บทที่ 22 ยังเขินอยู่เหรอ?
โจวจวินฉิงยืนนิ่งราวกับคนโง่ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด ๆ
สมองของเขาเต็มไปด้วยััเมื่อครู่ที่เขามีกับเจียงอี้ ปล่อยให้เธอแนบชิดโดยไม่คิดที่จะหลบ แม้แต่เม้มริมฝีปากเขาก็ไม่กล้า ทำได้แค่เพียงกลัวว่าจะเผลอไปแตะต้องเด็กสาวอีกครั้ง
ในขณะที่เจียงอี้นั้นไม่ได้รู้สึกอะไร คิดเพียงว่าเมื่อกี้น่าจะมีเส้นผมปรกหู เลยเผลอยกมือขึ้นเกาเบา ๆ พร้อมกับชะเง้อมองออกไปด้านนอกอย่างกระวนกระวาย “ทำไมพวกเขายังไม่กลับบ้านสักทีนะ” เธอพึมพำ
คู่สามีภรรยายังคงส่งเสียงร้องเหมียว ๆ เลียนแบบเสียงแมว พวกเขามองหาอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่พบ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือรีบนำเนื้อหมูครึ่งจินอันล้ำค่ากลับไป
เมื่อทั้งคู่จากไป เจียงอี้ก็รู้สึกผ่อนคลายลง เธอดึงโจวจวินฉิงออกมาจากมุมอย่างรวดเร็วพร้อมกับมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแล้ว เธอจึงเอ่ยขึ้น
“ในที่สุดพวกเขาก็กลับไปสักที ฉันเกือบจะเอาเนื้อหมูครึ่งจินให้พวกเขาไปแล้วนะ เอาแบบมันเยอะ ๆ เนื้อน้อย ๆ ด้วย”
เมื่อนึกถึงตอนนี้ที่เธอมีเงินแล้ว อีกไม่นานก็สามารถซื้อลูกหมูมาเลี้ยงในมิติลับได้ ถึงตอนนั้นอยากกินเนื้อหมูมากแค่ไหนก็ได้ เจียงอี้จึงพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“คิดอะไรอยู่น่ะ ทำไมไม่พูดอะไรเลย ว่าแต่เมื่อกี้คุณจะพูดอะไรกับฉันนะ ฉันไม่ได้ยิน”
โจวจวินฉิงเงยหน้าขึ้นมองเห็นใบหูของเจียงอี้ ความรู้สึกััของกลีบปากเมื่อครู่ก็ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง ร้อนผ่าวไปทั่วร่าง เขาจึงรีบหลบสายตาไม่กล้ามองอีก
"คุณแปลกไปนะ!"
เจียงอี้มองโจวจวินฉิงที่กำลังหลบตาไม่ยอมสบตาด้วย เธอจึงขยับเข้าไปใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้ พอคิดดูแล้วการยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังอันตราย เธอจึงดึงตัวโจวจวินฉิงออกจากถนนสายนี้ไป แล้วจึงค่อยหยุดถาม
โจวจวินฉิงไม่พูดอะไร เขาอยู่ในสภาพที่เจียงอี้ดึงเขาก็เดินตาม เธอหยุดเขาก็หยุดตาม
"คุณเป็อะไร?" เจียงอี้เดิมทีอยากจะถามโจวจวินฉิงว่ามาได้อย่างไร แต่พอเห็นท่าทางแบบนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้ "คุณร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ?"
โจวจวินฉิงรู้สึกอับอายที่ถูกจ้องมอง จึงรีบหันตัวหลบ
ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาเหงื่อออกเยอะเท่าครั้งนี้ แม้กระทั่งตอนที่ฝึกหนักที่สุด โจวจวินฉิงรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็บ่อน้ำพุร้อนที่กำลังปล่อยไอน้ำออกมาไม่หยุด
"ตอนนี้ลมก็พัดอยู่นะ ไม่เห็นจะร้อนเลย คุณใส่เสื้อหนาไปหรือเปล่า"
เจียงอี้ยิ่งไม่เข้าใจ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าส่งให้โจวจวินฉิง "เช็ดเหงื่อเถอะ เห็นเสื้อผ้าเปียกหมดแล้ว หรือว่าแผลอักเสบ? งั้นฉันดูอาการให้เอาไหม?"
พูดไปพูดมา เจียงอี้ก็อดไม่ได้ที่จะแอบมอง
รูปร่างของโจวจวินฉิงช่างดีจริง ๆ ไหล่กว้าง เอวเล็ก ขาเรียวยาว ตอนที่รักษาแผลก็เห็นอยู่ว่ากล้ามท้องแปดแพ็กนั้นช่างดูดีจริง ๆ ตอนนี้เสื้อเชิ้ตเปียกแนบไปกับร่างกาย เจียงอี้ชื่นชมในความยับยั้งใจของตัวเองจริง ๆ โชคดีที่เธอเป็คนมีหลักการ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่แน่ใจว่าจะเผลอตัวไปรังแกหนุ่มหล่อคนนี้เข้าหรือเปล่า
"ไม่ต้อง!" โจวจวินฉิงร้องปฏิเสธเสียงดังทันทีที่ได้ยินคำพูดของเจียงอี้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะให้เจียงอี้แตะต้องตัวเขาอีกแม้แต่จะจับชีพจรก็ไม่ยอม
เจียงอี้ถึงกับสะดุ้งกับปฏิกิริยาของเขาพลางพูดอย่างจนใจ "ไม่ต้องก็ไม่ต้องสิ ทำไมต้องะโด้วย ฉันไม่ได้จะกินคุณสักหน่อย ทำอย่างกับฉันจะเอาเปรียบคุณงั้นแหละ"
โจวจวินฉิงได้ยินคำว่า ‘กินเขา’ และ ‘เอาเปรียบเขา’ ก็ยิ่งรู้สึกหน้าร้อนขึ้นไปอีก รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ แต่พอลูบไปที่ใบหน้าก็ต้องชะงักกึก
ผ้าเช็ดผืนนี้อาจเป็เพราะอยู่กับเจียงอี้จึงมีกลิ่นอายของเธอติดมาด้วย พอแตะต้องก็ทำให้โจวจวินฉิงนึกถึงระยะห่างเมื่อครู่ได้
"ผ้าเช็ดหน้าฉันมีอะไรเหรอ?" เจียงอี้รู้สึกว่าวันนี้โจวจวินฉิงแปลกไปทุกอย่าง แม้แต่เช็ดเหงื่อก็ต้องพักหายใจเป็พัก ๆ อ่อนแอขนาดนั้นเชียวเหรอ...
หรือว่าแผลจะอักเสบเข้าจริง ๆ พอนึกถึงตอนที่โจวจวินฉิงปีนกำแพงตามเธอมา เจียงอี้ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที "ให้ฉันดูหน่อย"
"อย่า!" โจวจวินฉิงนึกถึงตอนที่เจียงอี้ตรวจแผลให้เขาคราวก่อน เธอแตะต้องเขาโดยตรงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาจึงรีบยัดผ้าเช็ดหน้าใส่กระเป๋าเสื้อแล้วคว้ามือทั้งสองข้างของเจียงอี้ไว้
เจียงอี้ "..."
โจวจวินฉิง "..."
ทั้งสองคนอยู่ในท่าทางแปลกประหลาด ถ้ามีใครผ่านมาเห็นเข้า ต้องคิดว่าทั้งคู่กำลังจ้องตากันด้วยความรักใคร่แน่ ๆ
เจียงอี้ทำหน้าเหลอหลา ไม่รู้ว่าทำไมโจวจวินฉิงถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ที่สำคัญคือตอนที่โจวจวินฉิงดึงเธอเข้าไปใกล้ ทำให้ทั้งคู่ยืนชิดกันมาก จนแทบจะได้ยินเสียงหายใจรดกัน
แบบนี้ไม่เหมือนตอนที่หลบอยู่ในมุมเมื่อกี้ นี่มันริมถนนนะ แล้วไม่รู้โจวจวินฉิงโดนอะไรเข้าไปถึงกับหอบหายใจออกมา
เจียงอี้ "!"
นี่เขา! หอบ! ทำไม!
ตอนแรกก็งงอยู่แล้วว่าทำไมหนุ่มหล่อถึงเสื้อเปียก ตอนนี้ยังมาหอบหายใจอีก?
เจียงอี้รู้สึกว่าถ้าโจวจวินฉิงเป็แบบนี้ต่อไป เธอต้องกลายเป็สัตว์ร้ายเข้าสักวันแน่ ๆ
โจวจวินฉิงเองก็มึนงงกับปฏิกิริยาของตัวเอง หน้าหล่อ ๆ แดงก่ำ มองเจียงอี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือเธอออก แล้วครางเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อย ๆ
เจียงอี้หลุดขำออกมา"ฮ่า ๆ"
ถ้าเธอยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับโจวจวินฉิง เธอก็คงโง่เต็มทีแล้ว
เดิมทีเธอเป็ผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่จะจับมือผู้ชายหล่อ ๆ ด้วยซ้ำ เธอน่าจะมีอาการเขินอายบ้าง แต่พอเห็นโจวจวินฉิงที่ดูลำบากใจยิ่งกว่าเธอ จนอยากจะหาที่หลบซ่อน เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เจียงอี้กระแอมไอ พยายามกลั้นหัวเราะแล้วดึงมือโจวจวินฉิง
"มานี่ นั่งลง"
ร่างสูงใหญ่ของโจวจวินฉิงถูกเจียงอี้ตัวเล็ก ๆ จับมือพามานั่งลงข้างทางอย่างว่าง่าย เขาได้แต่นั่งก้มหน้า ไม่กล้ามองเธอเลย
"ตอบฉันมาก่อน าแไม่เป็ไรใช่ไหม?"
"ครับ"
"มีตรงไหนรู้สึกไม่สบายบ้างหรือเปล่า"
"ไม่มี"
"ยังเขินอยู่เหรอ?"
"ไม่... เอ่อ?" โจวจวินฉิงหันขวับ มองเจียงอี้ด้วยแววตาตัดพ้อต่อว่า ราวกับจะพูดว่า ทำไมเธอถึงแกล้งกันแบบนี้!
เจียงอี้ก้มหน้าซุกเข่า หัวเราะจนตัวสั่น เธอรู้สึกได้ว่าโจวจวินฉิงยังคงมองเธออยู่ สายตาคู่นั้นราวกับจะสื่อความน้อยใจออกมาเป็รูปธรรม
แต่เธอก็อดขำไม่ได้ จริง ๆ แล้วตัวเธอเองไม่ได้รู้สึกเขินอายอะไร แต่ทำไมปฏิกิริยาของโจวจวินฉิงถึงได้ออกขนาดนี้?
ไม่ได้แล้ว เธออยากจะลูบหัวโจวจวินฉิงเสียจริง ผู้ชายตัวโตขนาดนี้ ทำไมถึงได้ขี้อายและน่ารักได้ขนาดนี้นะ?
ทั้งสองคนเงียบไปพักหนึ่ง
เจียงอี้เผื่อเวลาให้โจวจวินฉิงได้สงบสติอารมณ์ เธอพยายามกลั้นขำ นั่งเป็เพื่อนเขาต่อไป โชคดีที่อากาศยามค่ำคืนกำลังสบาย และเธอก็ต้องใช้เวลาคิดด้วยว่าจะพูดอย่างไรต่อ
จนเวลาผ่านไปหลายนาที เห็นว่าโจวจวินฉิงน่าจะใจเย็นลงแล้ว เจียงอี้จึงเงยหน้าขึ้น
เธอสังเกตเห็นว่าโจวจวินฉิงนั่งเงียบ และดูเหมือนจะกลับมาเป็ปกติแล้ว เจียงอี้จึงขยับแขนขาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามตรง ๆ ว่า "คุณตามฉันมาเหรอ? ตามมาั้แ่โรงงานเหล็กเลย?"
"อืม"
โจวจวินฉิงไม่ใช่คนทั่วไป ได้ยินคำถามของเจียงอี้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม เขามองเจียงอี้แล้วถามกลับเช่นกัน "คุณคือคนที่อยู่ในตรอกวันนั้นใช่ไหม?"