เบื้องหน้านั้นคือเส้นทางกว้างที่เข้าสู่ทุ่งหญ้าอีกแห่งหนึ่งท้องทุ่งสีเหลืองทองตัดอยู่กับสีเขียวมรกตของหมู่สนที่ขึ้นลําต้นอยู่เรียงรายฝูงปศุสัตว์ต่างกระจัดกระจายอยู่ในท่ามกลางความไพศาลของทุ่งหญ้าแห่งนี้โดยมีโคบาลคอยไล่ต้อนอยู่ด้านข้าง
และที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าคือตัวอาคารที่เป็บ้านของเขาเองมันเป็บ้านหลังเดียวในชีวิตที่โอลด์ทอมรู้จักความรู้สึกภาคภูมิใจอัดแน่นขึ้นมาในอกมันก่อให้เกิดพละกําลังขึ้นในจิตใจอย่างมหาศาลเขาจับตามองพวกโคบาลที่กําลังทํางานกันอยู่เบื้องหน้าพยายามบังคับให้วัวฝูงนั้นเดินรวมกลุ่มกันอยู่
“ไอ้งานโคบาลนี่มันเป็งานที่น่าเบื่อที่สุด”
พ่อเต่าเปรยออกมาดังๆทําลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ลง
“นอกจากจะรายได้ต่ำแล้วก็ยังต้องคลุกอยู่กับความสกปรกอยู่กับฝุ่นละอองทั้งวัน งานที่ทํากันหลังแทบหักทีเดียวไม่ได้มีความเจริญรุ่งเรืองหรือความโรแมนติกอยู่ในงานแบบนี้เลย”
“ผมว่าเื่การไล่ปศุสัตว์ก็ไม่แพ้กันหรอกนะพ่อ”
แบนน่อนพูดยิ้มๆ
“แกคิดว่าฉันไม่รู้งั้นเรอะ”
พ่อเฒ่าพ่นเสียงหัวเราะออกมา
“ฉันน่ะอยู่กับธุรกิจแบบนี้มากกว่าหกสิบปีแล้วและสิ่งที่ฉันได้รับมาจากมันก็คือกระดูกสันหลังที่ลั่นดังกว่าเสียงอานรองหลังม้าเสียอีกแต่ถึงยังไงเราก็ยังอยู่หน้าธนาคารก้าวหนึ่งละ”
“จริง”
รอยยิ้มอ่อนๆที่ฉาบขึ้นทําให้ใบหน้าของแบนน่อนดูอ่อนกว่าวัยลงและยังช่วยลดความกร้าวกระด้างลงได้ไม่น้อย
“แต่ไม่ว่าแกจะมีความคิดเห็นขัดแย้งยังไงก็ตามทีเถอะนี่คือวิถีชีวิตที่ลูกผู้ชายทุกคนควรจะเป็ อยู่อย่างคนตีนติดดินจะทําให้แกสามารถมองเห็นฤดูกาลที่เปลี่ยนไปและได้ััความรู้สึกว่าวงจรแห่งชีวิตนั้นมันเป็ยังไง”
เ้าม้าสีน้ำตาลปนแดงตัวนั้นบุกผ่านลงไปในลําธารสายแคบน้ำใสๆขุ่นขึ้นด้วยโคลนตมจากก้นบึ้งทันที
“เมื่อออกมาอยู่ที่นี่แกจะไม่ได้พบเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็เครื่องมือสมัยใหม่หรือกลิ่นอายที่เหม็นเน่าของตัวเมืองหรอกไม่มีกําแพงที่จะมาขวางกั้นแกไว้เมื่ออยู่ที่นี่สิ่งที่แกจะได้พบเห็นก็มีแต่สภาพของอากาศ น้ำใสๆ หญ้าเขียวๆแล้วก็ฝูงปศุสัตว์ กับมนุษย์ที่ยืนหยัดต่อสู้กับทุกสิ่งทีู่เาได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้เพื่อต่อสู้กับมนุษย์ที่บุกเดี่ยวเข้ามาและตรงนี้แหละที่ทําให้แผ่นหลังของมนุษย์แข็งขึ้นทําให้เขามองเห็นโลกในแง่มุมที่แตกต่างกว่าคนอื่นๆ”
“ก็อาจเป็ไปได้”
“แกว่ามันอาจเป็ไปได้เท่านั้นน่ะเรอะ...นรกน่ะสิมันเป็ยังงั้นจริงๆ”
“นั่นสินะพ่อ”
รอยยิ้มอย่างเอาใจฉาบขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง
แบนน่อนผู้ได้รับการสั่งสอนอบรมมาจากผืนแผ่นดินให้รู้จักระมัดระวังตน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทและให้ตระหนักถึงทุกสิ่งที่แวดล้อมอยู่รอบกายตลอดเวลากวาดสายตามองไปโดยรอบไปหยุดอยู่เป็ครู่ตรงเทือกเขาด้านทิศเหนือเขารู้ว่าฤดูหนาวได้เริ่มคืบคลานเข้ามาแล้ว และเพียงชั่ววันหรือชั่วคืนหิมะก็จะโปรยปรายลงตกแต่งผืนแผ่นดินให้กลายเป็สีขาวไปเสียสิ้นเขารู้จักแผ่นดินนี้อย่างดีและความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็ส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้นั้นสร้างความปีติยินดีให้อัดแน่นขึ้นในอก
มันเป็แผ่นดินแห่งความเป็ “ที่สุด”ของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็แผ่นดินที่เงียบสงัดจนลึกลับ เสียงลมที่หอนโหยหวนความเขียวขจีของพรมหญ้าที่สดสวยปานสีมรกตดวงอาทิตย์ที่แผดแสงแรงกล้าอยู่เหนือศีรษะ และในท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดลงคือแสงแปลบปลาบของสายฟ้าที่ฟาดฟันลงอย่างไร้ความปรานี ยามอรุณรุ่งในฤดูหนาวอากาศจะโปร่งใสราวแก้วผลึก
และ ณ ที่นั้นคือเทือกเขาร็อคกี้ที่ยังคงความเป็ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลายแผ่นดินที่สร้างความกร้าวแกร่งให้เกิดขึ้นกับมนุษย์แผ่นดินที่มีอํานาจอันลึกลับเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้ามามีอํานาจเหนือได้มันกําจัดความอ่อนแอออกจากจิตใจมนุษย์ และจะสอดใส่แววตาแบบใหม่ลงไว้ในตัวเขาแววตาที่ไม่มีวันจะจางแสงลง กับหัวใจที่ไม่มีวันอ่อนแออย่างเด็ดขาด
รถลิมูซีนคันนั้นหยุดสนิทลงเบื้องหน้าคฤหาสน์ต่างระดับที่ตั้งอยู่ภายในกําแพงซึ่งมีหน่วยรักษาความปลอดภัยยืนรักษาการณ์อยู่ตรงหน้าประตูรั้วเหล็กตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่นี่คือย่านสตาร์วู้ด ซึ่งจัดว่าเป็ตำบลที่หรูหราที่สุดแห่งแอสเพนคฤหาสน์หลังนี้แผ่กว้างอยู่บนไหล่เขาที่สามารถมองลงไปเห็นตัวเมืองเป็อาคารที่มีโครงสร้างประกอบขึ้นด้วยไม้ ศิลา และผนังกระจกสูงพรั่งพร้อมด้วยระเบียงอาบแดด ลานเฉลียงและมุขที่ยื่นออกไปรับสายลมกับแสงตะวัน
“ถึงแล้ว”
จอห์น เทรวิสเอ่ยขึ้นขณะช่วยพยุงคิทออกจากที่นั่งทางด้านหลังเธอหยุดอยู่ข้างเขามองดูบ้านหลังนั้นอยู่ชื่นชมกับการวางระดับตามแนวเรขาคณิตที่ช่วยให้ตัวบ้านเข้ากับสภาพธรรมชาติอันประกอบด้วยูเาสูงที่เด่นตระหง่านอยู่ทางด้านหลังเขาชี้มือไปที่ตัวบ้านพร้อมกับบอกว่า
“มันตั้งอยู่อย่างสงบเงียบมากทีเดียวเห็นไหม”
“ไม่จริงหรอกจอห์น ที.บ้านหลังนี้จะไม่มีวันเป็อย่างที่คุณว่าแน่”
คิทพูดออกมาตามความรู้สึกแท้จริงแววในดวงตาบอกอารมณ์ขึ้น
“บ้านหลังนี้จะไม่มีรู้จักการสงบเสงี่ยมอย่างที่คุณคิดด้วยซ้ำ”
“คุณอาจจะพูดถูกก็ได้นะ”รอยผ่าตรงคางกดลึกลง เมื่อเขาตอบเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ฉันต้องพูดถูกแน่”
เธอหันหลังให้กับตัวบ้านสภาพแวดล้อมยังคงความเป็ธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดหมู่สนและพุ่มไม้ใบหญ้าเจริญงอกงามขึ้นอย่างเป็อิสระไม่มีร่องรอยว่าจะมีมือของคนสวนเข้าช่วยตัดแต่งแต่การที่มันจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ผู้ที่ดูแลจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรักษาพันธุ์ไม้อย่างดี
“โอ้โฮ ดูวิวด้านนี้สิ”
พอล่าซึ่งยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของรถมองดูวิวหุบเขาที่มีชื่อว่าโรริ่งฟอร์ก วอลเล่ย์, ตัวเมืองแอสเพนและเทือกเขาเอลค์ เมาเท่น
“คุณน่าจะลงมือถ่ายทําที่นี่เสียเดี๋ยวนี้เลยนะชิพ”
เธอหันไปพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้างตัว
“คิดดูสิว่าถ้าเปิดกล้องขึ้นที่นี่สีสันมันจะบรรเจิดเพริศพรายขนาดไหน”
“ไม่สําเร็จหรอก”
เขาไม่พยายามอําพรางความห้วนห้าวในน้ำเสียงที่ตอบปฏิเสธออกไปเสียด้วยซ้ำ
“ฉากของไว้ท์ ไลจําเป็จะต้องมีบรรยากาศของฤดูหนาว ภาพที่แอสเพนปกคลุมอยู่ด้วยหิมะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะเปิดกล้องได้ที่ไหน”
เขาประสานมือเข้าด้วยกันท่าทางเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
“เราจะต้องขึ้นไปให้ถึงยอดเขาตามเส้นทางที่เขาใช้วิ่งสกีลงมาซึ่งจะทำให้มองเห็นภาพตัวเมืองแอสเพนได้อย่างเต็มที่และเป็มุมกว้างกล้องจะโฟกัสที่ผู้หญิงสามคน แต่งตัวในชุดสกีเลิศหรูสีสดใสทั้งสามคนจะหันหลังให้กับกล้อง จากนั้นเราจะดึงภาพเข้ามาทีละน้อยๆ...”
น้ำเสียงของเขาบอกทั้งอารมณ์และความรู้สึก
“จากนั้นอีเด็นก็จะปรากฏตัวออกมามีแว่นกันแดดสวมปิดตาไว้ ผมสีบลอนด์ปล่อยสยายกระจายอยู่ในแรงลมเธอจะวิ่งสกีลงมาตามแนวลาดของไหล่เขา กล้องจะตามภาพเธอไปจนสุดทาง เมื่อถึงเชิงเขาเธอจะหยุดอยู่ตรงนั้นพร้อมกับถอดแว่นออกแม็คคอร์ดจะรอเธออยู่ตรงนั้น”
ชิพหยุดเว้นระยะลดมือที่ประสานกันอยู่ลง
“จากนั้นกล้องจะแพนไปที่ภาพตัวเมืองแอสเพนที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน”
เขายุติการบรรยายลงด้วยสีหน้าบ่งบอกความพอใจ
“สมบูรณ์ที่สุดเลยชิพ”
คิทพยักหน้าสนองตอบ
“ฉันชอบภาพที่คุณวาดขึ้นมาก”
เขาหันขวับมามองหน้าเธอแววในดวงตาบอกความใอยู่
“เอ้อ ผมก็ลืมถามไปว่าแต่คุณเล่นสกีเป็หรือเปล่าล่ะคิท”
เธอเกือบจะยั่วเขาด้วยการปฏิเสธออกไปแล้วว่าเล่นไม่เป็ แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าชิพไม่ใช่คนอารมณ์ขันจึงตอบออกไปว่า
“ฉันใช้เวลาอยู่กับเนินเขานั่นติดต่อกันสักสองสามปีเห็นจะได้แต่ถ้าจะให้ตอบคําถามคุณตอนนี้เลยก็เห็นจะต้องบอกว่า...ฉันก็นักสกีคนหนึ่งทีเดียวนะ”
เธอพูดยิ้มๆ
“เพียงแต่วิ่งในที่ราบได้ดีกว่าวิ่งลงมาจากที่สูงเท่านั้น”
“ผมวางแผนไว้แล้วว่าจะใช้ตัวแทนตอนที่วิ่งสกีลงมาจากูเาซึ่งต้องใช้ความเร็วอย่างค่อนข้างน่ากลัวอันตรายอยู่”
ชิพออกเดินไปทางหลังรถ
“แต่ผม้าให้คุณวิ่งสกีเข้ามาในเฟรมกล้องจะต้องจับให้เห็นภาพใบหน้าของคุณถ้าจะต้องมีการตัดต่อในฉากนี้มันอาจจะทําให้เกิดความเสียหายขึ้นได้”
เขาเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างตัวเอียงคอมองแว่นสายตาหนาเปอะทําให้หน้าตาของเขาดูคล้ายนกฮูก
“ตอนที่คุณวัดตัวตัดเสื้อผ้าเมื่ออาทิตย์ก่อนโซฟี่เขาให้คุณดูรูปสเก็ตช์ชุดสกีที่คุณจะต้องสวมเข้าฉากหรือเปล่า”
“ให้ดูแล้ว”
โซฟี่ เดอวิตต์คือนักออกแบบเครื่องแต่งกายสําหรับภาพยนตร์เื่นี้ และเป็ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ความสามารถของเธอกําลังจะกลายเป็ตํานานแห่งฮอลลีวู้ดไปแล้ว
“ผมว่าคุณลืมสิ่งที่เขาให้คุณดูเสียให้หมดดีกว่าเพราะผมโยนทิ้งไปหมดแล้ว สีสันมันผิดจากความ้าของผมทั้งหมด”
ชิพเอื้อมมาจับแขนพาเธอเดินตรงไปยังบันไดที่ทอดขึ้นสู่ด้านหน้าของคฤหาสน์หลังนั้น
“ผมไม่้าให้อีเด็นแต่งตัวด้วยสีเหลืองสลับดําเหมือนสีกิ้งก่าอะไรทํานองนั้นเพราะอีเด็นในทัศนะของผมเป็ผู้หญิงที่มีระดับมากกว่านั้นนักสีสันของเสื้อผ้าจะต้องสดใสเด่นกว่านักสกีคนอื่นๆ ตอนที่วิ่งสกีลงมาจากเนินสูงนั่นผมปรึกษากับโซฟี่แล้วและคิดว่ากางเกงสกีควรจะเป็สีม่วงเข้มของพลอยอะมิทีสส่วนแจ๊คเก็ตควรจะเป็สีฟ้าเข้มมีเลื่อมลายเหมือนสีรุ้งที่เป็สีม่วงเข้าไว้”
“โก้มากเลย”
คิทหยุดอยู่ตรงประตูด้านหน้ามองดูห่วงทองเหลืองที่ขัดมันวาววับ
มัวรี่วิ่งขึ้นมาหยุดอยู่บนบันไดชั้นบนสุดหอบหายใจหนักหน่วง
“ไอ้บันไดบ้านี่สูงชะมัดเลย”
เขาเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก
“เล่นเอาผมแย่ไปเหมือนกัน”
“ก็มันสูงกว่าระดับน้ำทะเลอยู่แล้วนี่”
คิทพูดเป็เชิงอธิบาย
“คุณน่าจะรู้ว่าแอสเพนน่ะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแปดพันฟุตเมื่อขึ้นมาอยู่บนนี้มันก็เกือบเก้าพันฟุตเข้าไปแล้ว”
“น่าจะเตรียมออกซิเจนไว้มั่ง”
มัวรี่หอบหายใจ
“ไหน...คุณว่าอะไรนะ”
พอล่าพูดเสียงเบาและมัวรี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนระโหย
“ผมหายใจแทบไม่ออกเลยจริงๆ”
จอห์นเดินไปเปิดประตูบ้านออกหันมาบอกกับเขาว่า
“ผมว่าคุณเข้าไปเป็ลมข้างในดีกว่า”
“ขอบคุณพระเ้า”
พอล่าพึมพําอยู่ในลําคอเดินตามคิทเข้าไปในตัวบ้านซึ่งจะต้องขึ้นบันไดเตี้ย ๆ อีกสี่ขั้นจึงจะถึงห้องโถงทางเดินแต่แล้วเธอก็หยุดชะงักจับแขนคิทไว้แน่น “คิท ที่นี่น่ะมันไม่ใช่คฤหาสน์หรอกนะน่าจะเรียกว่าวังหิมะจะถูกต้องกว่า”
“ใช่เป็คําจํากัดความที่เหมาะที่สุด”
คิทตอบอย่างเห็นด้วย