แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 22 สัจธรรมใต้ชุดสีกากี


    มนุษย์เรามักจะหลอกตัวเองด้วยคำว่าศีลธรรมอันดีงาม เปลือกนอกที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มซื่อบริสุทธิ์และความถ่อมตนของชนชั้นแรงงาน มักจะถูกตีความว่าเป็นความดีงามที่แท้จริง สังคมพร่ำสอนให้เราเชื่อว่าคนยากจนคือผู้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหมือนพวกเศรษฐีมีเงิน ฉันเคยตั้งสมมติฐานนี้ไว้ในใจและเฝ้ามองพฤติกรรมของมนุษย์รอบกายมาตลอดชีวิตที่สวมบทบาทเป็นนักจิตวิทยา

    ก่อนหน้านี้ ฉันเคยคลุกคลีอยู่กับผู้ชายที่มีฐานะร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยสมชายผู้กว้างขวางในวงการก่อสร้าง ท่านวิทูรนักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์สามีผู้แสนดีออกสื่อ หรือแม้กระทั่งนายแพทย์อนันต์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ชายเหล่านั้นล้วนมีครอบครัว มีภรรยาที่สังคมเชิดชู แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมารยาหญิงและเสน่ห์ยั่วยวนที่ฉันบรรจงสอดแทรกเข้าไปในชีวิต พวกเขาก็พร้อมจะถอดหน้ากากสุภาพบุรุษ โยนความซื่อสัตย์ทิ้งลงพื้น แล้วกลายสภาพเป็นเพียงสัตว์เพศผู้ที่หิวกระหายในกามารมณ์ พวกเขาสามารถทรยศคนที่รักได้อย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อจะได้เสพสมกับเรือนร่างของฉันในมุมมืด

    ฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเปลี่ยนเป้าหมายจากเศรษฐีผู้มีล้นเหลือ มาเป็นผู้ชายหาเช้ากินค่ำธรรมดาๆ คนที่อ้างว่ารักและเทิดทูนภรรยาสุดหัวใจ คนที่ไม่มีเงินทองมากมายพอจะไปปรนเปรอเมียน้อย ผลลัพธ์มันจะแตกต่างออกไปหรือไม่ ความจนจะช่วยขัดเกลาจิตใจมนุษย์ให้รู้จักพอและซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทดลองจิตวิทยาตัณหาที่ฉันเลือกหยิบยื่นโอกาสให้กับ ลุงเดช พนักงานรักษาความปลอดภัยวัยกลางคนประจำโรงงาน ผู้ชายซื่อๆ ที่มักจะยิ้มแย้มและเล่าเรื่องภรรยาใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์ให้ทุกคนฟังด้วยความภาคภูมิใจ ฉันเพียงแค่ปรายตามอง ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่แฝงนัยยะ และเปิดโอกาสให้เขาก้าวล้ำเส้นแบ่งชนชั้นเข้ามาสัมผัสความหฤหรรษ์เพียงชั่วครั้งชั่วคราวในห้องเก็บของหลังโรงงาน

    และผลลัพธ์ที่ได้... ก็ตอกย้ำให้ฉันเห็นความจริงที่แสนจะน่าสมเพช

    ฉันถอนหายใจยาวขณะหมุนพวงมาลัยรถยุโรปคันหรูเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถส่วนผู้บริหารของโรงงานอุตสาหกรรม แอร์เย็นฉ่ำภายในห้องโดยสารกรุ่นไปด้วยกลิ่นน้ำหอมดอกไม้ราตรีที่ฉันโปรดปราน มันเป็นกลิ่นหอมหรูหราที่สะท้อนถึงรสนิยมและสถานะอันสูงส่ง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศภายนอกที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยฝุ่นควันมลพิษ

    สายตาของฉันปะทะเข้ากับร่างของชายในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ยืนดักรออยู่ตรงทางเข้า ลุงเดชในชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เริ่มมีคราบเหงื่อไคลซึมเป็นวงกว้างตรงรักแร้และแผ่นหลัง เขายืนรอฉันอย่างจดจ่อ ดวงตาที่เคยหลุบต่ำด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความปรารถนาอันน่ารังเกียจและแววตาหิวโหยตัณหาที่ปิดไม่มิด

    การทดลองของฉันจบลงแล้ว ผลสรุปออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งจนน่าเบื่อหน่าย ชายยากจนก็มีความมักง่ายและพร้อมจะตักตวงผลประโยชน์ทางเพศไม่ต่างอะไรกับพวกเสี่ยกระเป๋าหนัก พวกเขาสามารถทรยศเมียที่รักได้อย่างไร้จิตใต้สำนึก เพียงแค่ถูกกระตุ้นด้วยความใคร่จากสตรีที่อยู่สูงกว่า

    ฉันจอดรถเข้าซองอย่างนุ่มนวล ทันทีที่ดับเครื่องยนต์ ร่างในชุดสีกากีก็รีบปรี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็วราวกับสุนัขที่รอคอยเจ้าของ เดชยืนส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่เรียงตัวไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบหน้ากร้านแดดของเขามีเหงื่อซึมเป็นเม็ดๆ

    “สวัสดีครับคุณพราว วันนี้มาสายจังเลยนะครับ ผมรอตั้งนาน” น้ำเสียงของเขาพยายามดัดให้ดูสนิทสนมคุ้นเคย มันเป็นน้ำเสียงที่ทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา

    ฉันเปิดประตูรถ ก้าวเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมลงเหยียบพื้นคอนกรีต จัดชายกระโปรงทรงสอบเข้ารูปที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าของสะโพกให้เข้าที่อย่างเชื่องช้า พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดขณะปรายตามองถุงพลาสติกใบเล็กที่แขวนอยู่ตรงกระจกมองข้างรถของฉัน ภายในถุงมีนมกล่องราคาถูกและลูกอมรสผลไม้ที่เขาคงจะเจียดเงินซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อหน้าโรงงาน

    “นี่อะไรคะเดช” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่แม้แต่จะยื่นมือไปแตะต้องของเหล่านั้น

    “อ๋อ ขนมครับ ผมซื้อมาฝาก เห็นคุณพราวทำงานหนัก เผื่อจะหิวตอนบ่ายๆ” เดชตอบพร้อมกับถูมือไปมา อาการประหม่าของเขาผสมปนเปไปกับความคาดหวังว่าฉันจะยิ้มรับและเอ่ยคำขอบคุณหวานๆ เหมือนช่วงแรกที่ฉันเริ่มเล่นสนุกหว่านเสน่ห์ใส่เขา

    “ฉันไม่กินของพวกนี้หรอกนะ มันมีแต่น้ำตาลทรายและสารกันบูด คุณเก็บเอาไว้กินเองเถอะ หรือไม่ก็เอาไปฝากเมียคุณที่บ้าน” ฉันตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ไร้เยื่อใย หวังจะให้เขารู้ตัวเสียทีว่าเวลาแห่งความบันเทิงได้สิ้นสุดลงแล้ว

    แต่ดูเหมือนความลุ่มหลงในตัณหาจะบังตาจนชายผู้นี้สูญเสียความสามารถในการอ่านบรรยากาศ รอยยิ้มของเขาเจื่อนลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาฉีกกว้างอีกครั้ง เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ฉันจนฉันได้กลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ ผสมกับกลิ่นโคโลญจน์ราคาถูกที่เขาคงจะพรมมาอย่างหนักเพื่อหวังจะเอาใจฉัน มันเป็นกลิ่นที่ฉุนจมูกจนฉันต้องกลั้นหายใจ

    “โธ่ คุณพราวครับ อย่าเย็นชากับผมแบบนี้สิครับ ตั้งแต่วันนั้นที่เรา...เอ่อ...คุณก็หลบหน้าผมตลอดเลย ข้อความในไลน์ก็ไม่ยอมตอบ ผมคิดถึงคุณจะแย่อยู่แล้วนะครับ” เดชลดระดับเสียงลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบแหบพร่า พยายามส่งสายตาเว้าวอนชู้สาวอย่างโจ่งแจ้ง

    ความรำคาญใจที่คุกรุ่นอยู่ในอกเริ่มปะทุขึ้นมา ฉันเกลียดความสัมพันธ์ราคาถูกแบบนี้ที่สุด การต้องมาทนฟังคำพร่ำเพ้อของชายที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงหนูทดลองในเกมจิตวิทยาของฉัน มันช่างเสียเวลาชีวิตเหลือเกิน

    “ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลามาตอบข้อความไร้สาระของใครหรอกนะ ขอตัวไปทำงานก่อน” ฉันตัดบทอย่างเด็ดขาด สะพายกระเป๋าใบหรูขึ้นบ่าแล้วก้าวเดินฉับๆ มุ่งหน้าไปยังอาคารสำนักงาน

    ทว่าเดชกลับไม่ยอมแพ้ เขาสาวเท้าตามมาติดๆ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครพลุกพล่าน ฉวยโอกาสคว้าข้อมือของฉันไว้ตอนที่เราเดินผ่านซอกตึกด้านหลังอาคารบริหาร ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดสายตาผู้คน ร่มเงาของตึกสูงบดบังแสงแดด ทำให้บริเวณนี้ดูสลัวและเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของชายวัยกลางคนที่กำลังถูกความใคร่ครอบงำ

    “เดี๋ยวสิครับคุณพราว คุยกับผมก่อน” แรงบีบที่ข้อมือแม้จะไม่แรงมากแต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงจนต้องสะบัดออกอย่างรุนแรงราวกับถูกของสกปรก

    “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะเดช คุณกล้าดีหลงลืมสถานะของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันตวาดเสียงแข็ง ดวงตาตวัดมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ

    เดชหน้าถอดสีไปชั่วขณะ แต่ตัณหาราคะที่คุกรุ่นอยู่ในกายก็ผลักดันให้เขาก้าวล้ำเส้นเข้ามาอีก เขาพยายามยกมือขึ้นจะสัมผัสใบหน้าของฉัน แต่ฉันเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วด้วยความขยะแขยง

    “คุณพราวครับ ผมขอโทษที่เสียมารยาท แต่ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ตั้งแต่วันนั้นที่ห้องเก็บของ ผมก็เอาแต่คิดถึงความนุ่มนวลของคุณ คิดถึงความอุ่นร้อนเวลาที่เราแนบชิดกัน ร่างกายของคุณ รสชาติของคุณ มันทำให้ผมแทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ผมอยากจะสัมผัสคุณอีก ขอร้องเถอะนะครับ ให้ผมได้ดูแลคุณอีกครั้ง ผมยอมเป็นทาสรับใช้ลับๆ ของคุณเลยก็ได้ จะไม่เรียกร้องอะไรเลย ขอแค่ให้ผมได้เชยชมเนื้ออุ่นๆ ของคุณอีกสักครั้งเถอะนะครับ”

    คำพูดพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากสั่นระริกของเขา ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายและกิเลสชั้นต่ำ มันสะท้อนให้เห็นถึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์เพศผู้ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความใคร่ล้วนๆ ไม่มีเศษเสี้ยวของความรักหรือความผูกพันใดๆ มีเพียงแค่ความต้องการที่จะได้ปลดปล่อยความกำหนัดในร่องเนื้อที่เขาหลงใหลและเสพติด

    ฉันมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง รอยยิ้มหยักมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเย้ยหยัน มันเป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความเมตตาใดๆ ฉันจงใจปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างเราชั่วอึดใจ เพื่อให้เขารู้สึกถึงความกดดันและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ

    “ทาสรับใช้อย่างนั้นเหรอ” ฉันแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แผ่วเบาแต่บาดลึกถึงกระดูก “คุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะเป็นทาสของฉันอย่างนั้นสิ เดช คุณลองก้มลงมองดูตัวเองสิ มองดูรองเท้าคอมแบทเก่าๆ เปื้อนฝุ่นของคุณ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองรองเท้าส้นสูงคู่ละหลายหมื่นของฉัน”

    ฉันจงใจใช้สายตากวาดมองร่างของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย

    “เสื้อผ้าที่คุณใส่ กลิ่นเหงื่อสาบๆ ที่โชยออกมา เงินเดือนทั้งเดือนของคุณบวกกับค่าล่วงเวลา ยามกะดึก ยังไม่พอจ่ายค่าครีมบำรุงผิวที่ฉันใช้ทาก่อนนอนเลยด้วยซ้ำ คุณเอาความกล้าหาญหรือความหน้าด้านมาจากไหน ถึงกล้ามาเรียกร้องขอสัมผัสเรือนร่างของฉันอีกครั้ง คุณคิดจริงๆ เหรอว่าเศษเสี้ยวความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวที่ฉันมอบให้เป็นทานเพื่อทดสอบสันดานมนุษย์ มันจะทำให้คุณยกระดับตัวเองขึ้นมาตีเสมอฉันได้”

    ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกไปเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปบนศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายของเขา ใบหน้าของเดชซีดเผือดลงเรื่อยๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยตัณหาความอยากเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและหวาดหวั่น เขาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

    “คุณมันก็แค่พนักงานรักษาความปลอดภัยต่ำต้อย เป็นแค่ยามเฝ้าประตูที่ฉันบังเอิญนึกสนุกอยากจะทดสอบความซื่อสัตย์ดูเท่านั้น และผลลัพธ์มันก็น่าสมเพชสิ้นดี คุณหักหลังเมียที่กำลังท้องที่บ้าน เพื่อมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษเนื้อจากผู้หญิงที่ไม่มีวันจะลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคุณเป็นครั้งที่สอง อย่าสะเออะมาคิดว่าคุณมีความสำคัญอะไรในชีวิตฉัน จงเจียมกะลาหัวตัวเองเอาไว้ให้ดี”

    คำพูดที่เฉียบคมและไร้ความปรานีของฉันทำลายภาพฝันอันสวยงามของเขาสลายไปในพริบตา เดชยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน มือที่เคยกางออกเพื่อจะไขว่คว้าตัวฉันตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับหุ่นกระบอกที่ถูกตัดสายทิ้ง

    “แต่...แต่คุณพราวเคยบอกว่าชอบที่ผมเอาใจ...ชอบที่ผมทำให้คุณมีความสุข” เขาพยายามเถียงด้วยเสียงที่เบาหวิว ราวกับคนจมน้ำที่พยายามคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่ลอยผ่านมา

    “นั่นมันก็แค่มารยาตบตาหลอกคนโง่ๆ อย่างคุณไงล่ะ” ฉันตอกกลับทันควัน ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก “ตอนนี้เกมมันจบแล้ว ฉันเบื่อคุณแล้ว และถ้าคุณยังขืนตามตอแย ตามรังควาน หรือพยายามส่งข้อความงี่เง่ามาหาฉันอีก ฉันรับรองได้เลยว่าชีวิตของคุณจะพังพินาศยิ่งกว่าตกนรก”

    ฉันก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของฉันข่มกลิ่นสาบเหงื่อของเขาจนมิด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวของชายวัยกลางคน

    “ฉันจะเดินไปหาผู้จัดการใหญ่ เล่าให้เขาฟังว่าคุณพยายามลวนลามและข่มขู่ฉันในที่ลับตาคน คุณคิดว่าระหว่างนักจิตวิทยาที่ปรึกษาระดับสูงที่บริษัทจ้างมาด้วยเงินเดือนหลักแสน กับยามกระจอกๆ อย่างคุณ เขาจะเลือกเชื่อใครและจะไล่ใครออก และที่สำคัญไปกว่านั้น...” ฉันจงใจลากเสียงยาว มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม “ฉันจะเอาประวัติการแชททั้งหมด รูปถ่ายสกปรกๆ ทุกใบที่เราเคยถ่ายด้วยกัน ไปประเคนให้เมียใหม่ของคุณถึงหน้าบ้าน ให้ผู้หญิงคนนั้นที่กำลังอุ้มท้องลูกของคุณอยู่ ได้เห็นสันดานมักมากของผัวตัวเอง ให้เธอรู้ว่าผัวที่เธอรักและไว้ใจ แอบมาเลียแข้งเลียขาขอร้องให้ผู้หญิงคนอื่นอ้าขาให้”

    “อย่านะครับคุณพราว! ผมขอร้อง อย่าบอกเมียผมเลย เธอเพิ่งจะตั้งท้องอ่อนๆ ถ้าเธอรู้เรื่องนี้เธอต้องช็อกและเลิกกับผมแน่ๆ ผมกลัวแล้วครับ ผมจะไม่มายุ่งกับคุณอีกแล้ว สัญญาครับคุณพราว ปล่อยผมไปเถอะนะครับ”

    เดชละล่ำละลักอ้อนวอน น้ำตาแห่งความขี้ขลาดคลอหน่วยอยู่ในเบ้าตา เขายกมือขึ้นไหว้ฉันปรกๆ ท่าทางน่าเวทนาจนฉันรู้สึกสะใจอย่างประหลาด ร่างที่เคยพยายามแสดงความเป็นชายชาตรีเมื่อครู่ บัดนี้หดเล็กลงเหลือเพียงแค่เศษสวะที่ไร้ค่า

    อำนาจมันหอมหวานเช่นนี้นี่เอง การได้บดขยี้ศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่งให้แหลกละเอียดอยู่ใต้ฝ่าเท้า การได้เห็นพวกเขาร้องขอความเมตตาจากเรา มันช่างเป็นความรู้สึกที่เติมเต็มช่องโหว่และปมในอดีตของฉันได้อย่างยอดเยี่ยม ฉันรู้สึกถึงชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือเพศบุรุษ

    “จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี เดช ถ้าฉันเห็นหน้าคุณมาเสนอหน้าอยู่ใกล้ๆ รถฉันอีก หรือถ้ามีข้อความขยะเด้งเข้ามาในมือถือของฉันแม้แต่ข้อความเดียว คุณเตรียมตัวเก็บของออกจากโรงงานและเตรียมตัวหย่ากับเมียได้เลย ตอนนี้ ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”

    ฉันออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด เดชรีบก้มหน้าก้มตา หันหลังวิ่งหนีออกไปจากซอกตึกอย่างรวดเร็วราวกับหมาลอบกัดที่ถูกตีจนหางจุกตูด ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอับชื้นของซอกตึกที่ยังคงลอยอวลอยู่บางเบา

    ฉันยืนมองแผ่นหลังที่ลีบเล็กลงเรื่อยๆ ของเขาด้วยความรู้สึกสมเพชปนเปไปกับความภาคภูมิใจในชัยชนะ การทดลองครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม ฉันหมุนตัวเดินกลับออกมาจากเงามืดของซอกตึก ก้าวเดินอย่างสง่างามท่ามกลางแสงแดดจ้าที่สาดส่องลงมา

    ตลอดทางที่เดินกลับไปยังคลินิกจิตวิทยาประจำโรงงาน สมองของฉันเฝ้าวิเคราะห์และประมวลผลสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ความจริงที่ว่ามนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหน สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูหราหรือชุดยูนิฟอร์มเปื้อนเหงื่อ ล้วนตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาไม่ต่างกัน ชายที่บอกว่ารักเมียหนักหนา กลับพร้อมจะหักหลังเพียงเพราะแรงขับทางเพศที่ถูกกระตุ้นอย่างถูกจุดด้วยเรือนร่างอันเย้ายวน

    ความรักบริสุทธิ์ของคนยากจนที่นิยายโรแมนติกชอบนำเสนอ มันไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้หรอก มันก็เป็นแค่นิทานหลอกเด็กที่แต่งขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมใจคนที่ไม่มีปัญญาจะเสวยสุขในโลกแห่งวัตถุเท่านั้นเอง ชายยากจนก็มีความเห็นแก่ตัวและความหื่นกระหายไม่แพ้ผู้มีอำนาจ

    เมื่อฉันผลักประตูห้องทำงานและทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหนานุ่ม แอร์เย็นฉ่ำช่วยดับความร้อนรุ่มจากภายนอก ฉันหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาจรดปลายปากกา เขียนสรุปผลการวิเคราะห์พฤติกรรมของเหยื่อรายล่าสุดอย่างบรรจงด้วยหมึกสีดำสนิท

    ชายยากจนไม่ได้มีศีลธรรมสูงส่งไปกว่าเสี่ยใหญ่กระเป๋าหนัก พวกเขามีความมักง่าย มีตัณหาราคะ และมีความเห็นแก่ตัวซุกซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณดิบอย่างเต็มเปี่ยม สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขายังคงดูเป็นคนดีในสายตาสังคม ก็เพราะพวกเขายังไม่มีโอกาสและเงินตรามากพอที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาต่างหาก

    เมื่อใดก็ตามที่มีเหยื่อล่อที่หอมหวานและยั่วยวนมากพอถูกหยิบยื่นให้ถึงปาก พวกเขาก็พร้อมจะอ้าปากงับอย่างตะกละตะกลาม โดยไม่สนใจว่าตะขอเบ็ดที่ซ่อนอยู่จะเกี่ยวคอหอยตัวเองจนเลือดสาดหรือไม่

    ความแตกต่างระหว่างพวกเสี่ยผู้มีอิทธิพลอย่างเสี่ยสมชายหรือท่านวิทูร กับนายเดชยามหน้าประตู มีเพียงแค่ความไม่มีเงินเท่านั้นเอง นอกเหนือจากนั้น สันดานดิบของผู้ชายก็มักง่ายและพร้อมจะทรยศความเชื่อใจของผู้หญิงได้เหมือนกันหมด

    ฉันฉีกยิ้มให้ตัวเองในกระจกเงาบานเล็กบนโต๊ะทำงาน ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่สะท้อนกลับมาเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจเหนือเพศบุรุษ ฉันได้เรียนรู้สัจธรรมข้อใหญ่ใต้ชุดสีกากีอันซอมซ่อ และมันจะเป็นเกราะป้องกันตัวชั้นดีที่ทำให้ฉันไม่มีวันตกเป็นเหยื่อของคำว่ารักจอมปลอมจากผู้ชายหน้าไหนอีกต่อไป เกมแห่งมารยายังคงดำเนินต่อไป และฉันจะยังคงเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าเสมอ ไม่มีใครหน้าไหนจะมากดขี่หรือทำร้ายจิตใจฉันได้อีกแล้ว เพราะฉันคือผู้ควบคุมกระดานหมากรุกกระดานนี้ด้วยตัวเอง