ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 92 หนี้บุญคุณที่ต้องเก๊กขรึม

            เวลาผ่านไปไวเหมือนสายน้ำไหล…

            เดิมทีโหยวเสี่ยวโม่ตั้งใจจะเก็บตัวเพียงครึ่งเดือนขณะที่มีบางคนเฝ้ารอคอยนั้น ในที่สุดก็ยอมออกมาจนได้

            เขาหารู้ไม่ว่าในสามเดือนมานี้ ฟางเฉินเล่อจะเว้นช่วงไม่ห่างในการมายืนถอนหายใจหน้าห้องเขาหลายรอบช่วงระหว่างนั้นศิษย์ห้องข้างๆ ต่างพากันออกมาคุยกับเขา

            ฝูจื่อหลินเองก็เคยมาศิษย์พี่รองคนนี้รามือง่ายกว่าเพียงแค่มายืนจ้องหน้าห้องโหยวเสี่ยวโม่แล้วแผ่ความเย็นยะเยือกครู่เดียวก็จากไปได้ยินว่าศิษย์ข้างห้องแทบไม่ออกมาเลย

            หลิงเซียวก็เคยมา แต่มาเพียงครั้งเดียว…

            “ศิษย์น้องเล็กหากว่าศิษย์สำนักเทียนซินเหมือนเจ้าทุกคน สำนักเทียนซินคงยิ่งใหญ่กว่านี้แน่!” หลิงเซียวอุ้มโหยวเสี่ยวโม่ที่ร่างกายอ่อนแรงแล้วยิ้มช่างดูนิ่มนวลราวกับหยกของจริง

            โหยวเสี่ยวโม่เห็นแล้วได้แต่ตกใจตัวสั่นเลื่อนสายตาไปมองบานประตูที่ถูกผลักออก เพราะใครบางคนใช้แรงหนักหน่วงจนบานประตูปลิวหล่นอยู่บนพื้น

            ถูกต้อง ‘ครั้งเดียว’ ของหลิงเซียวซึ่งหมายถึงครั้งนี้นั่นเอง

            คนมีอายุเช่นเขานั้นแน่วแน่ยิ่งกว่าฝูจื่อหลินเสียอีกยกขาข้างหนึ่งแล้วเตะไปยังบานประตูที่ถูกปิดแน่นหนามานานสามเดือนทีเดียว ‘ปัง’ หล่นพื้นเสียงดัง ห้องข้างๆ ถึงกับสะดุ้ง แต่ไม่มีใครกล้าออกมาดูคนหนึ่งประหลาดอีกคนประหลาดกว่า ใครกล้าออกมาสิแปลก

            หลังจากที่หลิงเซียวบุกเข้าไปโดยพลการพลันเห็นโหยวเสี่ยวโม่ที่อ่อนแรงกำลังล้มลงมาข้างหลังพอดี จังหวะนั้นเขาตกตะลึงรีบวิ่งไปรับตัวไว้ถึงได้รู้ว่า เป็นเพราะใช้พลังปราณวิญญาณจนหมดนั่นเองไม่ทันได้ดื่มน้ำปราณดังนั้นร่างกายจึงยืนไม่ไหว

            หลิงเซียวเคืองจนกัดกรามตัวเองอยากจะกัดเข้าให้ที่แก้มสักที

            “ครั้งนี้ครั้งนี้เป็นเรื่องไม่คาดคิด ที่จริง…ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะนานขนาดนี้…” โหยวเสี่ยวโม่รีบอธิบายอย่างโรยแรง

            “ไม่คาดคิด?” หลิงเซียวยักคิ้ว “มีครั้งไหนที่เจ้าคาดคิดไว้บ้าง?”

            “ข้า…” โหยวเสี่ยวโม่อยากปฏิเสธ มีแค่ครั้งนี้ที่ไม่คาดคิดจริงๆ นี่นาแต่ดูจากสีหน้าหลิงเซียว เขาคิดว่าไม่พูดดีกว่า จะเป็นการยั่วโมโหเขาอีกความซวยจะมาเยือนเขาอีก จากนั้นรีบเปลี่ยนหัวข้อ “ท่านมาที่นี่ได้ยังไงใช่เรื่องการขายประมูลจัดการเรียบร้อยแล้วงั้นหรือ?”

            พอพูดถึงเรื่องการขายประมูลตาก็สดใสเป็นประกายขึ้นมาทันที

            หลิงเซียวหางตากระตุก หรี่ตาลึกจ้องเขา “โหยวเสี่ยวโม่เจ้าคงไม่ลืมเรื่องที่อีกไม่กี่วันก็จะถึงการทดสอบใช่รึเปล่า?”

            โหยวเสี่ยวโม่หน้าชา เขาลืมไปแล้วจริงๆด้วย!

            หลิงเซียวเห็นสีหน้าเขาก็รู้ว่าตัวเองเดาไม่ผิดพลันทำเสียงขึ้นจมูก เชยคางเขาขึ้นมาแล้วเอ่ย “หากไม่ใช่เพราะข้าบุกมาพังประตูเจ้าทันเวลาเกรงว่าเจ้าคงจะเก็บตัวอย่างไม่รู้เรื่องราวอีกประมาณเดือนสองเดือน เจ้าพูดมาสิ จะตอบแทนข้ายังไงดี?”

            โหยวเสี่ยวโม่คอตก เขาหลบเลี่ยงไปมา ท้ายสุดก็ยังติดหนี้บุญคุณเขาจนได้แต่การพังประตูคนอื่นแบบนี้ ยังกล้ามาใช้ข้ออ้างเป็นหลักเป็นการเช่นนี้เขาเองก็พึ่งจะเคยพบเคยเห็น

            ท้ายที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ได้แต่ประนีประนอมเงื่อนไขบางข้อกับเขา หลิงเซียวถึงยอมปล่อยเขา

            รู้ว่าเขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวภายนอกตลอดเวลาสามเดือนหลิงเซียวจึงเล่าเรื่องใหญ่โตที่เกิดขึ้นให้เขาฟังเองเรื่องของทังอวิ๋นฉีผ่านมาสามเดือนแล้ว แม้คนจะพูดถึงน้อยแต่หลิงเซียวก็ยังเล่าคร่าวๆ ให้เขาฟัง

            เมื่อฟังจบ โหยวเสี่ยวโม่ยกมือปิดหน้าโชคดีเหลือเกิน ที่ตอนนั้นตัวเองไม่ได้ปากมาก

            ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้นเกี่ยวกับเผ่าปีศาจ

            เพราะหลิงเซียวเป็นคนเปิดโปงเรื่องเผ่าปีศาจขึ้นปรากฏว่าสายลับที่สอดแนมอยู่สำนักต่างๆ นั้นโดนจับได้ จากนั้นก็ถูกฆ่าความเสียหายอย่างใหญ่หลวงของเผ่าปีศาจ ท่านผู้นำเผ่านั้นเดือดดาลอย่างยิ่งสั่งให้คนของตัวเองแต่งตัวเป็นเผ่ามนุษย์แล้วไปลอบฆ่านักบำเพ็ญตนแม้ว่าวิธีการจะน่ารังเกียจ แต่นักบำเพ็ญตนที่ตายไปเพราะฝีมือพวกนั้นก็ไม่น้อยหนึ่งในนั้นยังมีนักบำเพ็ญตนอาวุโสของสำนักฉงซานอยู่ด้วย

            อำนาจของสำนักฉงซานนั้นไม่อาจเทียบกับสำนักเทียนซินและสำนักชิงเฉิงได้แต่เรื่องความสามารถก็ดูแคลนไม่ได้เช่นกันคนเก่งกาจในสำนักอาจไม่ได้เยอะแยะเท่าสำนักเทียนซินและสำนักชิงเฉิง ตอนนี้มาตายไปหนึ่งคนสร้างความเสียหายจนทั่วทั้งสำนักฉงซานนั้นโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก

            สำนักชิงเฉิงก็มีความแค้นกับเผ่าปีศาจชนิดที่ว่าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ดังนั้นทั้งสองสำนักจึงร่วมมือกันเพื่อแก้แค้นเผ่าปีศาจแต่ว่าก่อนที่จะเอาคืนเผ่าปีศาจนั้น พวกเขาตัดสินใจลากสำนักเทียนซินลงน้ำด้วย

            สำนักเทียนซินเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งมีหน้าที่ที่ไม่อาจหลบหลีกได้ ทังฝานปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสท้ายสุดตัดสินใจส่งหลิงเซียวเป็นตัวแทนไป

            หลิงเซียวคือศิษย์เอกของแขนงการต่อสู้หนึ่งคือฝีมือเหนือกว่าทุกคน สองคืออาศัยโอกาสนี้สร้างชื่อเสียง ที่สำคัญสุดคือทังฝานได้รับข่าวว่าสำนักชิงเฉิงร่วมขบวนการล้มล้างเผ่าปีศาจนี้โดยมีลั่วซูเหอออกโรงเอง

            กระนั้นแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลิงเซียวไม่ได้มาหาโหยวเสี่ยวโม่เลยตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

            แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีสะดุดเพราะผู้นำเผ่าปีศาจรับรู้ข่าวเสียก่อน จึงให้ลูกน้องถอยทัพก่อนดังนั้นทั้งสามสำนักร่วมมือกันแต่ท้ายสุดกลับจับได้แค่ลูกสมุนไม่กี่ตัว ที่เหลือนั้นหนีไปได้

            ไปด้วยความตื่นเต้นดีใจแต่กลับมาพร้อมความผิดหวัง

            ทว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้สำนักน้อยใหญ่ก็ได้เห็นความสามารถของลั่วซูเหอเพราะว่าเขาเป็นคนชิงไหวชิงพริบจับพวกลูกสมุนได้ หากไม่ใช่เพราะเขาพวกเขาคงจับไม่ได้แม้กระทั่งลูกสมุน จากเหตุการณ์นี้จึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าลั่วซูเหอนั้นฉลาดหลักแหลม

            ส่วนการเคลื่อนไหวของหลิงเซียวครั้งนี้กลับแสดงออกได้เรียบเฉย

            หลังจากกลับมาทังฝานถึงกับเรียกเขาไปคุยทั้งวัน เนื้อหาที่คุยมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่รู้กัน

            โหยวเสี่ยวโม่เดาออกว่าทำไมหลิงเซียวถึงไม่ลงมือคงเพราะไม่อยากเปิดเผยตัวตน แต่ก็เป็นไปได้ว่าเขาแค่ไม่อยากช่วยกับคนที่ฆ่าผู้อาวุโสเจียงโดยใช้มือเปล่าได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะจับปีศาจไม่ได้เลย

            “ศิษย์พี่หลิง ลั่วซูเหอคนนั้นเก่งกาจอย่างที่ว่าจริงๆเหรอ?” โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยถามอย่างสงสัย

            หลิงเซียวจ้องเขา “เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?”

            โหยวเสี่ยวโม่รีบส่ายหัว “ข้าแค่สงสัยอย่างที่เจ้าพูด ในการเคลื่อนไหวนั้นเขาเป็นแนวหน้า ทุกคนต่างก็ต้องเยินยอเขาแต่ก็มีบางพวกที่อิจฉาตาร้อน พวกเขาก็ต้องเปรียบเทียบท่านกับลั่วซูเหอจากนั้นข่มท่านแล้วยกลั่วซูเหอแทน ปกติก็ต้องเป็นเช่นนี้”

            หลิงเซียวหลุดขำเพราะคำว่า ‘พวกอิจฉาตาร้อน’

            “ศิษย์น้องเล็กหากลั่วซูเหอต้องพึ่งการข่มคนอื่นเพื่อยกตนเองเพื่อให้มีชื่อเสียงถ้างั้นคนอื่นยิ่งยกเขาขึ้นสูงเท่าไหร่ เขาก็ต้องตกลงมาเจ็บเท่านั้น บนโลกใบนี้ไม่ได้มีคนจิตใจดีมากมายขนาดนั้น ถึงมีก็คงไม่โง่เช่นนั้น”

            น้ำเสียงขี้เกียจของหลิงเซียวแต่ยังคงน่าฟัง ไม่รนไม่เฉื่อย ไม่เรียบเย็นชา อบอุ่นแต่เชื่องช้าแต่กลับทำให้คนจับทางไม่ถูก ชัดเจนว่าเป็นคำด่า แต่กลับร่ายออกมาเหมือนกำลังชื่นชมบทกวีก็ไม่ปาน

            โหยวเสี่ยวโม่มุ่ยปาก คนนี้กระทั่งด่าคนยังด่าได้สง่างามเพียงนี้ “แต่ชื่อเสียงท่านก็ได้รับความป่นปี้ไม่ใช่หรือ?” แม้เขาจะไม่ได้ยินกับหูเอง แต่คิดได้ว่าคนพวกนั้นจะนินทาเขาว่ายังไงบ้างคำพูดนินทาว่าร้ายคงพูดออกมาหมด

            “ข้า?” หลิงเซียวยิ้มมุมปากมีเลศนัย แล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็กเจ้าแน่ใจว่าเป็นชื่อเสียงของข้า?”

            โหยวเสี่ยวโม่อ้าปากค้าง รู้สึกว่าคนนี้แม้จะใช้ร่างหลินเซียวอยู่แต่หาได้เคารพความเป็นหลินเซียวแต่อย่างใด ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปประวัติหลินเซียวคงพังทลายลงเพราะเขา

            โหยวเสี่ยวโม่ไว้อาลัยให้หลินเซียวสามวินาที

            “เอาล่ะ เจ้าก็เตรียมตัวได้แล้วอีกสามวันก็ทดสอบแล้ว ถึงตอนนั้นไม่เพียงศิษย์ทัพพิภพศิษย์ทัพสวรรค์และทัพวิหคที่พึ่งเข้าสำนักมาครึ่งปีก็ต้องร่วมทดสอบด้วยคนเยอะแยะมากมาย เจ้าต้องเตรียมใจให้พร้อม ถึงเวลาจะได้ไม่ทำข้าขายขี้หน้า”

            หลิงเซียวลุกขึ้นยืน ตบบ่าเขาพูดจาหนักแน่น

            โหยวเสี่ยวโม่ถลึงตามองเขาอะไรคือทำให้ท่านขายขี้หน้า จะขายหน้ารึเปล่ามันเรื่องอะไรของท่าน!

            แน่นอนคำพูดนี้กล้าพูดแค่ในใจเท่านั้นแหละ

            จากนั้นทั้งสองคนคุยกันกว่าหนึ่งชั่วยามหลิงเซียวก่อนออกไปยังหยิบยาสองขวดไปด้วย เป็นยาเซียนตันขั้นสอง เก็บตัวสามเดือนโหยวเสี่ยวโม่หลอมยาได้หลายขวด ที่จะขายประมูลก็หลอมเพิ่มได้อีกสองขวด มีเหลือเฟือ

            หลังจากเขากลับไปโหยวเสี่ยวโม่ก็เอายาเซียนตันขั้นหนึ่งหลายขวดตรงไปยังเรือนหญ้าเซียน

            ก่อนที่จะเก็บตัวเขาไปขอหญ้าเซียนจากเรือนหญ้าเซียนมาพันต้นแม้ว่าตอนนี้จะมีหญ้าเซียนในห้วงมิติให้ใช้ แต่หากไม่ไปรับหญ้าเซียนจากสำนักบ้างก็จะทำให้คนอื่นสงสัยเอาได้

            ขณะที่กำลังจะไปเรือนหญ้าเซียนโหยวเสี่ยวโม่บังเอิญพบกับฝูจื่อหลินที่ปรากฏตัวราวกับเทพเซียนตรงหน้าประตู

            เมื่อเห็นเขาโหยวเสี่ยวโม่นึกได้ว่าศิษย์ห้องข้างๆ บอกว่าศิษย์พี่รองเคยไปหาเขาหนหนึ่งทั้งยังแผ่ไอเย็นซ่าน เมื่อนึกถึงภาพนั้น เขาก็ยิ้มไม่ออกเห็นเขาแล้วความรู้สึกนั้นยิ่งชัดขึ้น

            “ศิษย์พี่รองท่านมีเรื่องอะไรรึเปล่า?” โหยวเสี่ยวโม่กะพริบตาปริบๆเมื่อเห็นฝูจื่อหลินสีหน้าไร้ความรู้สึกเดินมาหาตัวเอง

            ฝูจื่อหลินจ้องเขาชั่วครู่แล้วเอ่ย “ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าหนนึง” จากนั้นเดินจากไป

            โหยวเสี่ยวโม่นึกศิษย์พี่รองนี่เก๊กขรึมเก่งจริงๆ แต่ก็น่ารักดี!

            เดินเข้าไปยังเรือนหญ้าเซียนโหยวเสี่ยวโม่พลันเดินไปหาอาจารย์ลุงจ้าวหน้าโต๊ะ “อาจารย์ลุงจ้าวนี่คือยาเซียนตันสองร้อยเม็ด ท่านลองนับดู ทั้งหมดอยู่นี่แล้ว”

            จ้าวเจินรับมา ไม่ทันดูก็เก็บเข้าตู้หยิบพู่กันจดแล้วเอ่ย “สามเดือนเจ้าหลอมไปแค่สี่ร้อยเม็ด จำนวนนี้เทียบกับแต่ก่อนนั้นน้อยลงไปเยอะทีเดียวยังต้องการหญ้าเซียนเพิ่มอีกมั้ย?”

            “ขอรับแต่คราวนี้ข้าต้องการหญ้าเซียนขั้นสอง” โหยวเสี่ยวโม่กล่าวอย่างเกรงใจเขาไม่อาจบอกได้ว่าตัวเองก็มีหญ้าเซียน

            ในที่สุดจ้าวเจินก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891