วันปะามาถึง
เมืองหลวงทั้งเมืองเงียบงันราวลมหายใจหยุดเคลื่อนไหว
ขบวนเกี้ยวที่ขังซูเหวินฉี ค่อยๆ เคลื่อนผ่านถนนสายหลัก
ผู้คนมองด้วยแววตาเยียบเย็น บ้างสาปแช่ง บ้างเยาะเย้ย
แต่ในเงามืด
หลินเหยียนได้วางหมากทุกตาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว
---
ไม่มีเสียงดาบ ไม่มีศึกใหญ่
มีเพียง...
ขุนนางเฒ่า คนหนึ่งล้มป่วยกระทันหัน → ขบวนเปลี่ยนเส้นทาง
องครักษ์ผู้คุมตัว เกิดเหตุพิพาทกันเอง → ต้องแยกกำลังเฝ้า
ซอยที่ใช้ผ่าน บังเอิญมีไฟไหม้โรงน้ำชา → ทำให้คนต้องหนีเปิดทางว่าง
ทุกอย่างเกิด "บังเอิญ" ต่อเนื่องกันจนเหมือนฟ้าลิขิต
แต่แท้จริงแล้ว—ทั้งหมดอยู่ในมือของหลินเหยียน
---
ขณะขบวนหยุดชะงักชั่วครู่กลางซอยว่างเปล่า
ชายในชุดดำสามคนโผล่มาอย่างเงียบงัน
สังหารองครักษ์ที่เหลืออย่างไร้เสียง
จากนั้นเปิดเกี้ยวอย่างรวดเร็ว
ซูเหวินฉีที่ถูกมัดแน่นยังไม่ทันเข้าใจ
ร่างของนางก็ถูกดึงหายไปในเงามืด
ก่อนจะถูกพาไปซ่อนในศาลร้างท้ายเมืองอย่างปลอดภัย
---
ในค่ำคืนนั้น
ข่าว "ซูเหวินฉีเสียชีวิตระหว่างทาง" กระจายไปทั่วหลวง
ไม่มีใครสงสัยแม้แต่น้อย
ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีร่องรอยศพ
มีเพียง "ความจริง" ที่สังคมรับรู้ว่า... นางได้ตายไปแล้ว
---
แต่เื้ั
ในศาลร้างเย็นเฉียบ ซูเหวินฉีที่เพิ่งฟื้นจากยาสลบ
ลืมตาขึ้นมองผู้ที่ยืนเงียบงันอยู่ตรงหน้า
หลินเหยียนในชุดดำสนิท
ยืนอยู่ใต้แสงเทียนสลัว มองนางด้วยแววตาเ็าเหมือนวันแรกที่พบกัน
---
> "เ้าปลอดภัยแล้ว"
"นับจากนี้ เ้าไม่มีชื่อ ไม่มีตัวตน"
"อย่าได้กลับมาเหยียบวังหลวงอีก"
หลินเหยียนกล่าวด้วยเสียงเรียบ
เย็นจนเหมือนไม่เคยมีเยื่อใยระหว่างกัน
ซูเหวินฉียิ้มขื่นขม
นางไม่ร้องไห้ ไม่วิงวอน
เพียงแต่ค้อมศีรษะให้เขาครั้งสุดท้าย... ก่อนหันหลังจากไปในความเงียบ
---
ขณะที่นางเดินจากไป
หลินเหยียนยืนนิ่งราวรูปปั้น
มือใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเืไหลซึม
แต่บนใบหน้า... ยังคงไร้อารมณ์ดังเดิม
> "ข้าขอให้เ้ามีชีวิต..."
"แม้เ้าจะต้องเกลียดข้าชั่วชีวิตก็ตาม"