และก็เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้นเหล่าทหารวังหลวงนำโดยสวี่มู่เฉิง ผู้ตรวจการกรมยวี่ฉื่อไถ[1] ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกันกับอัครมหาเสนาบดีเว่ยซิงหยวน นำราชโองการมานำตัวองค์ชายไป๋หลงหลานไปดำเนินการสอบสวนในข้อหากบฏ
ขณะที่สวี่มู่เฉิน กำลังจะอ่านราชโองการ องค์ชายสาม และแม้แต่องค์ชายสี่ผู้ซึ่งสนใจแต่ตำราและศิลปะ ก็เสด็จมาถึงจวนหลานอวิ๋นในเวลาไล่เลี่ยกัน
“หยุดก่อนท่านสวี่” องค์ชายสามตะโกนเข้ามาจากโถงประตูใหญ่
“มันอะไรกัน ข้าทราบเรื่อง เขาลือกันหนาหูในวังว่าพี่รองทำการกบฏ มีหลักฐานกันแล้วหรืออย่างไร ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าพี่รองเป็นว่าที่รัชทายาทแน่นอน ด้วยกิจการบ้านเมือง ความไว้วางใจที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้ ไม่มีความจำเป็นที่พี่รองจะทำสิ่งที่ทำลายชื่อเสียงตนเองกับผสกนิกรแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเลย พวกเจ้าได้ดำเนินการตรวจสอบกันแล้วหรือ” องค์ชายสี่ทรงโวยวายลั่นโถงรับแขกของจวน
“น้องสี่ ท่านสวี่มีหน้าที่รับราชโองการมา แสดงว่าเป็นเจตนารมณ์ของเสด็จพ่อ เจ้าหยุดโวยวายเสียเถอะ”
“ได้อย่างไรล่ะเสด็จพี่ เห็นอยู่ว่ามันไร้เหตุผล”
“แต่เสด็จพ่อทรงมีเหตุผลเสมอ ทรงมีพระประสงค์ให้เข้าไปรับการสอบสวน แสดงว่าทรงมอบความยุติธรรมให้กับข้าแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็แค่เข้าวังไปชี้แจง”
“นั่นสิ น้องสี่ หากเสด็จพี่รองไม่รับราชโองการ จะยิ่งเป็นการผิดมหันต์ และเท่ากับยอมรับในข้อกล่าวหา แล้วยังโดนโทษข้อหาขัดราชโองการอีกด้วยอย่างไรก็ต้องเสด็จเข้าวังไปก่อน” เป็นองค์ชายสามที่เอ่ยขึ้นมาอย่างสุขุม รอบคอบ แล้วเอ่ยต่อไปว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตราบใดที่ยังไม่มีการตัดสินโทษว่าเสด็จพี่รองเป็นกบฏจริง ท่านสวี่ก็อย่างทำให้เสียพระเกียรติเลย ท่านกลับไปก่อน แล้วข้าจะเป็นคนพาเสด็จพี่เข้าวังไปเอง เช่นนี้จึงไม่เป็นการดูหมิ่นองค์ชายที่เป็นที่รักของประชาชน แล้วก็มีข้าเป็นคนรับประกันว่าเสด็จพี่จะไม่ได้หนีไปไหนแน่นอน ข้าเอาเกียรติของข้าเป็นประกัน”
“หากองค์ชายสามทรงใช้พระเกียรติรับรองเช่นนี้ หม่อมฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้ง เพียงแต่ว่าฮ่องเต้ได้เรียกให้ท่านอัครมหาเสนาบดี และหน่วยยวี่ฉื่อไถเป็นผู้ไต่สวนในวันนี้ จึงต้องขอพระกรุณาเสด็จเข้าวังภายในวันนี้ด้วยพะย่ะค่ะ”
“ได้ ขอข้าปรึกษาหารือกันหน่อย แล้วข้าจะนำเสด็จพี่เข้าวังด้วยตนเอง” จากนั้นไป๋หลงหลินหันไปทางพระอนุชา “...น้องสี่ เจ้ากลับไปกับท่านสวี่ เพื่อเป็นพยาน ท่านสวี่จะได้ไม่เดือดร้อน ที่ไม่ได้นำเสด็จพี่กลับไป จะเป็นการขัดต่อหน้าที่ เจ้าไปรับหน้าทางโน้นไว้ก่อน”
“เช่นนั้น...ก็ได้ ข้าจะไปทูลถามเสด็จพ่อว่าทำไมทรงไม่เชื่อพี่รองด้วย” ไป๋หลงยวนตรัสแบบขัดใจ
“เจ้าก็ใจเย็นๆ ก่อน ผลีผลามเข้าไป หากเสด็จพ่อทรงกริ้วหนักขึ้นมา เราทั้งสามคนจะรับไม่ไหว ข้าจะปรึกษากับพี่รองก่อนว่า จะทำอย่างไรต่อไป”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ เช่นนั้น กระหม่อมทูลลาพะย่ะค่ะ” สวี่มู่เฉินส่งราชโองการให้กับไป๋หลงหลาน แล้วจึงถอยออกไป โดยมีไป๋หลงยวนเสด็จตามหลังออกไป ก่อนพ้นประตูห้องรับรอง ยังทรงหันกลับมามองที่จวนอีกครั้ง...
หลังจากสวี่มู่เฉินกลับไปแล้ว ไป๋หลงหลานจึงเอ่ยขึ้น
“น้องสาม เจ้าทำอะไร อย่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย จะโดนเสด็จพ่อกริ้วเสียปล่าวๆ”
“ไม่ทรงกริ้วหรอก เพราะเป็นรับสั่งของเสด็จพ่อเอง”
ระหว่างเดินทางไปสู่วังหลวง องค์ชายทั้งสองแวะที่จวนราชเลขา เมื่อไป๋หลงหลานเข้ามาถึงในบริเวณด้านในห้องรับแขก ผู้ที่นั่งรอเขาอยู่กลับมิใช่เจ้าของจวน หากเป็นองค์ฮ่องเต้
ทรงมีรับสั่งให้ทุกคนไปรอด้านนอก เพราะมีพระประสงค์จะสนทนากับไป๋หลงหลานเป็นการส่วนพระองค์
“วันนี้ ที่ตรงนี้ ข้าอยากคุยกับเจ้าในฐานะ ‘พ่อ’ ไม่มีฮ่องเต้ ไม่มีพระโอรส ข้าอยากถามเจ้าเพียงว่าทำไมเจ้าถึงทรยศความรักและความไว้วางใจของพ่อที่มีให้เจ้า หรือเจ้ามิเห็นเส้นทางที่ข้าปูหิน โรยกรวด สร้างทางเดินให้เจ้าสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากข้า ใยต้องทำเช่นนี้ พ่อ...ไม่เข้าใจ” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หากเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดอั้น...เสียพระทัย...
ไป๋หลงหลานคุกเข่าลงคำนับศีรษะต่ำจนแตะพื้น ก่อนจะเงยขึ้น สบพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ หรือในขณะนี้คือ ‘พ่อ’ ที่เขารักและเทิดทูน
“กราบทูลเสด็จพ่อ หม่อมฉัน...เอ่อ...ลูก มิได้กระทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาเลย แม้แต่เรื่องเดียว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาลูกรับรู้ในความรัก และสิ่งที่เสด็จพ่อเพียรพยายามสั่งสอน ให้เรียนรู้ ให้ลองทำ ให้อำนาจในการตัดสินใจ และให้ความไว้วางพระทัย เสมอมา”
จากนั้น ไป๋หลงหลานยืดแผ่นหลังตรง ยกมือขึ้นแตะที่บริเวณหัวใจ ก่อนจะกล่าวสัตย์สาบาน
“ข้า...ไป๋หลงหลานราชโอรสองค์ที่สองแห่งองค์ฮ่องเต้ไป๋อี้เฉิน ขอสาบานกับฟ้าดิน และต่อหน้าพระพักตร์แห่งโอรสสวรรค์ ว่าข้ามิได้กระทำการกบฎดังคำกล่าวหาทั้งสิ้น ไม่ได้ทำ ไม่เคยทำ และไม่เคยแม้แต่คิดจะทำ ข้าไม่เคยต้องการบัลลังก์ฮ่องเต้ หากแม้กาลภาคหน้าฮ่องเต้ทรงปรารถนาจะยกบัลลังก์ให้กับราชโอรสองค์อื่นพี่น้องของข้า ข้าก็ขอให้สัตย์สาบานว่าจะไม่กระทำการแย่งอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น จะทำหน้าที่เท่าที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดเพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาราษฎร์ให้เป็นสุขตามคำสั่งสอนขององค์ฮ่องเต้พระเจ้าค่ะ” เขากล่าวคำสาบานด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ มั่นคงโดยที่ไม่หลบสายพระเนตรเลยแม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะก้มคำนับแตะศีรษะกับพื้นตรงหน้าพระบาทของฮ่องเต้ และคงไว้ท่านั้นไม่ลุกเงยขึ้นมา
นั่นคงเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้คงอยากได้ยิน เพราะลึกๆ ก็ไม่ทรงเชื่อว่าจะมองลูกชายคนนี้ผิดไป หากแต่หลักฐานมัดตัวเขาแน่น
มือที่เริ่มมีร่องรอยของอายุที่มากขึ้น ลูบลงบนศีรษะของไป๋หลงหลานเบาๆ สามครั้ง ก่อนจะใช้มือแตะแขนของ ‘ลูกชาย’
“ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อทรงเชื่อหม่อมฉันหรือไม่” เขาเงยหน้าถาม ‘บิดา’ ด้วยดวงตาที่เอ่อด้วยน้ำตา ใครจะว่าอย่างไร เขาไม่สน ขอเพียง ‘พ่อ’ เชื่อเขาก็พอ
“พ่อเชื่อเจ้า...หากไม่สามารถช่วยเจ้าได้ นอกจากช่วยประวิงเวลา เพื่อให้เกิดการไต่สวนที่เป็นธรรม และโปร่งใสจริงๆ เพราะเรื่องคราวนี้ร่ำลือไปทั่วเมือง พ่อยังต้องดำรงความเป็นธรรม ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าราชบริพารและราษฎร เจ้า...เข้าใจใช่ไหม” ทรงถอนพระทัยแรง
ไป๋หลงหลาน เอื้อมมือไปกุมมือพระบิดาด้วยใจที่พองฟู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีพลัง
“ขอเสด็จพ่อวางพระทัย ขอเพียงประทานเวลา หม่อมฉันต้องสามารถพิสูจน์ตัวเองได้แน่นอนพระเจ้าค่ะ เหมือนเมื่อคราวคดีของท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้ทำ ฟ้าย่อมประทานความยุติธรรมให้กับข้า”
จากนั้นองค์ฮ่องเต้ก็กลับวังหลวงอย่างเงียบๆ เหมือนเมื่อตอนเสด็จออกมา และเมื่อองค์ชายไป๋หลงหลินเสด็จเข้าวังมาพร้อมกับองค์ชายไป๋หลงหลาน อัครมหาเสนาบดีและผู้ตรวจการยวี่ฉือไถ จึงดำเนินการไต่สวน ไป๋หลงหลานได้แต่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอเวลาเพื่อหาหลักฐานมาแก้ต่าง ในที่สุดฮ่องเต้ก็ให้เวลาเขาสิบวัน หากเขาหาหลักฐานมาแก้ต่างและอธิบายไม่ได้ เขาจะต้องโทษเป็นกบฏ
-------------------------------
เชิงอรรถ:
[1] กรมยวี่ฉื่อไถ (御史台) กรมที่ดูแลการตรวจสอบขุนนาง ป้องกันการทุจริต
-------------------------------
องค์ชายเราต้องพิสูจน์ตัวเองได้แน่นวลลลลลล เนอะ! :-)