เสียงลมหายใจแผ่วเบาของปพนต์และวรเมธข้างกายควรจะทำให้มารตีรู้สึกอบอุ่นใจอย่างที่เคยเป็นแต่ในเช้าวันอาทิตย์ที่แดดอ่อนๆ ส่องลอดม่านบางลงมากระทบผิวเนียนละเอียดเปลือยเปล่าของเธอวันนี้ มันกลับมีบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ... เสียงบางเสียงที่เธอพยายามจะลืมเลือนกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เธอหลับตาลง ใบหน้าใสซื่อรอยยิ้มที่แฝงความตื่นเต้นกับความเขินอายในแววตาของหนุ่มน้อยคนนั้น...นัทพงษ์
เขาไม่เหมือนใครเลยจริงๆ และยิ่งเธอพยายามลืม ความรู้สึกกลับยิ่งกระจ่างชัดนัทพงษ์เป็นคนที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กสาวอีกครั้งใจเต้นแรงกับคำพูดง่ายๆ การสัมผัสที่ไม่ประสีประสา และท่าทางขัดเขินที่ไม่ได้มีการเสแสร้งสักนิดมันแสนจะอ่อนโยน... และบริสุทธิ์จนทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว
มารตีลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ พาร่างเปลือยเปล่าไปที่ระเบียงจิบกาแฟที่ พรลดาเพิ่งชงให้และมองออกไปที่สวนเขียวชอุ่มใบไม้ปลิวไหวเหมือนสายตาของนัทพงษ์ที่เธอเผลอจ้องมองนานเกินไปในที่ทำงาน
“ยังคิดถึงเขาอยู่ใช่ไหม...” เสียงทุ้มนุ่มของปพนต์เอ่ยขึ้นเบาๆจากข้างหลัง ราวกับอ่านใจเธอได้
มารตียิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันกลับไปมองสามีที่แสนดีในเสื้อคลุมอาบน้ำที่ยังไม่ได้ผูกเชือกเผยให้เห็นตลอดลำตัวด้านหน้าที่เธอรู้จักอย่างดีทุกซอกทุกมุม
“อืม...” เธอไม่ปฏิเสธ “รตีพยายามจะไม่คิด... แต่เขาเป็นเด็กดีจริงๆนะคะพี่ปพนต์ เขาใส่ใจ อ่อนโยนแล้วก็บริสุทธิ์แบบที่...”
“เราไม่มีอีกแล้วใช่ไหม” วรเมธเดินเข้ามาสมทบเขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงหึงหวง มีเพียงแววตาจริงใจที่กำลังฟังเธอ
“รตีรักพวกคุณนะคะ” เธอหันไปสบตากับทั้งสอง “แต่นัทพงษ์...เขาไม่ใช่คนที่จะแทรกกลางระหว่างเรา เขาแค่อยู่ตรงที่ว่างในใจของรตี ที่รตีเองก็เพิ่งรู้ว่ามีอยู่”
วรเมธเดินเข้ามาจับมือเธอไว้ พลางเอ่ยอย่างจริงจัง “ถ้าคุณอยากลองไปหาเขาก็ไปเถอะ”
“จริงเหรอ?” มารตีนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนถามทั้งน้ำตาคลอ
ปพนต์เข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง “เราเชื่อใจเธอ...รตี ไม่ว่ารตีจะเลือกอะไรเรารู้ว่ารตีไม่ได้กำลังจะทิ้งเราไปไหน... แค่ไปเติมบางอย่างที่สำคัญกับตัวเอง”
มันไม่ใช่แค่การอนุญาตแต่มันคือความเข้าใจ เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าความรักแบบไม่มีกรอบ ไม่มีรูปแบบไม่มีคำว่า “พอแล้ว”
คืนต่อมามารตีนอนกอดทั้งปพนต์และวรเมธแน่นกว่าทุกคืน จูบพวกเขาทั้งสองคนด้วยความรักจริงแท้ก่อนจะลูบไล้ร่างของพวกเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณจากทุกส่วนของหัวใจร่างกายของเธอกับของพวกเขาประสานกันอย่างรู้จังหวะและเร่าร้อนในแบบที่คุ้นเคยแต่อ่อนโยนมากพอจะปล่อยให้เธอจากไปในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยหัวใจที่เบาบางขึ้น
ในห้องนอนที่ยังอบอุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟและไอแดดยามเช้า มารตีนั่งบนเตียงมือยังคงจับแก้วมัคสีขาวไว้หลวมๆ สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ใจกลับอยู่ในห้องนี้ อยู่กับคนสองคนที่รักเธอสุดหัวใจ
วรเมธนั่งข้างเธอ ปพนต์นั่งฝั่งตรงข้ามไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นสักพักยาวนาน จนกระทั่งปพนต์ขยับตัวเบาๆก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงบ “ถ้ารตีจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ... พี่ว่ามันก็ไม่ผิดหรอกจ้ะ”
วรเมธพยักหน้าช้าๆ “ความรักไม่ใช่การแข่งขันนี่นาเราไม่ได้อยู่เพื่อแย่งความรักจากกัน แต่เราอยู่เพื่อแบ่งปันมันกับคุณ... และกับกันและกันด้วย”
มารตีเงยหน้ามอง ทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปรากฏขึ้นพร้อมกันบนใบหน้าของเธอรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ขอบคุณ ซาบซึ้ง และรักอย่างสุดหัวใจ
“พวกคุณนี่มัน...ช่าง...” เธอพูดเบาๆ “ใจดีที่สุดเลยรู้ไหม?”
ปพนต์เอื้อมมือมาลูบผมเธอเบาๆ “เพราะรตีทำให้เราเป็นแบบนั้นต่างหาก”
มารตีหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะเอนศีรษะซบไหล่วรเมธลมหายใจเธอเริ่มสม่ำเสมอขึ้น ความหนักอึ้งในใจเหมือนถูกผ่อนคลายลง วรเมธแตะริมฝีปากที่ขมับเธอแผ่วเบา“แล้วคุณจะไปเมื่อไหร่ล่ะ?”
“เสาร์อาทิตย์หน้า เป็นไงคะ” มารตีตอบ “รตีจะบอกเขาว่าเป็นงานด่วนพีชไม่ว่าง ก็เลยต้องไปกันสองคน”
“เขาจะรู้ไหมว่ารตีอยากให้มันมากกว่างาน?” ปพนต์ถามเรื่อยๆ
มารตีหันไปสบตาเขา “เขาน่าจะรู้นะคะ...แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้อยู่ด้วยกันนานกว่าสองชั่วโมงแบบไม่มีใครหรืออะไรขัดจังหวะ”
วรเมธหัวเราะเบาๆ “แล้วจะพอไหม... แค่สองวันเอง?”
“ถ้าไม่พอ...” เธอยักคิ้วและยิ้มอย่างล้อเลียน “ก็หาโอกาสอีก...”
สาวสวยวางแก้วกาแฟลง ก่อนลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเล็กๆมุมห้องที่มีโน้ตบุ๊กและโทรศัพท์วางอยู่ เธอหยิบมือถือขึ้นมานิ้วเรียวกดข้อความหาใครบางคน “นัทพงษ์ พีชไม่ว่างไปด้วยเสาร์-อาทิตย์หน้า แต่เรายังต้องไปประชุมกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดพอไปกับพี่ได้ไหม?”
ไม่ถึงนาทีก็มีเสียงเตือนดังขึ้น นัทพงษ์ตอบมาไวมากราวกับรอคอยอยู่แล้ว“ไปครับ ไปได้แน่นอน! เดี๋ยวจัดกระเป๋ารอเลยนะครับ”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้ามารตีทันที มันเป็นรอยยิ้มแบบที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงทั้งที่ยังไม่ได้เจอเขาเลยด้วยซ้ำเธอพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ “ดีมาก เตรียมใจไว้ด้วยนะ”
“ดูรตีมีความสุขขึ้นนะ” ปพนต์พูดจากเตียง วรเมธมองตามอย่างเอ็นดู
มารตีเดินกลับมาที่เตียงอย่างมั่นใจ นั่งลงกลางระหว่างสามีทั้งสองลูบมือพวกเขาเบาๆ “ก็รตีจะไปด้วยความรัก ไม่ใช่เพื่อหนีอะไรสักหน่อยนี่คะ...”
“เรารู้” วรเมธพูด “แล้วก็จะรอคุณกลับมานะ... มาพร้อมกับรอยยิ้มแบบนี้อีก”
ปพนต์ยื่นมือมาประคองใบหน้าเธอขึ้น จูบริมฝีปากเธอเบาๆ อย่างแผ่วเบานุ่มนวลมารตีหลับตา ซึมซับความรู้สึกจากจูบนั้น มันเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความอ่อนโยนและความไว้ใจอย่างแท้จริง
หลายวันต่อมาและในคืนนี้ พวกเขาทั้งสามใช้เวลาอย่างคุ้มค่า มารตีรู้ดีว่านี่คือบ้านนี่คือหัวใจที่โอบรับเธอไว้ไม่ว่าเธอจะเลือกเส้นทางแบบไหน ร่างสวยของเธอไหลลื่นอยู่ใต้สัมผัสของทั้งสองคนที่เลือกจะแนบชิดเข้ามาพร้อมๆกัน อย่างเนิ่นนานไม่รู้จักเบื่อหน่ายราวกับเป็นการกล่าวลาแสนอบอุ่นก่อนที่เธอจะเดินทางไปพบกับอีกหนึ่งความรู้สึก...ความรักในรูปแบบที่ต่างออกไป
เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นขึ้นมากลางหมอนนุ่มและแสงแดดสีทองที่ลอดม่านเข้ามา พร้อมข้อความใหม่จากนัทพงษ์“เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วนะครับ เดี๋ยวเจอกันนะครับ พี่รตี”
เธอยิ้มพลางลูบหน้าจอเบาๆ “รอเธออยู่เหมือนกันจ้ะ... นัทพงษ์”
เสียงล้อกระเป๋าเดินทางครูดไปกับพื้นสถานีสนามบิน มารตีสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกางเกงผ้าสีอ่อนที่พลิ้วไหวรับลมจากเครื่องปรับอากาศริมฝีปากเธอแต่งสีชมพูอ่อนแต่สดใส ขณะเดินเคียงข้างชายหนุ่มที่ยังคงเดินอย่างเก้ๆกังๆ อยู่ข้างๆ
นัทพงษ์ใส่เสื้อยืดสีเทาอ่อนคลุมด้วยแจ็กเก็ตสีกรมท่าเข้มกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่มากสะพายพาดไหล่ มืออีกข้างจูงกระเป๋าเดินทางแบบเงียบๆเขาหันมามองเธอเป็นพักๆ คล้ายจะถามอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่พูดเสียที มารตีมองดูก็รู้เห็นได้ชัดจากท่าทางลังเลเล็กน้อยของเขา และการที่เขายังคงเดินห่างจากเธอเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะมารยาทอย่างเดียวแต่เพราะความไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอหยุดเดินหน้าประตูขึ้นเครื่อง แล้วหันมาสบตากับเขา “กลัวเหรอ?” เธอถามเสียงเบา พร้อมรอยยิ้มแบบที่เขาจำได้ดี
นัทพงษ์ส่ายหน้า “ไม่ครับ… ไม่ถึงกับกลัว แค่... เอ่อ...ผมไม่แน่ใจว่านี่คือ ‘งานด่วน’ จริงๆ หรือเปล่า”
น้ำเสียงของเขาน่ารักเหลือเกินน่าหยอก น่าเอ็นดู และมารตีก็แทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว เธอก้าวเข้ามาใกล้เอามือวางลงบนมือของเขาที่กำกระเป๋าเดินทาง แล้วบีบเบาๆ
“ไม่ต้องแน่ใจทุกอย่างหรอกจ้ะนัทพงษ์ แค่แน่ใจว่าเธออยากมา...ก็พอแล้ว” แววตาของสาวสวยอ่อนโยน และนุ่มนวลราวกับสายลมยามเช้า นัทพงษ์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนปลดเปลื้องความอึดอัดทั้งหมดในใจออกไปได้ชั่วขณะ
“งั้น... ผมฝากตัวด้วยนะครับ” เขาพูดเสียงเบา สองแก้มและใบหูเริ่มแดงนิดๆ