ตอนที่ 20
วิกฤตตำหนักอัคคี (2)
หลังจากผู้พิทักษ์ชั้นแรกถูกสังหาร ฝูงชนต่างก็พากันล่วงผ่านเข้าไปในประตูสัมฤทธิ์แกะลายอสรพิษบานใหญ่ ที่พึ่งจะถูกเปิดออก ส่วนหานเฟิง ที่ปฏิเสธเป็มั่นเป็เหมาะ ว่า “ไม่” อีกแล้วที่จะทำหน้าที่เป็มุสิกล่องู ทว่า มันยังไม่วายถูกล้อมหน้าล้อมหลัง โดยฝูงชนนับร้อย ทั้งคนนับร้อยที่ว่า ต่างก็เป็บุรุษ จึงพลันให้มันรู้สึกขนลุกยิ่ง พอเหลี้ยวซ้ายแลขวาหมายจะถามหาอิสตรี แต่ไหนเลยจะมี นี่มันเส้นทางอสรพิษ ที่อิสตรีล้วนรังเกียจหวาดกลัว
ตลอดเส้นทาง หานเฟิงถูกถ้อยคำยกยอปอปั้นต่างๆนาๆ จนแทบจะลอยได้โดยไม่ต้องบรรลุปราณนภา หากเส้นทางก็ราบเรียบไร้เพศภัย ไม่ว่าจะกับดักกลไกล้วนไม่อาจเข้าถึงมัน มันที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนจึงคล้ายจะได้รับอานิสงค์ที่ไม่จำเป็ เดินตัดผ่านเส้นทางไปอย่างสะดวกดายไร้รอยขีดข่วน
ทั้งหมดที่พวกคนเหล่านี้กระทำ ก็เพื่อหวังให้หานเฟิงลองใช้วิธีการเช่นนั้นล่องูอีกเป็ครั้งที่สอง ย่อมแน่นอนว่า หานเฟิงต้องปฏิเสธเสียงแข็ง ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีเกินคาดก็ตาม แต่จะให้มันทำหน้าที่เป็มุสิกล่องูเช่นนี้ มันเสียศักดิ์ศรีจนยากจะยินยอม
กระทั่งที่คนทั้งหมดล่วงลึกลงมาถึงห่องโถงชั้นที่สอง ผู้พิทักษ์ประจำด่านที่สองคืองูใหญ่ั์ที่ลำตัวมันวาวดำขลับ ที่หลังคอมีลวดลายรูปดวงตะวันสีแดงเจิดจ้า มันจึงเรียกว่า อสรพิษตะวันแดง เป็สัตว์อสูรระดับปฐีขั้นต้น หากแกร่งกว่าอสรพิษเพลิงแดงอยู่ระดับหนึ่ง
คนทั้งหมดที่พอลงมาถึงเบื้องล่างก็มิได้กรูกันเข้าไปในทันที แต่หานเฟิงกลับััได้ว่า ตนนั้น ถูกดันขึ้นไปเบื้องหน้าโดยฝูงชน กระทั่งหลุดออกมายืนอย่างโดดเดี่ยวในที่สุด
ภาพเบื้องหน้าอันห่างไกล จึงอสรพิษตะวันแดงตัวใหญ่ั์ที่กำลังขดกายนอนอย่างสงบ ลิ้นสองแฉกแดงฉานแลบตวัดออกมาเป็พักๆ คล้ายกับว่ามันเองก็ตรวจพบกลุ่มคนทางด้านนี้แล้วเช่นกัน
หานเฟิงหมุนตัวกลับ กวาดสายตาไล่มองกลุ่มคนที่พากันยืนเป็กำแพงมนุษย์ เห็นว่าทุกสายตาที่มองมาราวกับคำวิงวอนร้องขอ แต่ไหนเลยที่มันจะใจอ่อนยอมกระทำ มันทิ้งตัวกระแทกก้นลงนั่งกับพื้นศิลา ยกสองมือขึ้นกอดอก แววตาคมกล้าจับจ้องฝูงชนเบื้องหน้าอย่างไม่ยินยอม
“ ข้าไม่ทำ” น้ำเสียงที่ราวกับตัดเหล็กเฉือนตะปู
ฝูงชนเห็นเช่นนั้นก็หน้าม่อยคอตก รู้สึกผิดหวังแต่ไม่มีใครคิดโทษโกรธมัน เพราะจะอย่างไร ในด่านที่แล้ว มันก็กระทำหน้าที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ หน้าที่ ของมุสิกล่องู...
ไม่มีใครคิดบังคับมัน คนกว่าร้อย ต่างพากันทยอยเดินไปประจำตำแหน่งห้อมล้อมอสรพิษตะวันแดงไว้ตรงกลาง โถงกว้างใหญ่ ฝูงชนรายรอบอยู่ริมขอบผนัง เพียงรอสัญญาณจากใครสักคน จากนั้นก็ร่ายเคล็ดวิชาระดมเพลิงผู้พิทักษ์ประตู
หานเฟิงลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้น หากเลือกที่จะยืนอยู่ที่เดิม มันเพียงมองกลุ่มคนที่คล้ายจะมีแบบแผน มองอสรพิษที่บัดนี้ลืมตาตื่นชูคอขึ้นมาแล้ว เห็นมันแผ่แม่เบี้ย มองเห็นลวดลายรูปตะวันแดงเจิดจ้าร้อนแรง ที่ราวกับดวงตะวันของจริง
“ ปังงงง…”
เสียงะเิบังเกิดขึ้น เป็สัญญาณของการระดมเพลิง ชั่วพริบตาต่อมาทั่วทั้งตัวของอสรพิษตะวันแดงก็ถูกฝังกลบไปด้วยคลื่นลมปราณทะลักทะลาย มีทั้งคลื่นวายุ มีทั้งคลื่นวารี อีกมีบ้างที่เห็นเป็อัคคีประปรายของผู้ฝึกตนสายการผลิต ปราณจู่โจมทั้งหมดต่างหนุนเนื่อง เรียงร้อยเป็ถ้อยกระบวนอันวิจิตรงดงาม
“ โฮกกกก..” เสียงคำรามที่มิได้ดูคล้ายอสรพิษดังขึ้นจากใจกลางเป้าหมายของการระดมเพลิง ครู่ต่อมา ลำตัวยาวใหญ่ดำขลับก็พุ่งฝ่ากระแสลมปราณที่ถาโถมออกมา
เสียง “ ตูมม” ดังขึ้นคราหนึ่งพร้อมกับฝุ่นควันฟุ้งตลบ แนวจู่โจมด้านหนึ่งถูกทำลาย ผู้คนหนีตายกันอลหม่าน จะอย่างไร อสรพิษตะวันแดงก็เป็ถึงสัตว์อสูรระดับปฐี กับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่แกร่งสุดก็แค่เพียงขั้นสิบขอบเขตปราณบาดาล ความแตกระดับ่ชั้น ทั้งอีกฝั่งยังเป็ถึงสัตว์อสูรที่ใหญ่โต คิดหวังต้านทานให้ได้สักกระบวน ก็คล้ายจะมีแต่ตายกับตาย
ทว่า การจู่โจมระลอกแรกของอสรพิษตะวันแดงยังไม่อาจทำให้ผู้ใดได้รับาเ็ ทุกคนที่แม้จะร่ายใช้เคล็ดวิชาโจมตี แต่จะอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดกล้าผ่อนคลายการระวังป้องกัน ทันทีที่อสรพิษตะวันแดงจู่โจมมา ฝูงชนก็สามารถพากันเลี่ยงหลบได้อย่างทันท่วงที แม้จะล้มลุกคลุกคลานกันอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าปลอดภัยดีกันทุกคน
อสรพิษตะวันแดงสะบัดศีรษะเล็กน้อย เคล็ดวิชาที่ระดมเพลิงเข้ามายังคงโถมทับเข้าใส่มันอย่างไม่คลายผ่อน แต่มันก็มีชีวิต มีความนึกคิด แม้จะเป็สัตว์อสูรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการทดสอบ หากมิได้ยินยอมให้ถูกจู่โจมแต่ถ่ายเดียว มันอ้าปากกว้างก่อนปลดปล่อยเปลวไฟสีชาดแผดเผาใส่ฝูงชน มันมองเห็นฝูงชนเลี่ยงหลบแต่ไม่ใคร่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหัวฉกไปอีกทิศ สบัดลำตัวฟาดหางไปอีกทาง พ่นไฟ ฟาดหาง ฉกกัด ร้อยเรียงเป็กระบวนเวียนวนอยู่เพียงเท่านั้น แต่ก็สามารถทำให้แนวโจมตีแตกฮือได้ทุกครั้งครา ประสิทธิภาพการจู่โจมของฝูงชนจึงเทียบกันไม่ได้เลยกับการจู่โจมผู้พิทักษ์ด่านแรก ก็แน่หละ เพราะฝูงชนไม่อาจร่ายใช้เคล็ดวิชาได้โดยที่ไม่ต้องคอยระวังป้องกัน
กระทั่งผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป อสรพิษเพลิงแดงก็ยังคงไม่ตาย ทั้งยังดูไม่คล้ายว่ามันจะาเ็หนักหนาอันใดด้วยซ้ำ มันยังเวียนวนกระบวนท่าจู่โจมใส่ฝูงชนอยู่เช่นนั้น ซึ่งพอนานเข้า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับฝูงชนได้อยู่บ้าง แต่ก็เพียงแค่าเ็ ยังไม่ถึงกับมีผู้ใดเสียชีวิตลง
ครู่ต่อมามันก็กู่ร้องขึ้น กู่ร้องเสียงดังกังวาน จนผู้คนพากันใ
“ โฮกกกกกก…” อสรพิษตะวันแดงแหงนชูศีรษะขึ้นฟ้า ลวดลายรูปตะวันแดงสาดแสงสีชาดเจิดจ้าบาดตา ราวกับว่ามันกำลังร่ายใช้เคล็ดวิชาอภินิหารอันใด
“ ระวัง!!! เขตแดนเพลิงตะวัน มันกำลังเรียกใช้เขตแดนเพลิงตะวัน ทุกคนรีบหนี อย่าอยู่เฉยถ้าไม่อยากถูกย่างจนเกรียม....”
เสียงคนผู้หนึ่งะโดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง พลันให้ทุกการโจมตีหยุดชะงัก ก่อนจะเห็นว่าฝูงชนพากันแตกฮือวิ่งหนีกันอลหม่าน แต่อนิจจา ห้องโถงโล่งกว้าง คิดจะเลี่ยงหลบเห็นมีแต่เส้นทางของอุโมงค์บันไดที่พวกมันใช้ลงกันมา ซึ่งเส้นทางที่ว่า ก็อยู่ทางด้านหลังของหานเฟิง
“ บัดซบ ไฉนต้องพากันวิ่งมาทางนี้...” หานเฟิงที่ยืนอู้ มองเห็นฝูงชนพากันวิ่งตรงมา ก็รีบหันหลังวิ่งหนีเข้าอุโมงค์ไปก่อนใครเพื่อน หากเพียงครู่เดียว คนกว่าร้อยก็ทยอยกันวิ่งตามเข้ามาติดๆ โชคดีที่อุโมงค์ก่อสร้างได้ใหญ่โตยิ่ง คนกว่าร้อยจึงมิต้องเบียดเสียดหนีตายกันขึ้นมา
เพราะภายในอุโมงค์คือบันไดทางขึ้น เมื่อผู้คนเข้ามาก็เบียดพากันกลับขึ้นไป้า หากเพียงชั่วขณะ ทุกคนจึงค่อยเห็นว่า ที่ปลายอุโมงค์เบื่องล่าง ได้ปรากฏเป็ทะเลเพลิงลุกท่วมรุนแรง ทะเลเพลิงส่งคลื่นความร้อนแผดเผาผ่านเข้ามาในอุโมงค์ จนผู้คนต่างก็รู้สึกแสบร้อนิั กระทั่งผ่านไปอีกสิบอึดใจ ทะเลเพลิงจึงค่อยสงบ พื้นศิลาที่เป็หินส่งควันฉุย แต่ก็ไม่ปรากฏวี่แววว่าจะเสียหายแต่อย่างไร
“ เร็วเข้า พวกเราต้องรีบทำเวลา ภายในหนึ่งก้านธูปนี้ มันจะไม่สามารถร่ายใช้เขตแดนเพลิงตะวันได้อีก...”
เสียงกล่าวของคนผู้หนึ่งดังขึ้น ก่อนจะเป็การปลุกเรียกสติของทุกคนให้พากันวิ่งฝ่ากันออกไป
หานเฟิงยืนอยู่กับที่ ชมมองฝูงชนนับร้อยที่ตะบึงกันออกไปจนคล้ายจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ขณะที่กำลังจะก้าวเดิน ก็ััได้ว่า ไหล่บ่าถูกคว้าเอาไว้อีกครั้ง
“ เ้าเองก็อย่าเอาแต่อู้” ยังคงเป็หวังมู่ หานเฟิงถลึงตามองมันอย่างขุ่นเคือง
หวังมู่เห็นสายตาที่มองมาของหานเฟิง ก็ได้แต่ยกนิ้วมือเกาหน้าแกรกๆ มันเองก็รู้สึกผิดอยู่เต็มประดา กับการที่มันใช้ศิษย์น้องผู้นี้เป็ดั่งมุสิกล่องู “ ข้ามิได้ให้เ้าวิ่งล่องูอีกเสียหน่อย เพียงให้เ้าช่วยโจมตีเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้อื่นบ้าง”
กล่าวจบมันก็วิ่งตามกลุ่มคนออกไป หานเฟิงที่มองเงาหลังของมันก็ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนจะเดินตามไปด้วยอีกคน
กลุ่มคนกว่าร้อยเปิดศึกกับอสรพิษตะวันแดงอีครั้ง เ้าอสรพิษั์ใหญ่ลำตัวดำขลับก็หาได้อยู่เฉยให้ผู้คนฟาดฟัน มันยังคงโต้ตอบด้วยกระบวนท่า พุ่งตัว ฉกกัด ฟาดหาง พ่นไฟ เวียนวนอยู่เช่นนั้น ซึ่งอาจเป็เพราะการที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็เพียงแค่ด่านทดสอบ สติปัญญาของมันจึงไม่ค่อยเฉลียวฉลาดเท่าใด เพียงจู่โจมตรงโน้นที ตรงนี้ที ซึ่งนานๆทีจึงจะมีลูกเล่นหวือหวาให้ผู้คนได้ตื่นเต้นใ
หานเฟิงก็ชมมองอยู่นานแล้ว แต่จะบอกว่ามันอู้ ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว มัน ที่ไม่รีบร้อนจู่โจม เป็เพราะกำลังวิเคราะห์ มันวิเคราะห์ดูว่า แท้ที่จริงแล้ว การที่อสรพิษเพลิงแดงหันมาไล่ล่าตนนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่ง มันก็สามารถสรุปขอสันนิษฐานออกมาได้ข้อหนึ่ง แต่ติดตรงที่มันยังไม่ได้ลงมือพิสูจน์ มันจึงยังไม่ยืนยันในข้อสันนิษฐานข้อนี้ของตน
“ หรือว่าข้าควรจะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของข้าตอนนี้เลย?…” หานเฟิงกล่าวขึ้น หากมีความลังเลอยู่บ้าง จากนั้นจึงค่อยเรียกดาบระดับปฐีออกมาจากแหวนมิติ หันมองด้านหลังว่าตนใช่อยู่ไกล้กลับอุโมงค์บันไดหรือไม่
“ จะอย่างไรก็ต้องพิสูจน์ เช่นนั้น กับผู้พิทักษ์ด่านที่สอง นั่นจึงประเสริฐสุด...”
หานเฟิงสูดหายใจเข้าลึก เร้งเร้าลมปราณจนดาบสีเงินแดงฉานด้วยความร้อน ก่อนที่เปลวอัคคีจะลุกโชนขึ้นมาอย่างเงียบงัน หานเฟิงวาดดาบไปด้านหลังอย่างสุดหล้า สองตาดำขลับคมกล้าจับจ้องไปยังจุดเป้าหมายปลายทางที่้าจะโจมตี
ประกายตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ หานเฟิงรั้งดาบกลับ คมดาบลุกโชนด้วยเปลวอัคคีร้อนแรง เปลวอัคคีลุกวาบ คลื่นดาบแผ่พุ่งความร้อนทะยานออกไปจุดเสี้ยวจันทร์ เป็เคล็ด วงเสี้ยวอัคคีอีกครั้ง หากครานี้เลือกเป้าหมายที่จะจู่โจมเป็พื้นศิลาข้างลำตัวของอสรพิษตะวันแดง
วงเสี้ยวอัคคีร้อนแรงพุ่งทะยานฝ่าความว่างเปล่า ปะทะพื้นศิลาจนประกายไฟลุกวาบ ก่อนจะมอดดับลงอย่างรวดเร็ว ทั้งแสง ทั้งสี ทั้งเสียง ทั้งพลานุภาพ ล้วนด้อยกว่าคลื่นลมปราณที่เรียงร้อยโถมเข้าใส่อสรพิษตะวันแดงไม่รู้ว่ากี่เท่าต่อกี่เท่า แต่ทว่า มันกลับทำให้อสรพิษตะวันแดงที่กำลังโหมจู่โจมเข้าใส่ฝูงชนหยุดชะงัก จากนั้นจึงก็เหลียวหน้าจับจ้องมองไปที่หานเฟิง
“ บัดซบ... ใช่จริงๆด้วย” หานเฟิงสบถออกมาอย่างสุดเซ็ง สองตาจับจ้องมองสบกันกับอสรพิษตะวันแดง มันทราบแล้วว่า ข้อสันนิษฐานของมัน ถูกต้องเป็จริง
ฝูงชนเห็นอสรพิษตะวันแดงหยุดชะงัก ก็พากันแปลกใจ ก่อนจะพบว่าสายตาของเ้าอสรพิษตะวันแดงกำลังจับจ้องมองไปยังบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งพอเห็นว่าบุคคลผู้นั้นเป็ใคร เสียง “ เฮ…” ด้วยความยินดีก็พลันดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้องโถง แต่ก็เป็เพียงแค่ชั่วพริบตา เพราะเสียง “ เฮ...” เ่าั้พลันต้องหยุดชะงักไป เมื่อทุกคนต่างก็เห็นว่า บุคคลอันเป็เป้าหมาย ได้หันหลังวิ่งหนีเข้าอุโมงค์ไปแล้ว
“ มุสิกวิ่งหนีไปแล้ว… แล้วงูเล่า?”
“ อ่อ... งูก็ตามไป…”
หานเฟิงที่รั้งรออยู่หน้าอุโมงค์ก็เพื่อการนี้ มันเป็คนละเอียดรอบคอบ กระทำสิ่งใดมักขบคิดให้ถ้วนถี่ ทั้งยังต้องเผื่อทางถอยไว้ให้กับตนเองเสมอ ประสบการณ์จากหลายหมื่นปีได้สอนมันในหลายๆสิ่ง มันจึงมิใช่ชายหนุ่มเืร้อนที่พร้อมจะโรมรันไปกับทุกสิ่งที่ขวางหน้า เมื่อพบปัญญหามันจะประเมิณสถานการณ์ ถ้าสู้ได้ก็สู้ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ถอย ถอยได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ
“ เป็เพราะอัคคีของข้าจริงๆด้วย...” หานเฟิงกล่าวขณะกระโจนทะยานขึ้นไปตามขั้นบันไดของอุโมงค์
ที่หานเฟิงคาดเดา คือความพิเศษในอัคคีธาตุของมัน เพราะอัคคีที่มันร่ายใช้ด้วยลมปราณจะมีกลิ่นอายหยางปะปนอยู่ กลิ่นอายหยาง อันเป็ผลมาจากเคล็ดวิชาที่ใช่บ่มเพาะพลังของมัน ซึ่งนั่นจึงเป็สาเหตุที่อสรพิษทั้งสองมุ่งเป้ามาที่มันอย่างไม่ลังเล อาจกล่าวได้ว่า อสรพิษทั้งสอง ล้วนเป็สัตว์อสูรธาตุไฟ ที่จะอย่างไร เปลวไฟย่อมมิส่งผลกระทบต่อพวกมัน หากที่มากไปกว่านั้น คือพวกมันต่างก็ชื่นชอบเปลวไฟ และจะชื่นชอบเป็ที่สุด ถ้าไฟที่ว่านั่น มีคุณสมบัติของอัคคีธาตุระดับสูง
และเพลิงของหานเฟิง ที่มีกลิ่นอายของหยางปะปน จึงนับได้ว่าเป็เปลวไฟระดับสูง ที่อสรพิษทั้งสองต่างหมายปอง แม้ว่าแท้จริงแล้ว หยาง จะไม่ใช่อัคคีธาตุ แต่ยังคงเป็กฏเกณฑ์ต้นกำเนิดแห่งอัคคีธาตุทั้งปวง ดังนั้น ความบริสุทธิ์ของหยาง ที่เป็ดั่งต้นกำเนิด จึงมีมากกว่าเปลวไฟ
“ เช่นนั้น...ก็หมายความว่า ยามที่ข้าต้องอยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ ก็ไม่อาจร่ายใช้เคล็ดวิชาได้อีก” หานเฟิงสรุปกับตัวเอง “ แต่ก็นับว่าโชคดียิ่งนัก ที่สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ต่างก็ถูกกำหนดให้อยู่แต่เพียงอาณาบริเวณของมัน รับผิดชอบเพียงการเฝ้าประตู เพื่อมิให้ผู้ใดเปิดฝ่าเข้าไป ไม่เช่นนั้น ข้าคงต้องวิ่งหนีไปทั่วทั้งตำหนักเป็แน่…”
แต่ในขณะที่กำลังกล่าว สองเท้าที่กำลังก้าวทะยานขึ้นไปตามขั้นบันได สองหูกลับพลันได้ยินว่า ด้านหลังคล้ายมีการเคลื่อนไหวของบางสิ่งที่หนาหนักและใหญ่โต กระทั่งยามที่มันเหลียวหน้ามองไป จึงเกือบทำให้ฝีเท้าของมันต้องสะดุด เ้าอสรพิษตะวันแดงกลับเลื้อยตามไล่หลังมาติดๆ
“ บัดซบ!!! ไฉนจึงตามมา…”
หานเฟิงประเมินความ้าในเพลิงหยางของอสรพิษตะวันแดงต่ำไป ปกติที่ไม่ว่าอย่างไร สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ จะไม่ละทิ้งการเฝ้าระวังบานประตู แต่ครั้งนี้มันทิ้งแล้ว ทั้งในสายตาของมัน มีเพียงแค่้าที่จะกลืนกินผู้ปลดปล่อยอัคคีธาตุที่มีกลิ่นอายบริสุทธิ์ของหยางผู้นี้ให้จงได้ ส่วนเื่อื่นใดก็ล้วนแต่ไม่สลักสำคัญ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็เพราะ มันถูกสร้างมาให้ด้อยสติปัญญา จึงเลือกที่จะกระทำตามสัญชาตญาณของตนอย่างถึงที่สุด ซึ่งถ้ามันกล่าวพูดได้ มันก็คงะโไล่หลังหานเฟิงออกไปว่า
“ อย่าได้หนีอีกเลยโชควาสนาของข้า มาให้ข้ากลืนกินเสียดีๆเถิด...”
ผู้อื่น ตบเท้าเข้าตำหนักอัคคี ค้นหาโชควาสนา หานเฟิง ตบเท้าเข้ามา กลายเป็โชควาสนาให้สัตว์อสูรเฝ้าประตู...
หานเฟิงไม่หยุดชะงัก มันยังคงไต่ทะยานขึ้นไปตามขั้นบันได หากอสรพิษตะวันแดงก็ยังคงไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ แม้อสรพิษตะวันแดงจะตัวใหญ่ แต่เส้นทางอุโมงค์กลับโล่งกว้าง จึงทำให้มันสามารถเลื้อยผ่านได้อย่างสะดวกดาย อีกทั้งยังเป็ทางลาดขึ้น มันที่ลำตัวยาวใหญ่จึงเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ผิดกับหานเฟิง ที่ต้องถีบเท้าไต่ทะยานขึ้นไปเป็ขั้นๆ ทั้งยังเป็การสร้างภาระให้กับร่างกายยิ่งกว่าวิ่งไปตามพื้นราบเสียอีก แต่กระนั้น สีหน้าแววตาของมัน กลับหาได้มีความอนาทรร้อนใจเลยแม้แต่น้อย มันสงบนิ่ง สองตาดำขลับเพียงจับจ้องมองไปตามขั้นบันได ท่าทีตื่นตระหนกลนลานที่เคยแสดงออกมา ตอนวิ่งหนีอสรพิษเพลิงแดง ล้วนไม่ปรากฏให้เห็น มันกระทั่งว่า ถีบเท้าไต่ทะยานขึ้นไปอย่างสงบ รักษาระดับความเร็วอย่างต่อเนื่อง จนอสรพิษตะวันแดงเริ่มที่จะไล่หลังตามเข้ามาทัน แต่มันก็หาได้ใส่ใจ
ยามเมื่อปลายลิ้นสองแฉกที่แลบออกแทบจะััแผ่นหลังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า อสรพิษตะวันแดงก็หดเกร็งกล้ามเนื้อ ก่อนดีดพุ่งเปิดขากรรไกรกว้าง จนมองเห็นคมเคี้ยวเรียวเล็กนับสิบ น้ำลายหยดไหล เป้าหมายคือชายหนุ่มที่ด้านหน้า
“ ตูมมม…”
เสียงปะทะดังกึกก้อง อสริพิษตะวันแดงขบกัดเข้าไปที่ขั้นบันได หากกระนั้น กลับคว้าไว้ได้เพียงความว่างเปล่า ส่วนเป้าหมายของมัน ชายหนุ่มผู้นั้น กลับหยัดยืนอยู่ห่างออกไปหลายขั้นบันได สายตาที่ทอดมองมา คล้ายกำลังสมเพชในตัวสัตว์อสูรที่โง่เขลา
“ เมื่อไม่มีผู้ใดพบเห็น ข้าก็ไม่จำต้องเก็บซ่อนความสามารถต่อไปอีก...”
กล่าวจบ หานเฟิงก็หมุนตัวยกเท้าก้าวเดิน เพียงยกเท้าเยื้องย่างอย่างช้าๆ หากทันทีที่ท้าวก้าวเหยียบลงบนขั้นบันได กลับปรากฏแสงสีขาวกระพริบวาบ หานเฟิงหายไป พร้อมปรากฏกายขึ้นในที่ที่ห่างออกไปอีกหลาย่ตัว…
เป็ทักษะวิชาที่เรียกว่า ดาราวาบวับ ทักษะท่าร่าง ประเภทเคลื่อนย้ายพริบตา หนึ่งในเคล็ดวิชาจาก เทวะคัมภีร์ ท่วงทำนองจรัสฟ้า ที่รวบรวมและปรับปรุงขึ้นโดย บรรพชนแดนจรัสฟ้า จากแดนเทพแห่งห้วงดาราจักร
ในชีวิตที่แล้ว หานเฟิงได้เคยอ่านคำภีร์เล่มนี้ เมื่อตอนที่มันไล่ตามเกี้ยวพาราสี เทวีจรัสฟ้า ซึ่งบทวิชาในคำภีร์ล้วนเป็กฏเกณฑ์แห่งแสง และแสง ก็คือหยาง ดังนั้นตัวมันที่บ่มเพาะปราณหยาง จึงสามารถใช้ออกด้วยเคล็ดวิชา ซึ่งดาราวาบวับก็คือหนึ่งในบทวิชาเ่าั้ เคล็ดวิชาเร้นประกายดาราที่ช่วยในการปิดบังอำพรางนั่นก็ใช่ หากยังมีอีกมาก ที่มันยังไม่สามารถใช้ออก เพราะติดตรงที่ระดับพลังของมัน จึงไม่อาจร่ายใช้ออกมา กระทั่งว่า ดาราวาบวับและเร้นประกายดาราที่มันใช้ออก ก็หาได้ใช้ออกมาอย่างสมบูรณ์
หานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับ ทิ้งห่างจากอสรพิษตะวันแดงออกมาหลาย่ใหญ่ แต่ดาราวาบวับเป็เคล็ดวิชาระดับสูง ย่อมมีขีดจำกัดในการใช้งาน ซึ่งขีดจำกัดที่ว่า อยู่ที่ระยะทางที่ก้าวได้ อีกทั้งระดับพลังของมันในตอนนี้ เพียงการใช้ออกแค่สองก้าว ก็เผาผลาญลมปราณในร่างไปอย่างรวดเร็ว
“ ยังคงใช้ออกให้น้อยครั้ง จึงประเสริฐสุด...” หานเฟิงกล่าวขึ้น เรียกเอาเม็ดยาเพิ่มลมปราณที่สหายรักมอบไว้ให้ออกมากลืนกิน ก่อนที่ตัวมันจะถีบเท้าก้าวทะยานขึ้นไปตามขั้นบันได
“ โฮกกกก…” อสรพิษตะวันแดง ที่เห็นโชควาสนาของมันกำลังหลุดลอยจากไป ก็กลายเป็คลุ้มคลั่ง รีบเคลื่อนที่ทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว
เส้นทางในอุโมงค์ระหว่างชั้นค่อนข้างยาวไกล กระทั่งที่หานเฟิงทะยานหนีขึ้นมาได้ครึ่งทาง ก็พบกับช่องอุโมงค์ทางแยกสี่สาย เป็ช่องทางที่จะนำพาเข้าสู้เส้นทางอันวกวน เส้นทางเ่าั้ล้วนเชื่อมต่อไปยังเส้นทางหลักอื่นๆ ด้านในสลับซับซ้อน ทางร่วมทางแยกมากมาย หากที่ยิ่งไปกว่านั้นคือกลไกกับดัก ทว่า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนไม่มีความหมายใด เมื่อมาปรากฏอยู่ที่เบื้องหน้าของหานเฟิง
หานเฟิงตัดสินใจอย่างรวดเร็วเลือกที่จะเข้าไปในทางแยกสายหนึ่ง เส้นทางแยกอันวกวนเหล่านี้เล็กแคบกว่าเส้นทางหลักมากนัก หากนั่นยังคงกว้างพอที่จะให้อสรพิษตะวันแดงมุดลอดตามเข้าไป
เพียงไม่กี่อึดใจ อสรพิษตะวันแดงก็ติดตามมาจนถึงทางแยก หากกลับมองไม่เห็นเป้าหมาย มันตวัดลิ้นเข้าออกแพลบๆ ตรวจวัดอุณหภูมิในอากาศ ก่อนที่มันจะกระจ่างทราบ ว่าโชควาสนาของตนหลบหนีไปในเส้นทางใด มันจึงรีบพุ่งตามติดเข้าไปอย่างไม่คิดหวั่นเกรง
หานเฟิงที่ลอดผ่านเส้นทางแยกเข้ามาได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ได้ยินเสียงเลื้อยตามเข้ามาของร่างอันหนาหนักใหญ่โต
“ กัดไม่ปล่อยเลยแฮะ…” หานเฟิงกล่าวขึ้น ขณะที่มันเหลียวหน้าชมมองแล้วเห็นว่าศีรษะอันใหญ่โตของอสรพิษตะวันแดงกำลังเลื้อยตามเข้ามาอย่างไม่ลดละ
กว่าหนึ่งก้านธูป ที่หานเฟิงเร่งเท้าทะยานไปตาเส้นทางอันวกวน เส้นทางก็มิได้เป็เส้นตรง มีทั้งเลี้ยว มีทั้งโค้ง มีทั้งขึ้นบน มีทั้งลงล่าง มีทั้งทางแยกเยอะแยะมากมาย หากเพราะเส้นทางไม่อำนวย หานเฟิงจึงไม่อาจร่ายใช้ท่าร่างที่เพิ่มความเร็วได้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีกลไกกับดักที่จำต้องเลี่ยงหลบ นั่นจึงยิ่งทำให้ความเร็วของมันลดตกลง
ส่วนอสรพิษตะวันแดงที่ลำตัวใหญ่โตย่อมไม่หวั่นเกรงต่อกลไกกับดัก กระทั่งเกล็ดหนามันวาวดำขลับของมัน ก็คล้ายว่าจะต้านทานพิษสงของกับดักได้ดียิ่ง ดังนั้น มันจึงสามารถพุ่งฟ่าตามติดหานเฟิงอย่างได้อย่างไม่เกรงกลัว
หานเฟิงยังคงวิ่งมุดไปตามเส้นทาง ที่บางครั้งบางคราก็มุดเข้ามุดออกตามทางแยก แต่เพราะกลไกกับดัก จึงยังคงทำให้มันถูกตามติด ทว่ามันไม่เกรงกลัว เพราะมันได้คำนวนไว้สิ้นแล้ว สำหรับเส้นทางที่จะใช้สลัดซึ่งการตามติดของอสรพิษตะวันแดง
“ ใกล้แล้ว...” หานเฟิงกล่าวขึ้น ไกล้ที่ว่าย่อมเป็เส้นทางที่เตรียมเอาไว้ในหัว “ แต่ก็ช่างเสียเวลานัก ผู้ใดจะคาดคิดว่ามันจะไล่ตามออกมานอกห้องโถงเช่นนี้”
กล่าวจบก็เหลียวมองอสรพิษตะวันแดงที่ยังคงอยู่ไกลออกไป ก่อนจะเรียกเอาเม็ดยาฟื้นลมปราณขึ้นมากำไว้ในมือถึงสี่เม็ด วิ่งต่อไปอีกครู่ กระทั่งถึงทางแยกที่คล้ายจะเป็เป้าหมายของการกระทำตามแผนการ จากนั้นจึงร่ายใช้ดาราวาบวับอย่างต่อเนื่อง ทิ้งห่างเลี้ยวหายไปตามทางแยกที่วกไปวนมา จนมองคล้ายว่า จะสามารถสลัดหลุดได้ในที่สุด
‘ แบบนี้คงสลัดหลุดแล้วกระมัง..’
หานเฟิงขบคิดแต่ยังคงไม่วางใจ ทั้งเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณที่เตรียมไว้ในมือยังเหลืออยู่อีกหนึ่งเม็ด มันโยนเม็ดยานั้นเข้าปาก กลืนลงท้องไป ก่อนร่ายใช้ดาราวาบวับ อีกสองครา จนมองเห็นทางสี่แยก
‘ เป็ทางซ้าย’
มันขบคิดตัดสินใจ จากนั้นจึงร่ายใช้ดาราวาบวับอีกครั้ง เข้าไปประชิดตรงมุมขอบทางแยกในที่สุด แต่แล้ว…
กลับพลันปรากฏเงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมา
“ เฮ้ย…..”
หานเฟิงร้องเสียงหลง แต่..เงาร่างนั้นมาจรดอยู่ ณ ปรายจมูกของมันแล้ว
….โครมมมม
ล้มคะมำกันไป...