั้นสั่นน้อยลง
"กลับไปได้แล้ว" อี้เหยียนพูด
ชายวัยห้าสิบกว่าฟื้นคืนสติในไม่กี่นาทีหลังจากอี้เหยียนออกมาจากชั้นพิธีกรรมสั่นเล็กน้อย งุนงงสักพัก แล้วก็เห็นลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
หญิงสาวร้องไห้เบาๆ จับมือพ่อ
ชายนั้นมองลูกสาวแล้วก็มองอี้เหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ
"ท่านช่วยข้าออกมา" เขาพูดเสียงเบา
"ท่านเลือกออกมาเอง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าแค่บอกทางออก"
เขามองลูกสาวอีกครั้ง
"เราจะคุยกัน" เขาพูดเสียงเงียบ "ข้าสัญญา"
หญิงสาวพยักหน้ายังถือมือพ่ออยู่
บ่ายของวันสุดท้ายก่อนถึงบ้าน.......
คณะออกเดินทางต่อในบ่ายหลังจากดูแลจนแน่ใจว่าพ่อลูกทั้งสองคนปลอดภัยและกำลังพูดคุยกันเส้นทางสุดท้ายสู่ตำหนักเมฆาหล่น
อี้เหยียนและเทียนจวินขี่ม้าเคียงกันในแสงบ่ายที่เริ่มเอียงสีทองในความเงียบที่ไม่้าคำพูด
แต่หลังจากผ่านสันเขาเตี้ยๆ ที่อี้เหยียนรู้จักดี ซึ่งหมายความว่าตำหนักเมฆาหล่นอยู่อีกสองชั่วโมงข้างหน้าเทียนจวินพูดขึ้นเสียงเบา
"ข้าคิดเื่ชายในศาลเ้า"
"คิดอะไร?"
"คิดว่าเขากังวลเื่ลูกสาวเพราะรักแต่ความกังวลนั้นทำให้เขาเลือกทางที่ผิด" เขาพูด "ระหว่างขอให้เทพเปลี่ยนใจลูกสาวกับนั่งคุยกับลูกสาวตรง ๆ"
"ความกลัวทำให้คนเลือกทางที่ไม่ตรง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้าคิดว่าตัวเองก็เคยเลือกแบบนั้น" เขาพูดเบา ๆ
อี้เหยียนหันมามองเขา
"เมื่อไหร่?"
"ตอนที่ข้ามาที่ตำหนักครั้งแรกและบอกว่ามาเพราะเหตุผลทางการ" เขาพูดตรง "เหตุผลจริงนั้นตรงกว่านั้นมากแต่ข้ากลัวเกินกว่าจะพูดตรง ๆ ในครั้งแรก"
อี้เหยียนมองเขาสักพัก
"ข้าก็รู้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
เขาแปลกใจเล็กน้อยมองอีกฝ่าย
"เ้ารู้?"
"ข้าอ่านพลังงานของคนได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "และเหตุผลทางการของเ้านั้นไม่ได้มีพลังงานที่แน่วแน่เหตุผลที่แท้จริงต่างหากที่แน่วแน่"
เขายิ้มเบาๆ
"และเ้าปล่อยให้ข้าแสดงเหตุผลทางการนั้นโดยไม่บอก?"
"เ้า้าพูดด้วยตัวเองในเวลาที่เ้าพร้อม" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "การบอกก่อนที่เ้าพร้อมจะไม่เป็ประโยชน์กับทั้งสองคน"
เขามองอี้เหยียนในแสงบ่ายสีทอง
"เ้ารอให้ข้าพร้อมก่อนจึงรับ" เขาพูดเสียงเบาในนั้นมีบางอย่างที่อบอุ่นมากกว่าที่เขาแสดงออกมา
"ข้าเป็คนอดทน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้ารู้" เขาพูด "และข้าขอบคุณ"
"ไม่ต้องขอบคุณ" อี้เหยียนพูด แล้วก็หยุดสักวินาทีก่อนพูดต่อ "แต่ข้าพร้อมแล้วตั้งนานแล้วข้าแค่รอให้เ้ารู้ว่าพร้อมแล้วด้วยตัวเอง"
เขามองอี้เหยียนในแสงสุดท้ายของบ่ายเนินเขาเตี้ย ๆ ข้างหลังพวกเขาหายไปในม่านทอง
"ข้ารู้แล้ว" เขาพูดเสียงเบา "รู้มาตั้งนานแล้ว"
อี้เหยียนมองเขาดวงตาสีทองในแสงทองของบ่ายอ่านใบหน้าของเทียนจวินในแบบที่อี้เหยียนอ่านทุกวันในแบบที่ตัวเขาเองรู้จัก
แล้วก็หันหน้ากลับมองเส้นทางข้างหน้า
แต่ขยับม้าให้ใกล้ขึ้นในแบบที่เล็กน้อยแต่มีความหมาย
กลับบ้านและกระจกที่รอการศึกษา.......
ตำหนักเมฆาหล่นในแสงเย็นของบ่ายที่สาม
ประตูตำหนักที่อี้เหยียนปิดไว้ก่อนออกเดินทางเปิดออกเมื่อคณะมาถึงในแบบที่บ้านเปิดรับเมื่อเ้าของกลับมา
สวนสมุนไพรข้างหลังมีสีเขียวที่เข้มขึ้นเล็กน้อยใน่ที่ไม่อยู่ต้นไม้ที่เธอปลูกและดูแลมาตลอดนั้นยังอยู่ในแบบที่เขาทิ้งไว้ ดินชื้นแสดงว่าฝนตกมาบ้างใน่ที่จากไป
ทุกคนแยกย้ายกันพักและจัดการสัมภาระ
อี้เหยียนเดินไปที่ห้องคัมภีร์ก่อนวางกล่องผ้าที่มีกระจกลงบนโต๊ะทำงาน เปิดฝาดูกระจกสักพักกระจกผิวเงินหม่นในแสงบ่ายของห้องคัมภีร์ที่กรองผ่านหน้าต่างบานเล็ก
มันไม่สะท้อนภาพของเขาแต่สะท้อนบางอย่างที่ตัวเขายังอ่านไม่ออกในตอนนี้
“เราจะคุยกันในภายหลัง" อี้เหยียนพูดกับกระจกปิดฝากล่องกลับ
เมียวกิบินเข้ามาในห้องคัมภีร์และเกาะที่กิ่งไม้แห้งที่อี้เหยียนตั้งไว้สำหรับมันกระพือปีกหนึ่งครั้งในแบบที่มันทำเมื่อมันกลับบ้านแล้วพอใจ
อี้เหยียนนั่งลงที่โต๊ะเปิดสมุดบันทึกไปที่หน้าว่าง และเริ่มเขียน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการเดินทางนี้พระราชวังต้องห้าม สถูปกลับด้าน เสี่ยวอวิ๋นจื่อ สำนักเมฆาดำเมล็ดพันธุ์ฝันในฉางิ กระจกในฉิวหยาง ศาลเ้าและชายที่ติดอยู่ในชั้นพิธีกรรม
เขียนจนดวงตาเริ่มเหนื่อย
"ยังเขียนอยู่?"
เสียงเทียนจวินที่ประตูห้องคัมภีร์
อี้เหยียนเงยหน้าขึ้นเขายืนอยู่ที่กรอบประตู ชุดเปลี่ยนแล้ว ในมือมีชาสองถ้วย
"เกือบเสร็จ" อี้เหยียนพูด
เขาเดินเข้ามาวางชาถ้วยหนึ่งข้างๆ นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม เปิดรายงานที่รอเขาอยู่บนโต๊ะคัมภีร์อ่านในแบบที่เขาอ่านเมื่อเขามีงาน
ทั้งสองทำงานอยู่ในห้องคัมภีร์ในความเงียบที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ทั้งสองกำลังทำในแบบที่คนสองคนที่ทำงานด้วยกันนานพอจะนั่งในห้องเดียวกันได้โดยไม่ต้องพูด
สักพัก
"เ้าคิดถึงบางอย่าง" อี้เหยียนพูดโดยไม่เงยหน้า
"คิดเื่กระจก" เขาพูดตรง
"คิดอะไร?"
"คิดว่าถ้ากระจกนั้นแสดงทุกทางเลือก" เขาพูดเสียงเบา "และในทุกทางเลือกนั้นข้ายังมองหาเ้าอยู่แปลว่าไม่ใช่เื่ของทางเลือก มันเป็เื่ของสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองไม่ว่าจะเลือกทางไหน"
อี้เหยียนวางปากกาลงหันมามองเขา
"เ้าสรุปสิ่งที่ซับซ้อนได้ตรงและเรียบ" อี้เหยียนพูด
"ข้าเรียนรู้จากเ้า" เขาพูด
มุมปากของอี้เหยียนขยับขึ้นเป็รอยยิ้มที่เขาสังเกตเห็นและจำได้ว่าชอบมาตลอด
อี้เหยียนหยิบถ้วยชาขึ้นดื่ม
อบอุ่นในอุณหภูมิที่พอดีในแบบที่เขาชงเสมอ
"ชาดีมาก" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้าฝึกมาเพื่อคน ๆ เดียว" เขาพูดในแบบที่เขาพูดครั้งแรกในฉางิในน้ำเสียงที่บอกว่าไม่ได้พูดเพื่อประจบและรู้ว่าอี้เหยียนรู้ความแตกต่าง
อี้เหยียนวางถ้วยชาลงช้าๆ มองออกไปที่หน้าต่างที่แสงเย็นของบ่ายเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อน ๆ
"เทียนจวิน"
"อะไร"
"ข้าดีใจที่เ้ามาอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเบาในแบบที่ตัวเขาพูดสิ่งที่ไม่ง่ายที่จะพูดแต่พูดเพราะมันเป็ความจริงที่ควรพูด
เขาเงียบอยู่สักพักรับสิ่งที่อี้เหยียนพูดในแบบที่เขารับเสมอ
"ข้าก็ดีใจที่ได้มา" เขาพูดเสียงเบา "มากกว่าที่จะบอกได้หมดในคำพูดเดียว"
ห้องคัมภีร์ของตำหนักเมฆาหล่นในแสงเย็นที่เริ่มสีส้มกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าและชาอุ่น สองคนในความเงียบที่สมบูรณ์ในแบบที่ทุกสิ่งที่ดีเริ่มต้น
"ศาลเ้าไม่ได้ผนึกเสียง แต่ผนึกคำที่คนพูดเสียงนั้นพูดไม่จบ
และฝันไม่ได้เก็บิญญา แต่เก็บสิ่งที่ิญญานั้น ยังคิดไม่กระจ่าง
ดังนั้น ศาลไม่สลาย ฝันไม่สิ้น จนกว่าคำนั้นจะพูดจบ จนกว่าสิ่งนั้นจะเข้าใจ"
"คนที่เดินออกจากศาล พาอะไรไปด้วย คนที่ฝันสิ้นทิ้งอะไรไว้
และคนที่ เป็ทั้งสองอย่าง และไม่เป็อะไรเลย ยืนอยู่หน้าประตูศาล แตะที่หน้าอกรู้ว่าที่นั่น ขาดบางอย่าง แต่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร"
..สุสาส์นราคะ..