*รัชศกหลงจี้ปีที่หนึ่ง
หลังจาก 4ตระกูลรวมกำลังสู้รบรวบรวมดินแดนยึดครองใต้หล้าได้จากฮ่องเต้ทรราชก็ส่งมอบแผ่นดินให้กับ
1.อ๋องตระกูลหลี่ขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงมีพระนามว่าฮ่องเต้หลี่หลงจี้
2.อ๋องตระกูลโจวได้คลุมอำนาจปกครองหัวเมืองทางเหนือดูแลปกป้องชายแดนเขตปกครองตนเองโดยท่านอ๋องโจวห่าวหรานผู้ครองเมืองนี้มีพระราชอำนาจเทียบเท่าฮ่องเต้
เนื่องจากท่านอ๋องโจวมีความดีความชอบค่อยปกป้องรักษาด่านชายแดนสำคัญอีกทั้งมีรักลึกซึ้งเพียงหนึ่งเดียวจนได้รับพระราชทานพิธีอภิเษกสมรสกับองค์หญิงหลี่หางเยว่น้องสาวแท้ๆของฮ่องเต้หลี่หลงจี้
3.ตระกูลหลินเข้ารับราชการได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็ท่านอัครเสนาบดีนามว่าหลินอิ่งเสียงมีอำนาจควบคุมราชสำนักใช้เล่ห์เหลี่ยมกดดันฮ่องเต้รับบุตรสาวของตนขึ้นเป็ฮองเฮานามว่าหลินจือหลิงเข้าควบคุมอำนาจฝ่ายใน
4.ตระกูลไป๋ได้รับความดีความชอบและความไว้วางพระทัยแต่งตั้งให้เป็แม่ทัพใหญ่นามว่าไป๋ซิ่วอิงบัญชาการทหารทุกเหล่าทัพท่านแม่ทัพใหญ่สู้รบมาทั้งชีวิตเป็สหายคนสนิทของท่านอ๋องโจวออกสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่เคยทอดทิ้งกัน
#เมืองหลวงลั่วอี้ แคว้นต้าหลี่
*รัชศกหลงจี้ปีที่สิบแปด (จุดเริ่มต้นของเื่ราว)
ณ ท้องพระโรงทหารม้าเร็วแจ้งข่าวข้าศึกแคว้นเ้ายกทัพเข้าโจมตีชายแดนทางเหนือท่านอ๋องโจวห่าวหรานขอกำลังทหารขึ้นไปสนับสนุนรวมถึงเสบียงอาหารเพราะสถานการณ์ในตอนนี้คับขันหิมะตกหนักสภาพอากาศเลวร้ายไม่อาจต้านทานกองทัพเรือนแสนของข้าศึกได้จึงส่งข่าวมาเพื่อขอพระมหากรุณาธิคุณจากฮ่องเต้หลี่หลงจี้
ขุนนางในท้องพระโรงต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กับข่าวเกิดาสู้รบจากด่านชายแดนเหนือท่านอัครเสนาบดีกล่าวเสียงดังให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
แล้วจึงหันไปถวายความเห็นเสนอกับฮ่องเต้ว่าเราควรรีบส่งทหารขึ้นไปช่วยเหลือเป็การเร่งด่วนเพราะหากปล่อยให้ด่านชายแดนเหนือแตกข้าศึกคงบุกมาถึงเมืองหลวงได้ในไม่ช้า
ศึกครั้งนี้จะประมาทไม่ได้เด็ดขาดแคว้นเ้าเป็แคว้นที่มีกองทหารที่เข้มแข็งขนาดยกทัพใหญ่มาเยี่ยงนี้แสดงว่ามีเจตนาเร่งรุดตีด่านชายแดนเหนือให้แตกพ่ายและมุ่งหน้าเข้าโจมตีเมืองหลวงลั่วอี้เป็แน่
ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งขอความเห็นจากท่านแม่ทัพใหญ่ไป๋ซิ่วอิง“ท่านแม่ทัพไป๋ท่านว่าเราควรส่งใครนำทัพไปช่วยท่านอ๋องโจว”แม่ทัพไป๋รู้ถึงสถานการณ์หัวเมืองทางเหนือเป็อย่างดี
เพราะได้รับรายงานส่งมาเป็ระยะๆต่อให้เป็ห่วงท่านอ๋องโจวมากเพียงใดก็ต้องรอจนกว่าท่านอ๋องโจวจะส่งคนมาแจ้งข่าวการรบขอความช่วยเหลือจากฮ่องเต้ด้วยตัวเอง
เขามิอาจทำผิดกฎทหารยกทัพช่วยเหลือโดยพลการด้วยความร้อนใจจึงรีบทูลฮ่องเต้“กระหม่อมยินดียกทัพไปช่วยท่านอ๋องโจวพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ถึงกับยกคิ้วสูงมองไปที่ใบหน้าท่านแม่ทัพใหญ่
“ท่านแม่ทัพไป๋! ท่านเองก็อายุมากแล้วการยกทัพไปด่านชายแดนเหนือในตอนที่มีหิมะตกหนักการเดินทางอยากลำบากเช่นนี้ร่างกายท่านจะรับไหวได้อย่างไรเราว่าให้รองแม่ทัพหวังยกทัพไปมิดีกว่าเหรอ?”
อัครเสนาบดีหลินอิงลู่เมื่อได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่ไป๋จะยกทัพไปเองก็นึกแผนการกำจัดแม่ทัพใหญ่ไป๋ขึ้นมาได้ในทันที
ตลอดหลายปีมานี้แม่ทัพใหญ่ไป๋คุมอำนาจทางการทหารถือได้ว่าเป็กระดูกชิ้นโตทำให้เขาไม่สามารถควบคุมกองทัพเอาไว้ในมือได้อย่างแท้จริง
แม่ทัพใหญ่ไป๋วางลูกน้องคนสนิทควบคุมอยู่ในทุกกรมกองทำให้อำนาจของเขาไม่สามารถเข้าแทรกแซงกองทัพได้ดังใจหวังจึงเอ่ยชี้นำทูลเสนอแนะฮ่องเต้
“กระหม่อมมีความเห็นตรงกันกับท่านแม่ทัพไป๋ที่จะยกทัพขึ้นไปด้วยตนเองศึกนี้จะดูแคลนมิได้อีกทั้งท่านแม่ทัพไป๋และท่านอ๋องโจวก็ร่วมสู้ข้าศึกด้วยกันมาหลายสนามรบย่อมรู้ใจกันดีศึกนี้เราอาจจะได้ชัยชนะกลับมาในเร็ววันพ่ะย่ะค่ะ”
อัครเสนาบดีหลินอมยิ้มกล่าวด้วยรู้ดีว่าแม่ทัพไป๋ทูลขอยกทัพไปด้วยตนเองเพราะร้อนใจเป็ห่วงท่านอ๋องโจวสหายรักอยู่มิใช่น้อย
“ขอฝ่าาโปรดประทานอนุญาตให้กระหม่อมยกทัพไปช่วยท่านอ๋องรับศึกแคว้นจ้าวด้วยเทอญพ่ะย่ะค่ะศึกครั้งนี้ข้าศึกยกทัพใหญ่มากระหม่อมเกรงว่าท่านอ๋องโจวจะต้านข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่จะส่งผลร้ายถึงเมืองหลวง”
แม่ทัพไป๋กราบทูลถึงสถานการณ์ที่อาจส่งผลร้ายที่สุดตัวเขาเองไม่อาจไว้ใจผู้อื่นกระทำการแทนได้ด้วยรู้ดีว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
ข้าศึกมีกำลังพลจำนวนมากและยังได้เปรียบในเื่ภูมิประเทศแม้ยกทัพไปช่วยก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะคว้าชัยชนะได้โดยง่าย
ฮ่องเต้ทราบดีว่าแม่ทัพไป๋มีฝีมือเชี่ยวชาญด้านการรบทัพจับศึกแต่ตอนนี้ด้วยสภาพร่างกายที่มีอายุอานามก็มากแล้วเกรงว่าตนจะเสียขุนนางที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีไปก่อนเวลาอันควร
หากเกิดอะไรขึ้นกับแม่ทัพไป๋อำนาจทางการทหารจะตกไปอยู่ในมือของอัครเสนาบดีหลินซึ่งพระองค์ไม่ประสงค์ให้เป็เช่นนั้นจึงคัดค้านไม่ให้ท่านแม่ทัพไป๋ออกรบ
แต่ไม่ว่าจะทัดทานยังไงแม่ทัพไป๋ก็ยังยืนกรานจะไปให้จงได้“เมื่อท่านแม่ทัพยืนกรานเช่นนี้เราก็คงต้องอนุญาต”
ทรงมีรับสั่งให้ตงกงกงประกาศราชโองการ
“ท่านแม่ทัพไป๋กล้าหาญชาญชัยเร่งยกทัพเคลื่อนพลช่วยท่านอ๋องโจวขับไล่ข้าศึกแคว้นจ้าวที่ด่านชายแดนเหนือนำกำลังพลหนึ่งแสนทหารม้าสามหมื่นไม่เกินสามวันให้ออกเดินทางทันที”
แม่ทัพไป๋เดินทัพอย่างรีบเร่งเพื่อให้ถึงด่านชายแดนเหนือให้เร็วที่สุดทหารออกสำรวจพื้นที่กลับมารายงานว่าข้ามูเาอีกหนึ่งลูกก็ใกล้ถึงชายแดนเหนือแล้วติดตรงที่อาจจะต้องใช้เวลาเดินทัพมากกว่าปกติ
เพราะเป็พื้นทีู่เาสูงมีหิมะตกหนักปกคลุมพื้นที่การเดินทัพคงไม่ค่อยสะดวกนักกว่าจะเดินทัพผ่านูเาสูงลูกนี้กินเวลาไปเกือบสามวัน
เมื่อกองหนุนจากเมืองหลวงยกทัพมาถึงด่านประตูเมืองชายแดนเสียงโห่ร้องดีใจของทหารที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนดังกึกก้อง
เสบียงอาหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดทำให้ทหารไม่มีเรี่ยวแรงออกสู้รบทำได้เพียงตั้งรับข้าศึกรักษากำแพงเมืองไว้เท่านั้น
แม่ทัพไป๋เห็นสภาพทหารแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วนี่ท่านอ๋องโจวผู้รักทหารของตนยิ่งกว่าตัวเองจะมีสภาพจิตใจเป็เช่นไร
พระราชวังหัวเมืองชายแดนไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าอะไรมากนักส่วนใหญ่งบประมาณที่ได้จากเมืองหลวงก็ถูกนำไปใช้กับกองทัพเสียเป็ส่วนใหญ่เนื่องจากต้องคอยรับศึกที่ยืดเยื้อยาวนานหลายปี
ท่านอ๋องโจวใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ได้ถือตนว่าเป็เชื้อพระวงศ์แต่อย่างใดพระชายาแม้มียศศักดิ์เป็ถึงองค์หญิงหากก็ใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกันกับท่านอ๋องโจวผู้เป็พระสวามี
ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสเพียงแค่พระองค์เดียวนามว่าองค์ชายโจวจื่อเหยาผู้เป็ดังแก้วตาดวงใจและองค์ชายก็เป็พระโอรสที่มีความสง่างามถอดแบบท่านอ๋องโจวมาทุกกระเบียดนิ้วคิ้วหนาคมเค็มดวงเนตรสีดำคลับจมูกโด่งขึ้นเป็สัน
แต่กลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนพระราชมารดาทำให้แม้จะดูท่าทางองอาจแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนริมฝีปากบางเป็กระจับถึงยังทรงพระเยาว์มีอายุเพียงสิบหกก็ฉายแววบุรุษรูปงามเอาไว้อย่างชัดเจน
ท่านอ๋องโจวผู้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ยอมสละตนเพื่อปกป้องชายแดนไม่เคยเรียกร้องลาภยศเฝ้าคอยปกป้องบ้านเมืองเพื่อให้ราษฎรอยู่อย่างร่มเย็นเป็สุข
ฮ่องเต้ทรงรับรู้ถึงความเป็วีรบุรุษของท่านอ๋องโจวหากที่ผ่านมาพระองค์ไม่เคยทราบเลยว่าเงินทองสนับสนุนที่พระองค์พระราชทานมานั้น
กลับถูกส่งไปไม่ครบตามจำนวนเป็ผลมาจากฝีมือการยักยอกของอัครเสนาบดีหลินเพราะเกรงว่าท่านอ๋องโจวจะมีอำนาจทางการทหารอยู่ในมือมากจนเกินไปแล้วจะคิดก่อการฏทำให้ตนอาจสูญเสียอำนาจที่ตนมีอยู่ในตอนนี้
ท่านอ๋องโจวออกมาต้อนรับแม่ทัพไป๋สหายรักด้วยพระองค์เอง
“แม่ทัพไป๋นี้เราไม่ได้พบกันนานกี่ปีแล้วนะ”
แม่ทัพไป๋เมื่อได้พบท่านอ๋องโจวก็รู้สึกได้ว่าปีนี้ท่านอ๋องโจวดูชราลงมากไม่แข็งแกร่งกำยำเหมือนแต่ก่อนด้วยอายุที่มากขึ้นก็เื่หนึ่งหากด้วยตรากตรำสู้ศึกมาหลายปีนั้นคงเป็สาเหตุหลัก“
น่าจะเกือบห้าปีเห็นจะได้กระหม่อมดีใจเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าท่านอ๋องอีกครั้ง"
ส่วนลึกในใจแม่ทัพไป๋รู้ดีว่าศึกนี้คงเป็ศึกสุดท้ายที่จะได้ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านอ๋อง
“เชิญ...เชิญท่านแม่ทัพไป๋เข้ามาพักก่อนเดินทางมาเหนื่อยๆ”ท่านอ๋องเดินนำเข้าไปในตำหนักส่วนพระองค์ด้านในถูกประดับไว้อย่างเรียบง่ายท่านอ๋องโจวเอ่ยปากกับทหารคนสนิทข้างกาย"
ไปเชิญพระชายากับองค์ชายมาที่นี่บอกว่าท่านแม่ทัพไป๋มาถึงแล้ว”ทหารรับใช้คนสนิทตอบรับอย่างแข็งขัน “พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
ไม่นานนักสตรีสูงศักดิ์วัยกลางคนบนใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนๆเดินจูงมือพระโอรสเข้ามาในตำหนักเฟยเทียนเมื่อแม่ทัพไป๋หันไปเห็นก็รีบคุกเข่าทำความเคารพ
“ถวายบังคมพระชายาถวายบังคมองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”พระชายาเห็นเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นว่า
“ท่านแม่ทัพไป๋ลุกขึ้นเถอะทำตัวตามสบายไม่ได้พบกันนานสบายดีหรือไม่?” พระชายาเดินไปนั่งประจำที่ตรงเก้าอี้ด้านข้างท่านอ๋องโจวพร้อมกับบอกพระโอรสให้ไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับท่านแม่ทัพไป๋
“สบายดีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนำขนมขึ้นชื่อของเมืองหลวงมาถวายให้พระชายากับองค์ชายเดี๋ยวจะให้ทหารนำไปส่งให้ที่ตำหนักพระชายา”
พระชายายิ้มอย่างพอพระทัย“ท่านแม่ทัพไป๋ยังมีน้ำใจคิดถึงเรากับองค์ชายเช่นเคยขอบใจท่านมากจากบ้านมาไกลหากได้กินขนมก็พอจะทำให้หายคิดถึงบ้านลงได้บ้าง
ท่านแม่ทัพกับท่านอ๋องไม่ได้พบกันนานทั้งยังต้องวางแผนการรบเชิญพวกท่านตามสบายเราขอตัวไปดูแลที่พักและอาหารเอาไว้ค่อยพบกันที่ห้องจัดเลี้ยงต้อนรับ่มื้อค่ำ”พระชายาพูดจบก็ลุกขึ้นกล่าวกับพระโอรสว่า“องค์ชายประทับอยู่ที่นี้กับพระบิดาดีหรือไม่”
องค์ชายผู้ว่าง่ายลุกขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพพระราชมารดา“พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ลูกจะอยู่ฟังท่านพ่อกับท่านแม่ทัพไป๋วางแผนการรบ”
องค์ชายจื่อเหยาแม้อายุยังน้อยแต่ก็ศึกษายุทธวิธีวางแผนการรบจากพระราชบิดามาั้แ่จำความได้ท่านแม่ทัพไป๋พอใจองค์ชายน้อยอยู่มากโตขึ้นจะต้องเป็มหาบุตรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทีเดียว
สายพระเนตรมีความมุ่งมั่นเฉลียวฉลาดอีกทั้งวาจายังสุภาพอ่อนโยนเป็กันเองกับข้าราชบริพารไม่ถือตนว่าเป็ถึงองค์ชาย
ตลอดเวลาที่นั่งฟังแนวทางยุทธวิธีการรบก็มิได้แสดงอาการเบื่อหน่ายเหมือนเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันมารยาทการวางตัวต่อหน้าผู้มีาุโกว่าก็แสดงท่าทีให้เกียรติและให้ความเคารพไม่ถือยศตำแหน่งใครต่ำใครสูง
บุคลิกเช่นนี้หาได้อยากยิ่งแม้แต่องค์รัชทายาทหลี่อี้เฟิงก็ยังพูดได้ว่ายังห่างชั้นกันอีกไกลเป็เพราะถูกเลี้ยงดูมาแตกต่างกันองค์ชายโจวจื่อเหยาได้รับความรักเอาใจใส่จากผู้เป็พระราชบิดาพระราชมารดา
แตกต่างจากองค์รัชทายาทหลี่อี้เฟิงกลับถูกเลี้ยงดูมาอย่างโดดเดี่ยวจึงมีนิสัยดุดันเ้าแผนการต้องคอยระแวดระวังภัยให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา
ไม่แข่งคือไม่แข่งแต่ถ้าได้ลงแข่งต้องเป็ผู้ชนะเท่านั้นคิดดูแล้วก็น่าสงสารยิ่งนักเข้าตำราที่ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว
แต่หากพระองค์ไม่เป็ไปเช่นนี้ก็คงไม่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาทได้อย่างมั่นคงดังเช่นทุกวันนี้
ระหว่างทางมีแต่ขวากหนามจะว่าไปก็เป็ผลดีต่อพระองค์เองที่ถูกปลูกฝั่งให้มีอุปนิสัยไม่ไว้วางใจผู้ใดง่ายๆเช่นนี้ถึงจะมีคุณลักษณะของฮ่องเต้เหมาะสมเป็ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไปในภายภาคหน้า
**********************************************
ตอนต่อไปทุกคนจะได้รู้ชาติกำเนิดเด็กฝาแฝดชายหญิงที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับเป็คน..คนดียวกันแล้วนะ
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็กำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกา K.P.STOM